Home > Art & Design > ตามรอย 5 หนังดีกวาดรางวัลจาก Netflix ที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาดชม!

กิจกรรมยอดฮิตในช่วงกักตัวอยู่บ้านคงหนีไม่พ้นการดูภาพยนตร์หรือซีรีส์เรื่องโปรดที่ค้างไว้ในลิสต์ ครั้งที่แล้วเราได้รวม 7 ภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริงสุดประทับใจ มาให้ได้ชมกัน วันนี้เราเลยมาต่อกันด้วย “5 หนังน้ำดีใน Netflix ที่กวาดรางวัลจากหลากหลายเวที” ไม่ว่าจะเป็นสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขานักแสดงนำยอดเยี่ยม และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งบอกได้เลยว่าสายแฟนคลับหนังรางวัลไม่ควรพลาดชมอย่างยิ่ง

My Octopus Teacher (2020)

เปิดลิสต์กันด้วยภาพยนตร์สารคดีสุดโรแมนติกที่คว้ารางวัลออสการ์ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยคอนเซปต์สุดแสนแปลกใหม่ กับการเดินทางลงไปในโลกใต้น้ำที่เราไม่คุ้นเคย ทำให้หนังกึ่งสารคดีเรื่องนี้ได้รับความสนใจ เรื่องราวของ เครก ฟอสเตอร์ ช่างภาพสารคดีหนุ่มที่หมดไฟหมดแพชชั่นกับการทำงาน รวมไปถึงการใช้ชีวิต เขาจึงตัดสินใจพาตัวเองกลับไปอยู่กับธรรมชาติที่คุ้นเคยในวัยเด็ก หิ้วตีนกบและถังอ็อกซิเจนลงไปสำรวจโลกใต้ทะเล และเกิดความสนใจกับหมึกสายขึ้น

ใต้ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ เราจะได้เห็นความสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างสายพันธุ์ บทเรียนที่ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามและหาคำตอบกับชีวิตตัวเอง และสำหรับบางคนเมื่อดูจบแล้ว หนังสารคดีแสนโรแมนติกเรื่องนี้อาจไปจุดประกายไฟฝันให้กลับมาลุกโชติช่วงอีกครั้งก็เป็นได้ ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้คว้ารางวัลแค่จากเวทีออสการ์เท่านั้น แต่ยังได้รับการยืนยันความยอดเยี่ยมด้วยรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม จากสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์บริติช (BAFTA) อีกด้วย

Marriage Story (2019)

ภาพยนตร์ดราม่า การหย่าร้างสุดเข้มข้น และความเศร้าโศกบาดใจจาก Netflix ที่ได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน และ อดัม ไดรฟ์เวอร์ มานำแสดง ด้วยความที่ผู้กำกับเรื่องนี้มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการหย่าร้าง ทำให้เขาสามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นทีเดียว เรื่องราวดำเนินขึ้นจากการเล่าถึงภาพวันวานแสนอบอุ่นของครอบครัว ก่อนตัดสลับมาที่ปัจจุบันว่า ชาร์ลี (อดัม ไดรฟ์เวอร์) และนิโคล (สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน) กำลังจะหย่าร้างกัน โดยทั้งคู่จะยังทำหน้าที่พ่อแม่ของลูกชายสุดที่รักคนเดียวต่อไป

จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เมื่อภาพยนตร์น้ำดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวปวดร้าวหัวใจ ผ่านบทสนทนาที่แสนสมจริง อย่าง Marriage Story จะกวาดรางวัลจากหลากหลายเวที ไม่ว่าจะเป็น รางวัลลูกโลกทองคำ , รางวัล Critics’ Choice Awards จากสมาคมนักวิจารณ์ , รางวัลสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ และแน่นอนว่ายังได้รับรางวัล Acaemy Awards หรือรางวัลออสการ์หลากหลายสาขาอีกด้วย ทั้งรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี

Parasite (2019)

Parasite หรือ ชนชั้นปรสิต อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลก ถือเป็นหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์วงการฮอลลีวูดที่หนังจากฝั่งเอเชียคว้ารางวัลใหญ่อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากหลากหลายเวทีจนนับไม่หวาดไม่ไหว ด้วยลีลาการเล่าของ บองจุนโฮ ผู้กำกับมากฝีมือ ทำให้คนดูทั้งเพลิดเพลินสนุกสนานไปในช่วงครึ่งแรกของหนัง ก่อนจะต้องลุ้นระทึกจนแทบนั่งไม่ติดเบาะ และเจ็บปวดหัวใจให้กับประเด็นสำคัญที่หนังหยิบยกมาป่าวประกาศให้ทุกคนได้รับรู้

เรื่องราวของครอบครัวชนชั้นล่าง ที่เปรียบได้ไม่ต่างจากชนชั้นปรสิตของสังคมเกาหลี ต้องอาศัยอยู่ชั้นใต้ถุนบ้าน พ่อและแม่ไม่มีงานประจำ ขณะที่ลูกชายและลูกสาวก็ไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็นำพาโอกาสมาให้ เมื่อเพื่อนของลูกชายคนโต คิมกิวู (รับบทโดย ชเวอูชิก) มาขอให้ไปสอนพิเศษภาษาอังกฤษให้กับลูกสาวของครอบครัวเศรษฐีตระกูลปาร์ก หลังจากนั้นคิมกิวูก็เห็นช่องทางที่จะทำให้ครอบครัวสุขสบายขึ้น และเรื่องราวตลกร้ายเสียดสีสังคมก็ได้เริ่มต้นขึ้น

Roma (2018)

นับเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้จะถูกทำขึ้นด้วยคอนเซปต์ภาพยนตร์ส่วนตัว แต่ด้วยเนื้อหาระหว่างนายจ้างและคนใช้ที่แอบซ่อนประเด็นทางสังคมอย่างการกดขี่และแบ่งแยกชนชั้นไว้อย่างแนบเนียน สามารถเข้าไปประทับอยู่ในใจผู้คนมากมาย และก้าวเข้าสู่เวทีรางวัลนับสิบสาขา อาทิ รางวัลสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์บริติช (BAFTA) , รางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์ก , รางวัล Critics’ Choice และแน่นอนว่ายังได้รางวัลออสการ์สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมอีกด้วย

เรื่องราวของ Roma เล่าถึงครอบครัวชาวเม็กซิกันผิวขาวชนชั้นกลาง ในช่วงปี 1970 ประกอบด้วยพ่อแม่และลูกๆ อีกสี่คน แต่สมาชิกครอบครัวไม่ได้หมดเพียงเท่านั้น เพราะยังรวมไปถึงสาวใช้อีกสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นชื่อว่า คลีโอ และแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของครอบครัวก็มาถึง เมื่อผู้เป็นพ่อแอบไปมีผู้หญิงคนอื่น ประจวบเหมาะกับคลีโอพบว่าตนเองตั้งครรภ์ และแฟนหนุ่มไม่คิดจะรับผิดชอบ เราจะได้เห็นทั้งภาระอันหนักอึ้งของหัวหน้าครอบครัว ชีวิตในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าประวัติศาสตร์ทางสังคมและการเมืองในยุคนั้น และสายใยความอบอุ่นภายในครอบครัว

The Danish Girl (2016)

สายหนังรักต้องห้ามพลาด กับเรื่องราวสุดลึกซึ้งอันพลิกผันของสาวประเภทสองคนแรกของโลก กับความรักที่ไร้ขอบเขตและเงื่อนไขของ ไอนาร์ เวเกเนอร์ หรือ ลิลี่ เอลเบ (รับบทโดย เอ็ดดี้ เรดเมย์น) และ เจอร์ด้า เวเกเนอร์ (รับบทโดย อลิเซีย วิกันเดอร์) เล่าเรื่องราวของคู่รักศิลปินที่แต่งงานกัน ก่อนทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อภรรยาสาวเจอร์ด้าได้ให้ไอนาร์สวมบทเป็นหญิงสาวนามว่าลิลี่ พร้อมแต่งกายด้วยชุดของสุภาพสตรี เพื่อเป็นแบบวาดภาพให้กับเธอ นับแต่นั้นมา ไอนาร์ก็เริ่มรู้สึกว่าการเป็นลิลี่ คือตัวตนที่แท้จริงของเขา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดผ่านฝีมือการกำกับของ ทอม ฮูเปอร์ ผู้กำกับมากฝีมือเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง The King’s Speech และ Les Misérables มาแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะสามารถถ่ายทอดความสัมพันธ์ ความรัก ความเจ็บปวด ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งออกมาได้อย่างสวยงามจนผู้ชมไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้ ซึ่งการแสดงของ อลิเซีย ผู้รับบทบาทภรรยาสาวนั้นโดดเด่นเสียจนกวาดรางวัลจากทั้ง Critics’ Choice Awards , รางวัลสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ (SAG) และรางวัลออสการ์

Cr. Netflix