11 ประโยชน์ที่ยั่งยืนของการไป ‘ค่ายฤดูร้อน’ 11 Benefits of Summer Camp

ช่วงฤดูปิดเทอมหรือช่วงฤดูร้อนเกือบสามเดือนที่เด็กๆปิดเทอม การเข้าค่ายฤดูร้อนดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ เด็กๆได้มีช่วงเวลาที่ดีกับประสบการณ์ค่ายของพวกเขา และยังเป็นประโยชน์และผลลัพธ์อย่างยั่งยืนนำไปใช้ในชีวิตจริงได้เลยด้วย ในขณะที่ผู้ปกครองหลายท่านต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่ทำให้ “ค่ายฤดูร้อนที่เป็นประโยชน์" ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง การตัดสินใจส่งเด็กไปโปรแกรมฤดูร้อนจริง ๆ ซึ่งค่อนข้างมีราคาสูงนั้น ให้พิจารณาจากประโยชน์ที่ยั่งยืน11ข้อนี้เพิ่มเติมด้วย

1. ค่ายฤดูร้อนช่วยให้เด็กค้นพบศักยภาพและความสนใจที่พิเศษไม่เหมือนใคร เป็นแบบฉบับของตัวเอง

มีโรงเรียนไม่มากนักที่มีชั้นเรียนออกแบบเกมยิงธนูหรือมีกิจกรรมเขียนโค้ดโปรแกรมหรือออกแบบแอพพลิเคชั่น แต่มีหลายค่ายที่เชี่ยวชาญในกิจกรรมเหล่านี้ (มากถึง 14,000 ค่ายฤดูร้อนในสหรัฐอเมริกาในเลือกสรร )

ถ้าลูกของคุณมีความสนใจในสิ่งใดนอกเหนือจากวิชาหลัก เช่นกีฬา ดนตรี ศิลปะ เทคโนโลยีฯ พวกเขาจะได้ไปเรียนรู้หรือได้รับประสบการณ์ที่ค่ายฤดูร้อนแน่นอน ในห้องเรียนอาจมีตัวเลือกหลังเลิกเรียนไม่กี่อย่างเช่นชมรมภาษาอังกฤษ ชมรมเปียโน ดนตรีแจ๊ส เป็นต้น ดังนั้นค่ายฤดูร้อนจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี และมีกิจกรรมมากมายให้เด็ก ๆ เลือกตามความชอบและสนใจ

2. ค่ายฤดูร้อน สามารถทำให้เด็กกล้าหาญมากขึ้น และไม่ยึดกับบุคลิกเดิมๆในห้องเรียน

นักเรียนหลายคน ที่เข้าโรงเรียนปีแล้วปีเล่า พร้อมกับเพื่อนเดิมๆกลุ่มเดิมๆ สามารถนำไปสู่การติดฉลากและถูก 'ติดกับ' ด้วยการรับรู้ว่าตนเป็นเด็กประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่นเด็กเนิร์ด เด็กขยันเรียนใส่แว่น เด็กกิจกรรม เด็กเที่ยวฯลฯ แต่เมื่อเปลี่ยนสถานที่เปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไป เด็กส่วนใหญ่จะสามารถแยกออกจากการจัดหมวดหมู่ที่เขาเคยอยู่ นอกจากออกจากคอมฟอร์ทโซน ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีในการขยายขอบเขตความสนใจในการเลือกเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นด้วย ซัมเมอร์แคมป์เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ออกไปและเห็นสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเด็กคนอื่นๆจากที่ใหม่ๆ 

3.ซัมเมอร์แคมป์ช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาสู่ทักษะใหม่ ๆ

ในโรงเรียนอาจมีการเสนอกิจกรรมที่ "แตกต่าง" จากการเรียนแต่แน่นอนว่าจะไม่เท่ากับIntensive Courses ของค่ายฤดูร้อนที่ช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะในระยะเวลาอันสั้นได้ โอกาสเหล่านี้มีอยู่ในค่ายฤดูร้อน และไม่ใช่กิจกรรมหลังเลิกเรียนหากเป็นกิจกรรมหลัก ในอเมริกาเมืองSilicon Valley มีไปถึงหลักสูตรการเขียนโค้ดโปรแกรมต่างๆและพักผ่อนหย่อนใจมีตติ้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและฟีดแบ๊คด้านไอทีในช่วงก่อนเข้านอน โดยหากเป็นในโรงเรียนเด็กๆอาจต้องรอหลังเลิกเรียนและแชทซึ่งดึกกว่านี้แต่ในซัมเมอร์แคมป์นักเรียนจะสามารถพัฒนาทักษะวิชาการและสังคมไปพร้อมๆกันโดยไม่เบียดเบียนเวลานอน

4.ค่ายฤดูร้อนนำไปสู่การสร้างมิตรภาพรูปแบบใหม่

มิตรภาพเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต ในความสนใจที่คล้ายกัน ความสัมพันธ์เหล่านี้สามารถนำไปสู่ความยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อการเรียนและการทำงาน เมื่อนักเรียนสามารถสร้างเครือข่ายเช่น โครงการด้านการหาการฝึกงานหรือแม้กระทั่งการเริ่มต้นธุรกิจใหม่กับเพื่อนที่พวกเขาพบกันที่ค่ายฤดูร้อน

5.ค่ายฤดูร้อนช่วยเยียวยาสุขภาพกายและจิตใจ

ผู้ปกครองหลายคนอาจรู้สึกว่าเด็ก ๆ ไม่ได้ออกกำลังกายเพียงพอในช่วงปิดเทอมหากไม่มีกิจกรรมมาให้ทำ แต่ในค่ายฤดูร้อนนอกจากเด็ก ๆจะได้ไปเที่ยวได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ในบางค่ายฤดูร้อนยังสอนในเรื่องของสมาธิในชีวิตประจำวัน การเข้าถึงธรรมชาติ การสวดมนต์แผ่เมตตา และการปล่อยวางทำให้ได้พัฒนาจิตใจ

6.ค่ายฤดูร้อนส่งเสริมความเป็นอิสระและการเสริมพลัง

หากไม่มีแม่หรือพ่ออยู่รอบ ๆ ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องลูกของคุณ? ใครจะบอกให้พวกเขาแปรงฟัน? จัดที่นอน? จัดการเวลาของพวกเขา ? ที่ค่ายฤดูร้อน เด็กๆจะต้องรู้จักเวลาชีวิตตารางชีวิตของพวกเขาเอง และเรียนรู้ถึงการดูแลตัวเอง ทำงานบ้าน เช่นปูผ้านอน ซักรีด กวาดถู ไปถึงการเกษตรและการจัดระบบชีวิตต่างๆด้วย เช่นการทำบัญชี การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

หากเป็นเรื่องใหญ่ๆเด็ก ๆ ก็สามารถพึ่งพาเพื่อนๆที่ให้ความช่วยเหลือหากพวกเขาแต่หากเป็นเรื่องสำคัญแล้วแน่นอนครูผู้แนะนำจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม

7.ค่ายฤดูร้อนช่วยให้มั่นใจ

เด็กๆบางคนอาจไม่เคยเล่นเทนนิสมาก่อนหรือบางทีพวกเขาเล่นเทนนิส แต่ไม่เคยลองเสิร์ฟฟาด หรือบางคนอาจไม่รู้จักการออกไปที่ศาลหรือการเขียนบท แสดงละครเวที ในค่ายฤดูร้อนกิจกรรมสันทนาการเพื่อความบันเทิงนอกจากจะช่วยละลายพฤติกรรมในการเข้าสังคมกับเพื่อนใหม่ เด็กๆอาจได้ค้นพบศักยภาพหรือพรสวรรค์ที่น่าสนใจด้วย

8.ค่ายฤดูร้อนนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ปราศจากการตัดสิน

การแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ เช่นการทำเอ็มวีบนมือถือ หรือการสร้างพอร์ตโฟลิโอ ในโรงเรียนอาจมีคะแนนที่ตัดสินการให้เกรด แต่ที่ค่ายฤดูร้อนไม่มีความล้มเหลวหรือความสำเร็จ เด็กๆอาจจะได้ลองแหกกฏและทดลองสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งอาจเป็นการคิดนอกกรอบเดินออกไปจากทางเดิมๆซึ่งอาจเป็นทางลัดที่ประสบความสำเร็จก็ได้ ความคิดสร้างสรรค์ไม่สามารถหยุดยั้งที่ค่ายเพราะนักเรียนไม่ต้องกังวลกับการได้เกรดที่ไม่ดี เมื่อเด็กๆไม่มีข้อจำกัด ความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาจะยิ่งพรั่งพรู

9.ค่ายฤดูร้อนสร้างความยืดหยุ่นรอบด้าน

นี่คือสุดยอดของผลประโยชน์ข้างต้นมากมาย มิตรภาพใหม่ ความมั่นใจ ความเป็นอิสระ ทุกสิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาลูกของคุณเมื่อพวกเขาก้าวจากการเป็นเด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งมีน้ำใจและมีความสามารถ

10.ค่ายฤดูร้อนปลูกฝังความกตัญญู

เวลาอยู่ไกลบ้านช่วยให้เด็กๆคิดถึงบ้าน พ่อแม่ พี่น้อง ญาติๆ และข้าวของของพวกเขา เด็กๆหลายคนจะนึกถึงอาหารที่บ้าน หรือบางสิ่งที่พวกเขาไม่มีในค่าย ความคิดถึงจะนำไปสู่ความชื่นชมสิ่งที่เขามีและได้รับในชีวิตประจำวัน

11.ค่ายฤดูร้อนสนุก!

นี่คือข้อสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ปัจจัยข้อนี้ควรเป็นข้อแรกเมื่อเด็กๆนึกถึงค่ายฤดูร้อน การเสริมสร้างความคิดที่ว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจส่งลูกของคุณไปที่ค่ายเป็นประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึง พวกเขาจำเป็นต้องได้รับความบันเทิงหรือไม่ เป็นสัปดาห์, เดือนฯลฯ อาจไม่ถูกต้องซักเท่าไหร่

ค่ายฤดูร้อนเป็นโอกาสที่เด็กๆจะได้เติบโต ออกจากบ้านไปทำกิจกรรมเพื่อเสริมหลักสูตรวิชาต่างๆด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาของพวกเขา แต่อย่าลืมว่า ค่ายฤดูร้อนเป็นสถานที่พิเศษอีกแห่งสำหรับการเจริญเติบโตทำให้เด็ก ๆ มีอิสระและมั่นใจในตัวเองในขณะที่สังสรรค์และได้หาเพื่อนใหม่และเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆสำหรับการเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

ขอบคูณภาพจาก Free Pexels

เทคนิคเลี้ยงลูกเชิงบวกของคุณแม่สายสตรอง ติ๊ก อภิภาวดี สนิทวงศ์ฯ กับโครงการช่วยโลกของUN

ถ้าจะให้พูดถึงคุณแม่สายสตรอง หนึ่งในนั้นคงต้องเป็นคุณแม่ติ๊ก อภิภาวดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งวันนี้คุณแม่ติ๊กจะมาเผยเทคนิคเลี้ยงลูกเชิงบวก ที่ทำให้น้องเพลงลูกสาวคนโตวัย 16 ปี เพลงรำไพ เครือโสภณ ได้เข้าร่วมเป็นผู้จัดตั้งและประธานโครงการ ISB UNHCR เดิน วิ่ง เพื่อหารายได้ให้ UNHCR THAILAND หนึ่งในโครงการ 2 BILLION KILOMETRES TO SAFETY เพื่อนำรายได้ให้กับผู้อพยพเร่ร่อน โดยได้รับความช่วยเหลือจาก International School Bangkok ซึ่งเป็นโรงเรียนที่น้องเพลงเรียนอยู่

ส่วนน้องสาวคนเล็กก็ไม่แพ้กัน น้องพิณ พิณไพเราะ เครือโสภณ วัยเพียง12ปี ได้เดินทางไปถึงแม่สอดกับ พี่ๆชาว Operation Smile Thailand เพื่อช่วยดูแลให้กำลังใจกับเด็กๆปากแหว่งเพดานโหว่ ก่อนเข้าห้องผ่าตัด เป็นเวลา 3 วัน และในเดือนพฤศจิกายนนี้ น้องพิณจะเดินทางในฐานะตัวแทนโรงเรียน เพื่อแข่งขันในโครงการ World Scholar’s Cup ที่ YALE UNIVERSITY ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการแข่งขันกันทั้งหมด 6 วิชา รวมกับการแข่งขันโต้วาทีอีกด้วย คราวนี้น้องพิณบอกว่า จะเอาเหรียญมาฝากโรงเรียนให้มากกว่าพี่เพลงทำเมื่อ 2 ปีที่แล้วอีกด้วย

คุณแม่ติ๊กบอกว่า ตนเองไม่ได้มีเทคนิคอะไรมากมายนัก แต่จะสอนลูกเสมอว่า การเรียนในห้องเรียน หรือคะแนนสอบที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญก็ใช่ แต่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดชีวิตคนเรา  การช่วยเหลือสังคม มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นที่ด้อยโอกาสกว่าเรา และเห็นความแตกต่างของมนุษย์ทุกคนบนโลกว่าความแตกต่างหรือdiversity เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องแปลกหรือยอมรับไม่ได้ นอกจากนี้เราควรจะตระหนักถึงการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเคารพใน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญในการปลูกฝังนิสัยของลูกสาวทั้งสองเช่นกัน

พอถามว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คุณแม่ติ๊กตอบสั้นๆว่า “ฟังแม่”

"ติ๊กเชื่อว่า การจะบอกว่าเด็กคิดถูกแล้ว สนับสนุนทุกเรื่อง อันนี้ก็ไม่ใช่ พ่อแม่ผู้ปกครองควรจะสนับสนุนให้เด็กคิดเองแต่ก็ต้องคอยแนะ และ สอนการใช้ชีวิต แนวคิดอื่นๆ เขาก็อาจไม่ฟังแม่ก็ได้ เพราะเด็กสมัยนี้หาความรู้ได้มากกว่าคนรอบตัวจากอินเตอร์เนต แต่เราต้องหัดฟังเด็กด้วยฟังลูกด้วย เคยเห็นนะคะที่ผู้ใหญ่หลายคนมองข้ามความคิดเด็ก และเด็กหลายคนก็ยังไม่เคยผ่านชีวิตจริงๆแบบผู้ใหญ่เจอแต่ก็ไม่ฟัง มันก็ควรจะจูนกัน พบกันตรงกลางถึงจะเหมาะสม บางอย่างติ๊กคิดว่าถึงเวลาแล้วในการลงมือทำ การให้น้ำหนักตัดสินใจเป็นเหตุเป็นผลพอ ลูกก็ไม่ต้องยั้งเลย เต็มที่เลยกับสิ่งที่ตัดสินใจ ยิ่งถ้าเป็นส่วนร่วมต่อสังคมเพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่มาก ติ๊กเต็มที่สุดๆเลยกับลูก"

ที่ติ๊กห่วงลูกก็เหมือนพ่อแม่คนอื่นๆค่ะ ลูกเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว มีทางเลือกที่เขาจะหาข้อมูลได้ด้วยตัวเอง ผ่านสื่อออนไลน์ สิ่งที่จะสร้างเกราะป้องกันได้ก็คือ ให้เขาเห็นของจริงและเท่าทันโลกด้วยความเป็นจริง"

นอกจากเป็นคุณแม่สายสตรองแล้ว ขอยกตำแหน่งคุณแม่สายรักษ์โลกให้อีกหนึ่งตำแหน่งไปเลยค่ะ