เปิดโอกาสในการเปลี่ยนเส้นทางสู่สายอาชีพการบริหารธุรกิจและการโรงแรม จากสถาบันที่ดีที่สุดในโลก!!!

Les Roches Global Hospitality Education ขึ้นแท่น 1 ใน 3 สถาบันด้านธุรกิจบริการและการจัดการการท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก

โรงเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษาแห่งแรกของโลก หลักสูตร DEC ด้านวิศวกรรมและสถาปนิก – โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury

หลักสูตรระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ที่จะช่วยปูทางอนาคตทางการศึกษาให้แก่เด็กตั้งแต่เนิ่นๆ

อันดับมหาวิทยาลัยโลก 2019 โดย QS University World Rankings

QS University Rankings เป็นที่รู้จักกันดีในด้านการเผยแพร่การจัดอันดับมหาวิทยาลัย หรือหลายคนอาจคุ้นหูกันในชื่อ QS World University Rankings หรือ ระบบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก

Quacquarelli Symonds ('QS') คือ องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการจัดอันดับสถาบันระดับอุดมศึกษาตั้งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ องค์กรคิวเอสมีเจ้าหน้าที่กว่า 250 คนทั่วโลกทั้ง 5 ทวีปและสื่อสารได้มากกว่า 25 ภาษา โดยในการพิจารณามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกรวมเกือบหนึ่งพันจำนวนของมหาวิทยาลัยทั่วโลก นั้นมาจากความเห็นจากอาจารย์และนักวิชาการกว่า 75,000 คน พนักงานมหาวิทยาลัยอีก 40,000 คน รวมถึงงานวิจัยจำนวนมากกว่า 12.3 ล้านฉบับและการอ้างอิงกว่า 75.1 ล้านรายการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาประเภทอุดมศึกษา และรวมไปถึงกิจกรรมทั่วโลกเกี่ยวกับการศึกษาเช่นนิทรรศการศึกษาต่อ การจัดทอล์คโชว์เกี่ยวกับการศึกษาต่อฯลฯ เกือบ350แห่งทั่วโลก

ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยนอกจากระดับโลกแล้วยังมีการจัดอันดับในของแต่ละทวีปและประเทศย่อยไปอีก และยังมีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไปตามหลักสูตรเช่น MBA หรือรายวิชาเช่นวิศวกรรมศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ นิติศาสตร์ ในทางศิลปะมีการจัดอันดับโรงเรียนแยกก็ไปตามประเภทรายวิชาเฉพาะทางด้วย

ภารกิจของ QS นอกจากการรวบรวมข้อมูลและการทำวิจัยแล้ว ทุก ๆ ปี QS จะมีส่วนช่วยให้นักศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพหลายสิบล้านคนมีตัวเลือกด้านการศึกษาที่เหมาะสม เพื่อการประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพและชีวิตของตนเอง นักศึกษาที่สนใจเกี่ยวกับข้อมูลของมหาวิทยาลัยที่เลือกศึกษาต่อสามารถเข้าไปดูข้อมูลรายละเอียดเจาะลึกเปรียบเทียบได้กับกูเกิลด้านการศึกษาทีเดียว

ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยนอกจากระดับโลกแล้วยังมีการจัดอันดับในของแต่ละประเทศซึ่งของประเทศไทยก็มีเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2562 Quacquarelli Symonds (QS) สถาบันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากประเทศอังกฤษได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ประจำปี 2019 (QS World University Rankings 2019) ในปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยติดอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2014 นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 50 ของเอเชีย และไต่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 247 ของโลก จากอันดับที่ 271 ของโลกเมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับต้นๆ ของโลก โดย QS World University Rankings 2019 ได้แก่ อันดับ 1 สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) อันดับ 2 มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) อันดับ 3 มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) อันดับ 4 สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอเนีย (Caltech) อันดับ 5 มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (University of Oxford) อันดับ6 มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (University of Cambridge) อันดับ 7 สถาบันเทคโนโลยีสหพันธ์สวิสในซูริค (ETH Zurich) อันดับ 8 อิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) อันดับ 9 มหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก (University of Chicago) และ อันดับ 10 มหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน (UCL)

โดยท๊อปเทนของโลก เป็นมหาวิทยาลัยจากประเทศสหรัฐอเมริกาครึ่งหนึ่ง และอังกฤษ 4 แห่งและสวิสเซอร์แลนด์อีก 1 สถาบัน โดยเกณฑ์ที่ Quacquarelli Symonds (QS) ใช้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยประจำปี 2020 คือ ความมีชื่อเสียงทางด้านวิชาการ (Academic Reputation) 40% , จำนวนนักศึกษาต่ออาจารย์ (Faculty/Student Ratio) 20%, การอ้างอิงผลงานทางวิชาการ (Citations per Faculty) 20%, ชื่อเสียงด้านการจ้างงาน (Employer Reputation) 10%, จำนวนบุคลากรต่างชาติ (International Faculty) 5%, จำนวนนักศึกษาต่างชาติ (International Students) 5%

ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.

11 ประโยชน์ที่ยั่งยืนของการไป ‘ค่ายฤดูร้อน’ 11 Benefits of Summer Camp

ช่วงฤดูปิดเทอมหรือช่วงฤดูร้อนเกือบสามเดือนที่เด็กๆปิดเทอม การเข้าค่ายฤดูร้อนดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ เด็กๆได้มีช่วงเวลาที่ดีกับประสบการณ์ค่ายของพวกเขา และยังเป็นประโยชน์และผลลัพธ์อย่างยั่งยืนนำไปใช้ในชีวิตจริงได้เลยด้วย ในขณะที่ผู้ปกครองหลายท่านต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่ทำให้ “ค่ายฤดูร้อนที่เป็นประโยชน์" ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง การตัดสินใจส่งเด็กไปโปรแกรมฤดูร้อนจริง ๆ ซึ่งค่อนข้างมีราคาสูงนั้น ให้พิจารณาจากประโยชน์ที่ยั่งยืน11ข้อนี้เพิ่มเติมด้วย

1. ค่ายฤดูร้อนช่วยให้เด็กค้นพบศักยภาพและความสนใจที่พิเศษไม่เหมือนใคร เป็นแบบฉบับของตัวเอง

มีโรงเรียนไม่มากนักที่มีชั้นเรียนออกแบบเกมยิงธนูหรือมีกิจกรรมเขียนโค้ดโปรแกรมหรือออกแบบแอพพลิเคชั่น แต่มีหลายค่ายที่เชี่ยวชาญในกิจกรรมเหล่านี้ (มากถึง 14,000 ค่ายฤดูร้อนในสหรัฐอเมริกาให้เลือกสรร )

ถ้าลูกของคุณมีความสนใจในสิ่งใดนอกเหนือจากวิชาหลัก เช่นกีฬา ดนตรี ศิลปะ เทคโนโลยีฯ พวกเขาจะได้ไปเรียนรู้หรือได้รับประสบการณ์ที่ค่ายฤดูร้อนแน่นอน ในห้องเรียนอาจมีตัวเลือกหลังเลิกเรียนไม่กี่อย่างเช่นชมรมภาษาอังกฤษ ชมรมเปียโน ดนตรีแจ๊ส เป็นต้น ดังนั้นค่ายฤดูร้อนจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี และมีกิจกรรมมากมายให้เด็ก ๆ เลือกตามความชอบและสนใจ

2. ค่ายฤดูร้อน สามารถทำให้เด็กกล้าหาญมากขึ้น และไม่ยึดกับบุคลิกเดิมๆในห้องเรียน

นักเรียนหลายคน ที่เข้าโรงเรียนปีแล้วปีเล่า พร้อมกับเพื่อนเดิมๆกลุ่มเดิมๆ สามารถนำไปสู่การติดฉลากและถูก 'ติดกับ' ด้วยการรับรู้ว่าตนเป็นเด็กประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่นเด็กเนิร์ด เด็กขยันเรียนใส่แว่น เด็กกิจกรรม เด็กเที่ยวฯลฯ แต่เมื่อเปลี่ยนสถานที่เปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไป เด็กส่วนใหญ่จะสามารถแยกออกจากการจัดหมวดหมู่ที่เขาเคยอยู่ นอกจากออกจากคอมฟอร์ทโซน ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีในการขยายขอบเขตความสนใจในการเลือกเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นด้วย ซัมเมอร์แคมป์เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ออกไปและเห็นสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเด็กคนอื่นๆจากที่ใหม่ๆ 

3.ซัมเมอร์แคมป์ช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาสู่ทักษะใหม่ ๆ

ในโรงเรียนอาจมีการเสนอกิจกรรมที่ "แตกต่าง" จากการเรียนแต่แน่นอนว่าจะไม่เท่ากับIntensive Courses ของค่ายฤดูร้อนที่ช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะในระยะเวลาอันสั้นได้ โอกาสเหล่านี้มีอยู่ในค่ายฤดูร้อน และไม่ใช่กิจกรรมหลังเลิกเรียนหากเป็นกิจกรรมหลัก ในอเมริกาเมืองSilicon Valley มีไปถึงหลักสูตรการเขียนโค้ดโปรแกรมต่างๆและพักผ่อนหย่อนใจมีตติ้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและฟีดแบ๊คด้านไอทีในช่วงก่อนเข้านอน โดยหากเป็นในโรงเรียนเด็กๆอาจต้องรอหลังเลิกเรียนและแชทซึ่งดึกกว่านี้แต่ในซัมเมอร์แคมป์นักเรียนจะสามารถพัฒนาทักษะวิชาการและสังคมไปพร้อมๆกันโดยไม่เบียดเบียนเวลานอน

4.ค่ายฤดูร้อนนำไปสู่การสร้างมิตรภาพรูปแบบใหม่

มิตรภาพเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต ในความสนใจที่คล้ายกัน ความสัมพันธ์เหล่านี้สามารถนำไปสู่ความยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนและการทำงาน เมื่อนักเรียนสามารถสร้างเครือข่ายเช่น โครงการด้านการหาการฝึกงานหรือแม้กระทั่งการเริ่มต้นธุรกิจใหม่กับเพื่อนที่พวกเขาพบกันที่ค่ายฤดูร้อน

5.ค่ายฤดูร้อนช่วยเยียวยาสุขภาพกายและจิตใจ

ผู้ปกครองหลายคนอาจรู้สึกว่าเด็ก ๆ ไม่ได้ออกกำลังกายเพียงพอในช่วงปิดเทอมหากไม่มีกิจกรรมมาให้ทำ แต่ในค่ายฤดูร้อนนอกจากเด็ก ๆจะได้ไปเที่ยวได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในบางค่ายฤดูร้อนยังสอนในเรื่องของสมาธิในชีวิตประจำวัน การเข้าถึงธรรมชาติ การสวดมนต์แผ่เมตตา และการปล่อยวางทำให้ได้พัฒนาจิตใจ

6.ค่ายฤดูร้อนส่งเสริมความเป็นอิสระและการเสริมพลัง

หากไม่มีแม่หรือพ่ออยู่รอบ ๆ ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องลูกของคุณ? ใครจะบอกให้พวกเขาแปรงฟัน? จัดที่นอน? จัดการเวลาของพวกเขา ? ที่ค่ายฤดูร้อน เด็กๆจะต้องรู้จักเวลาชีวิตตารางชีวิตของพวกเขาเอง และเรียนรู้ถึงการดูแลตัวเอง ทำงานบ้าน เช่นปูผ้านอน ซักรีด กวาดถู ไปถึงการเกษตรและการจัดระบบชีวิตต่างๆด้วย เช่นการทำบัญชี การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

หากเป็นเรื่องใหญ่ๆเด็ก ๆ ก็สามารถพึ่งพาเพื่อนๆที่ให้ความช่วยเหลือหากพวกเขาแต่หากเป็นเรื่องสำคัญแล้วแน่นอนครูผู้แนะนำจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม

7.ค่ายฤดูร้อนช่วยให้มั่นใจ

เด็กๆบางคนอาจไม่เคยเล่นเทนนิสมาก่อนหรือบางทีพวกเขาเล่นเทนนิส แต่ไม่เคยลองเสิร์ฟฟาด หรือบางคนอาจไม่รู้จักการออกไปที่ศาลหรือการเขียนบท แสดงละครเวที ในค่ายฤดูร้อนกิจกรรมสันทนาการเพื่อความบันเทิงนอกจากจะช่วยละลายพฤติกรรมในการเข้าสังคมกับเพื่อนใหม่ เด็กๆอาจได้ค้นพบศักยภาพหรือพรสวรรค์ที่น่าสนใจด้วย

8.ค่ายฤดูร้อนนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ปราศจากการตัดสิน

การแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ เช่นการทำเอ็มวีบนมือถือ หรือการสร้างพอร์ตโฟลิโอ ในโรงเรียนอาจมีคะแนนที่ตัดสินการให้เกรด แต่ที่ค่ายฤดูร้อนไม่มีความล้มเหลวหรือความสำเร็จ เด็กๆอาจจะได้ลองแหกกฏและทดลองสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งอาจเป็นการคิดนอกกรอบเดินออกไปจากทางเดิมๆซึ่งอาจเป็นทางลัดที่ประสบความสำเร็จก็ได้ ความคิดสร้างสรรค์ไม่สามารถหยุดยั้งที่ค่ายเพราะนักเรียนไม่ต้องกังวลกับการได้เกรดที่ไม่ดี เมื่อเด็กๆไม่มีข้อจำกัด ความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาจะยิ่งพรั่งพรู

9.ค่ายฤดูร้อนสร้างความยืดหยุ่นรอบด้าน

นี่คือสุดยอดของผลประโยชน์ข้างต้นมากมาย มิตรภาพใหม่ ความมั่นใจ ความเป็นอิสระ ทุกสิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาลูกของคุณเมื่อพวกเขาก้าวจากการเป็นเด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งมีน้ำใจและมีความสามารถ

10.ค่ายฤดูร้อนปลูกฝังความกตัญญู

เวลาอยู่ไกลบ้านช่วยให้เด็กๆคิดถึงบ้าน พ่อแม่ พี่น้อง ญาติๆ และข้าวของของพวกเขา เด็กๆหลายคนจะนึกถึงอาหารที่บ้าน หรือบางสิ่งที่พวกเขาไม่มีในค่าย ความคิดถึงจะนำไปสู่ความซาบซึ้งAppreciateสิ่งที่เขามีและได้รับในชีวิตประจำวัน

11.ค่ายฤดูร้อนสนุก!

นี่คือข้อสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ปัจจัยข้อนี้ควรเป็นข้อแรกเมื่อเด็กๆนึกถึงค่ายฤดูร้อน การเสริมสร้างความคิดที่ว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจส่งลูกของคุณไปที่ค่ายเป็นประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึง พวกเขาจำเป็นต้องได้รับความบันเทิงหรือไม่ เป็นสัปดาห์, เดือนฯลฯ อาจไม่ถูกต้องซักเท่าไหร่

ค่ายฤดูร้อนเป็นโอกาสที่เด็กๆจะได้เติบโต ออกจากบ้านไปทำกิจกรรมเพื่อเสริมหลักสูตรวิชาต่างๆด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาของพวกเขา แต่อย่าลืมว่า ค่ายฤดูร้อนเป็นสถานที่พิเศษอีกแห่งสำหรับการเจริญเติบโตทำให้เด็ก ๆ มีอิสระและมั่นใจในตัวเองในขณะที่สังสรรค์และได้หาเพื่อนใหม่และเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆสำหรับการเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

ขอบคูณภาพจาก Free Pexels

โรคซึมเศร้า…เป็นเมื่อไรชีวิตเปลี่ยน

ใครที่ติดตามข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ มักจะพบเห็นข่าวการปลิดชีวิตตัวเอง หรือคนใกล้ชิด ด้วยน้ำมือของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า จากสถิติพบว่่า โรคซึมเศร้าเป็นปัจจัยสัมพันธ์ กับการฆ่าตัวตายของคนไทย สูงถึง 8% เลยทีเดียว และกลุ่มที่น่าเป็นห่วงเหลือเกิน ก็คือเด็กวัยรุ่น และความน่ากลัวของโรคนี้ ก็คือ ช่วงแรกของโรคนี้นั้นวินิจฉัยยาก เนื่องจากอาการไม่ชัดเจน และคิดว่าเดี๋ยวคงหายเอง

หรือบังเอิญเจอกับอารมณ์ซึมเศร้าลักษณะแฝง เช่นหงุดหงิด เจ้าอารมณ์ โมโหง่าย โดยไม่มีใครเอะใจว่า เป็นอาการเริ่มต้นของ โรคซึมเศร้า เพราะคิดว่า เป็นอาการเครียดจากการทำงาน หรือปัญหาชีวิต ทำให้หงุดหงิดง่าย และเจ้าอารมณ์ ซึ่งหากปล่อยไปนานๆ ก็อาจลงเอยกลายเป็นโรคซึมเศร้า อย่างเต็มรูปแบบได้
คนแบบไหนมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้า พบบ่อยในผู้ที่ปรับตัวยาก ไม่ยืดหยุ่น มีความคาดหวังในชีวิตสูง และขาดคนให้คำปรึกษา ขาดมิตรที่ดี ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม และมีความขัดแย้งรุนแรงในครอบครัว หรือมีเครือญาติใกล้ชิด ที่เคยเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน (โรคซึมเศร้าถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้)

ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และได้รับการช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ เพราะมีแนวโน้มค่อนข้างสูง ที่จะไม่หายง่ายๆ หรือหายแล้วเป็นซ้ำอีก เสี่ยงต่อการดื้อยา และทำร้ายตัวเอง แต้ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือ คนใกล้ชิดอาจไม่แน่ใจ หรือไม่กล้าพูด เพราะเกรงใจ หรือกลัวว่าจะทะเลาะกัน เลยปล่อยให้เรื้อรัง และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับอาการของเด็กที่เข้าข่ายซึมเศร้านั้นมีอาการแตกต่างกันดังนี้

1-5 ขวบ เสียใจง่าย อารมณ์หงุดหงิด ร้องไห้ไม่หยุด กินน้อยหรือไม่กินเลย หลับยาก ตื่นบ่อย ไม่เล่น กลัวโรงเรียน ติดพ่อติดแม่มาก จากที่เคยแยกได้ พัฒนาการถดถ้อย น้ำหนักไม่ขึ้น

5-12 ขวบ ปวดหัว ปวดท้อง หงุดหงิด ฉุนเฉียว เบื่อง่าย ไม่สนใจเรียน การเรียนตกต่ำลง มีอาการวิตกกังวล ปนอยู่ด้วย

เด็กโต มักหมดความสนใจ หรือหมดความกระตือรือร้น ในกิจกรรมที่เคยทำ เคยชอบ หรือมีความสุข ใจคอหดหู่ ซึมเศร้า รู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่า เก็บตัวตามลำพัง พูดน้อยลง บางรายอาจหนีออกจากบ้าน หรือหนีโรงเรียน

การกรีดข้อมือ ส่วนใหญ่มาจากความรู้สึกไร้ค่า ไม่เป็นที่รัก ไม่สามารถสัมผัสถึงคุณค่าของตัวเอง ขั้นรุนแรงมักเกิดตามหลัง การมีปากเสียงรุนแรงกับแฟน หรือผู้ปกครอง

ทั้งหมดนี้มีการศึกษาพบว่า เด็กผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงของ ฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น จะส่งผลให้ การทำงานของระบบต่อม่ไร้ท่อผิดปกติ และการเผชิญความเครียด ทำให้ระดับ cortisol (สารเครียด) ในร่างกาย สูงขึ้น และถ้าคงอยู่เป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมอง และนำมาซึ่งอาการซึมเศร้าได้
7 วิธีดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเบื้องต้น
1.ควรมีคนคอยอยู่เป็นเพื่อน

2.ออกกำลังกาย อย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที

3.มีกิจกรรมสันทนาการ สำหรับตัวเอง เพื่อให้ผ่อนคลาย

4.ปลดปล่อยระบายอารมณ์ ด้วยการพูด เล่าความรู็สึก กับคนที่อารมณ์มั่นคง และไว้ใจได้ ร้องไห้  และเขียนความรู้สึก ลงในสมุดบันทึก

5.ฝึกมองโลกในแง่ดี

6.รู้จักพักผ่อน และนอนให้เพียงพอ

7.โทรสายด่วน 1323 กรมสุขภาพจิต ตลอด 24 ชั่วโมง

บทสรุป
ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า หรือมีอาการขั้นรุนแรง มีอารมณ์ซึมเศร้าตลอดเวลา มีความคิด มีการวางแผน และรู้สึกอยากตาย อยู่อย่างต่อเนื่อง มีความหุนหันพลันแล่นสูง จิตหลอน แพทย์จำเป็นต้อง admit  ให้ยาก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณา เรื่องการทำจิตบำบัด เป็นขั้นตอนถัดมา การเข้ารับการรักษาเร็ว จะสามารถลดความเสี่ยง ในการฆ่าตัวตายได้

ต้องไม่ลืมว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงทางด้านพันธุกรรม และเริ่มเป็นเมื่ออายุยังน้อย (ก่อนอายุ 18 ปี) การดำเนินของโรค อาจไม่สิ้นสุดได้โดยง่าย และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง ใน 5-10% ของผู้ป่วยซึมเศร้า อาจพัฒนาเป็นไบโพลาร์ ได้ภายใน 6-10 ปี หลังวินิจฉัย และมักเกิดหลังจากเป็นซึมเศร้า รอบที่ 2

ควรระมัดระวัง ไม่ให้ผู้ป่วยต้องเผชิญ สิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิด ความตึงเครียดต่อเนื่อง หรือความขัดแย้ง มากจนเกินไป โดยเฉพาะความขัดแย้ง ภายในครอบครัว ควรฝึกตนเอง ให้รู้จักผ่อนหนักเป็นเบา และปล่อยวาง

แนะนำว่า ไม่ควรนำเด็กเข้ามา ในวงจรความรุนแรง เนื่องจากเด็ก ยังเป็นวัยที่มีความเปราะบางทางจิตใจสูง และยังมีความอดทน ต่อความเครียดของสมอง ไม่ดีพอ เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ การปล่อยปละละเลยไท้ดูแลเด็ก อาจส่งผลกระทบ ให้การพัฒนาของสมอง และจิตใจเด็ก มีปัญหาทั้งระยะสั้น และระยะยาว
ปรับหลักวิธีคิดให้ถูก
การมีอารมณ์ซึมเศร้า และมีความคิดอยากตาย อยู่อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ไม่มีคำว่า 'หายเอง' โรคซึมเศร้า เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนในสมอง ไม่ใช่ และไม่ได้ เกิดจากความอ่อนแอ สามารถรักษาให้หายกลับเป็นปกติได้

"In actual fact, depression is treatable and to a fair number of cases suicide is preventable"

 

ผู้เขียน นายแพทย์ชลภัฎ จาตุรงคกุล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และจิตแพทย์ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ NHS กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

 

 

หมวก 2 ใบของนักบริหารเวลาขั้นเทพ ‘ฟรัง Hormones’ หรือ ‘นรีกุล เกตุประภากร’

นักแสดงชื่อดังแห่งซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 และ 3 และนักเรียนแพทย์ปี 3 ที่สามารถบริหารเวลาจนทำให้กิจกรรมยากๆ สำเร็จลุล่วง

เปิดหนังสือเสริมหลักสูตรพยัญชนะไทย ‘ร่วมสมัย ๒๕๖๑’ โดยศิลปินทายาทศิลปิน ญาณพล วิเชียรเขตต์

แบบเรียนตัวอีกษรไทยที่หลายคนที่อยู่ในวัยเฉียด 40 -50 ปียังคงจดจำได้ดี ก็คือหนังสือภาพพร้อมบทกลอนที่คล้องจองจำง่าย อย่าง ก.เอ๋ยก.ไก่ ข.ไข่อยู่ในเล้า ฃ.ฃวดของเรา กระทั่งถึงฮ.นกฮุกตาโต แต่่จากนั้นบทกลอนนี้ก็ได้กลืนหายไปกับกระแสกาลเวลา มีบทท่องจำก.ไก่-ฮ.นกฮุก หลากหลายเวอร์ชั่นผุดขึ้นในท้องตลาดมากมาย แต่ก็ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้แก่ตลาดหนังสือเท่าใดนัก

กระทั่งเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก็ได้มีหนังสือเล่มใหม่ที่่เขียนโดยปฏิมากรชื่อดัง ญาณพล วิเชียรเขตต์ ทายาทของศิลปืนแห่งชาติ สาขาปฏิมากรรม ชำเรือง วิเชียรเขตต์ และปฏิมากรหญิงผู้้ล่วงลับ เสาวภา วิเชียรเขตต์ ชื่อว่า "พยัญชนะไทย 'ร่วมสมัย ๒๕๖๑'" ซึ่งอาจารย์ญาณพลหรือครูแอ๊ดของเด็กๆบอกเราถึงแรงบันดาลใจในการทำหนังสือเล่มนี้ว่า

บังเอิญผมมีโอกาสสอนนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในกทม. ซึ่งโดยมากเป็นเด็กมีปัญหาครอบครัว มีเด็กหลายคนที่คุณครูบอกผมว่า ไม่น่าเชื่อว่าเด็กเหล่านี้จะจำพยัญชนะไทยได้ไม่ครบ ทำให้มีปัญหาเรื่องการอ่านมาก จึงอยากให้ผมช่วยหาวิธีสอนเด็กให้สามารถจดจำตัวอักษรไทยได้จะดีมาก คืนนั้นผมเลยเริ่มทำทันที"

 

อาจารย์ญาณพลใช้เวลายามค่ำคืนในการออกแบบพยัญชนะไทย เป็นเวลานานหลายปี โดยสมมติว่าตัวเองเป็นคนจำยาก "ก็ต้องผสมผสานอะไรหลายๆอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจินตนาการ ก็ต้องมาคิดว่ามีอะไรที่พอจะเป็นสัญลักษณ์ช่วยจำให้เราได้บ้าง เหมือนอย่างที่เราเคยท่องอาขยาน ซึ่งอันนั้นดีมาก เพราะช่วยให้จำง่าย แต่น่าเสียดายที่มาตอนนี้หนังสือเล่มนั้นไม้ได้รับการตีพิมพ์อีกต่อไปแล้ว"

จากประสบการณ์ทางศิลปะเกือบหกสิบปีที่สั่งสมมา อาจารย์ญาณพลนำมารวมกับศิลปะ "ด้วยความที่ผมป็นช่างปั้นก็เอาประสบการณ์ทางศิลปะมาตกผลึกและย่อยออกมา ผนวกกับความคิดสร้างสรรค์ที่จะผสานรูปกับพยัญชนะใ้ห้เข้ากัน ได้ทั้งความหมายและความสวยงาม"

หลังจากออกแบบเสร็จแล้ว เขาได้กลับไปยังโรงเรียนเดิมเพื่อให้เด็กๆดู รวมทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อดูปฏิกิริยาของบรรดาเด็กๆ "ก็ไปเขียนก.ไก่ตัวโตๆสวยเลย ไก่ตัวผู้ขันยังไง แล้วผมก็ขันให้ดูเลยนะ ก็สนุกสนานเลย

 

"ตัวอักษรชุดนี้มีทั้งโมเดิร์นและไม่โมเดิร์น แล้วแต่ลักษณะของตัวอักษรและความหมาย ที่จะนำพาเราจินตนาการไปกับเขาได้ บางครั้งก็เป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา ตอนแรกผมเขียนฏ.ปฏักแล้วลงสีสวยงาม ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุลซึ่งกรุณาเป็นที่ปรึกษาในการทำหนังสือเล่มนี้ให้ผม ท่านบอกว่าปฏักสีสันเฟี้ยวฟ้าวมากไม่ได้ เพราะเด็กจะไม่เข้าใจว่าของดั้งเเดิมเป็นยังไง เพราะเล่มนี้จะเป็นตำราที่ใช้กันตลอดไป ท่านพูดมีเหตุผล ผมก็เลยดึงกลับมาแก้ให้ปฏักเป็นสีไม้ไผ่"

นอกจากนี้ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ยังทำข้ึ้นเพื่อเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติที่ภาษาไทยไม่ค่อยคล่องและชาวต่างชาติที่สนใจภาษาไทยอีกด้วย "เราเน้นนักเรียนโรงเรียนนานาชาติและชาวต่างชาติที่อยากเข้าใจภาษาไทย สามารถเรียนรู้จากหนังสือเล้มนี้ได้อย่างง่ายดาย  จริงๆอยากมีภาษาจันด้วย แต่คุณชายปรีดิยาธรบอกว่าเทานี้ก็พอแล้ว" อาจารย์์ญาณพลพูดพลางหัวเราะเบาๆ

ในอนาคตอันใกล้อาจารย์ญาณพลจะมีหนังสือเล่มต่อไปในชื่อ "พยัญชนะอังกฤษ 'ร่วมสมัย 2562'" ออกมาอีกเล่ม "บางคนก็แย้งว่าภาษาอังกฤษหลากหลายมาก ไม่เหมือนพยัญชนะไทย แต่มีพระด็อกเตอร์รูปหนึ่งท่านบอกว่า ที่คุณคิดน่ะถูกต้องแล้ว เด็กจะได้มีสักตัวหนึ่งเป็นหลักในการจำ แล้วต่อไปเด็กก็ไปแตกเอง ไม่ใช่ว่า A จะเป็น Ant มดอย่างเดียว ผมก็เลยกลับมาทำ ซึ่งง่ายกว่าและน้อยกว่าด้วย"

อาจารย์ญาณพลบอกเราอีกว่า ที่ทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อเงินทอง แต่เพื่อให้เด็กจำพยัญชนะไทยได้อย่างครบถ้วน ตามที่รับปากกับอาจารย์ที่โรงเรียน "ผมไม่ได้คิดถึงเงินทองนะ แต่เพื่อช่วยเด็กๆในการท่องจำภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษอาจต้องการเล่มนี้มากกว่าใคร ถ้าเราช่วยพวกเขาได้แค่นี้ผมก็มีความสุขที่สุด แม้ตัวผมตายไปแล้วตำราเล่มนี้ก็ยังอยู่คู่โลกตลอดไป"

ปรากฏการณ์สตอร์มซี เมื่อเด็กผิวสีในอังกฤษเริ่มมีที่ยืนในมหาวิทยาลัยดังระดับโลก

ด้วยการมอบทุนปีละ 2 ทุนแก่นักเรียนผิวสี นับเป็นมิติใหม่ชองโลกการศึกษา ที่ตอบรับกับโลกซึ่งเปิดกว้างทางด้านเชื้อชาติและสีผิว

เปิดประสบการณ์การศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับ ‘Glion’ โรงเรียนชั้นนำด้าน Hospitality ระดับโลก

พบกับสถาบันบริหารธุรกิจบริการชั้นนำของโลก Glion และ Les Roches จากสวิตเซอร์แลนด์ หลักสูตรเข้มข้น พร้อมโอกาสในการฝึกงานในบริษัทดังระดับโลก เน้นทฤษฎีควบคู่ปฏิบัติ ฝึกงานในองค์กรจริง