“พ่อเราไม่เคยสปอยล์ลูก” ชีวิตไม่ติดสบายของสี่พี่น้อง ‘ใบหยก’
“พ่อเราไม่เคยสปอยล์ลูก” ชีวิตไม่ติดสบายของสี่พี่น้อง ‘ใบหยก’
View Gallery
Celebrity News

“พ่อเราไม่เคยสปอยล์ลูก” ชีวิตไม่ติดสบายของสี่พี่น้อง ‘ใบหยก’

ปิยะเลิศ-สะธี-จารุจิต-พิมพ์เลิศ ใบหยก สานต่อธุรกิจด้วยวิธีที่พ่อสอน

ครอบครัวใบหยกเป็นครอบครัวที่จัดอยู่ในกลุ่มมหาเศรษฐีระดับต้นๆ แต่ในเรื่องการใช้ชีวิตไม่ได้โก้หรูเหมือนอย่างที่หลายคนคิดกัน

"ตอนที่ตึกใบหยกเปิดใหม่ๆ เพื่อนผมชอบแซวผมว่า อยู่บ้านสูงสุดในประเทศไทย แล้วเราก็ต้องคอยตอบทุกคนว่า บ้านเราไม่ได้อยู่ที่นั่น บ้านเราอยู่บนดิน" คุณเบียร์-ปิยะเลิศ ใบหยก ลูกชายคนโตและคนเดียววัย 35 ของครอบครัวบอกเราแกมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

เบียร์-ปิยะเลิศ ใบหยก

คุณบุ๋ม-จารุจิต ใบหยก สาวเก๋วัย 30 บอกเราว่า คุณพันธุ์เลิศผู้เป็นพ่อนั้นติดดินมากๆ และสำหรับเรื่องธุรกิจ คุณพ่อก็ไม่เคยถามว่าต้องใช้เงินเท่าไร เพราะอยากให้ลูกๆเรียนรู้

"ท่านไม่ดุเลยค่ะ จะดุแต่เรื่องที่ควรดุ เช่นกลับบ้านดึกหรือซื้อของแพง แต่เรื่องซื้อของแพงเขาก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ แต่เรื่องเวลาไม่ได้เลย ลูกทุกคนต้องมีเวลาให้ที่บ้าน"

บุ๋ม-จารุจิต ใบหยก

คุณบุ๊ค-พิมพ์เลิศ ใบหยก น้องสาวคนเล็กวัย 27 เสริมว่า "บุ๊คเคยอยากทำเสื้อผ้ากับเพื่อน ก็บอกท่านว่าอยากทำ ท่านบอกเอาเลย ลงทุนเท่าไรให้มาบอกพ่อ แค่นี้ ไม่ต้องอธิบายอะไรมากเลย"

"เรื่องการใช้เงิน คุณพ่อกำชับลูกเสมอว่าอย่าใช้ของแพง ซึ่งตอนนั้นบุ๊คใช้กระเป๋า Chanel แล้วคุณพ่อเดินผ่านร้านที่เกาหลี ทีนี้สปอตไลท์ส่องให้เห็นป้ายราคา คุณพ่อก็ยืนจ้องเขม็ง เห็นเป็นรุ่นเดียวกับที่บุ๊คใช้ ราคาหลายร้อยล้านวอน บุ๊คก็เลยต้องรีบบอกว่าคนละรุ่นกัน หรือนาฬิกาของเบียร์คุณพ่อก็สงสัยว่าต้องแพงแน่ เบียร์ก็เลยต้องแก้ตัวด้วยการเอานาฬิกาทุบกับโต๊ะ แล้วบอกว่า พ่อนี่มันของปลอม จนท่านไม่รู้ว่าจะพูดอะไร"

"บุ๋มเคยซื้อผ้าพันคอ Louis Vuitton แล้วคุณพ่อเดินมาตอนกำลังจะซื้อพอดี ท่านก็ถามว่าเท่าไร บุ๋มไม่รู้จะตอบว่ายังไง ก็เลยบอกไปตามตรง ปรากฏว้่าท่านทำตาโต บอกว่าตายๆๆๆ ผ้าพันคอแพงมาก คือคุณพ่อไม่สปอยล์พวกเราเลย แต่จะสนใจเรื่องความปลอดภัย ถ้าไปนอนค้างบ้านเพื่อน ท่านจะเป็นห่วงเรื่องความสะดวกสบายของลูกมากกว่า"

บุ๊ค-พิมพ์เลิศ ใบหยก

สำหรับเป้าหมายของครอบครัวนี้ ที่มีคุณเบียร์เป็นหัวเรือใหญ่ ก็ยังจะเป็นอย่างที่คุณพ่อของเขาดำเนินมา เพราะเขาลั่นวาจาว่าจะขอเป็นคนรักษาธุรกิจเหล่านี้ตามรอยพ่อให้ได้ "อนาคตผมอยากรักษาทุกอย่างเอาไว้ ให้เหมือนกับที่คุณพ่อเคยรับช่วงต่อจากคุณปู่ (เล็งเลิศ ใบหยก) เคยสร้างไว้

"คุณย่าเล่าให้ฟังว่าคุณปู่มาเมืองไทยแบบเสื่อผืนหมอนใบ แล้วก็กล้วยหนึ่งหวี พอประเทศจีนเกิดสงครามท่านเลยอพยพมา คุณปู่เป็นคนแรกที่เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน คุณชัย ราชวัตรเคยเขียนการ์ตูนให้คุณปู่เป็นสะพานโดยมีม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเดินข้ามไปจีน  ซึ่งก็โชคดีที่ครอบครัวเราไม่เคยทะเลาะกันเหมือนครอบครัวอื่น สมมติคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่แล้วเนี่ย คนอาจจะคิดว่าขายธุรกิจแล้วก็แบ่งเงินกันน่าจะง่ายที่สุด แต่เราไม่มีวันทำอย่างนั้น"

"บ้านเราไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงิน ใครได้มาก ใครได้น้อย ไม่มีเลย อย่างสมมติบุ๊คอยากได้ของชิ้นนี้จังเลย แต่ไม่มีเงิน ถ้าพี่ๆซื้อได้ก็จะซื้อให้ หรืออย่างวันนี้ตื่นขึ้นมาอากาศดีถึงจะเป็นวันธรรมดา แต่ถ้าเราอยากไปกินโน่นกินนี่ ก็จะโทรนัดกันรวมตัวผู้หญิงของบ้าน ไปกันเลย ใช้ชีวิตแบบชิลๆไม่ซีเรียส" คุณบุ๊คกล่าว

บุ้ง-สะธี ใบหยก

คุณบุ้ง-สะธี ใบหยก พี่สาวคนรองที่มีลุคแบบทอมบอยวัย 33 ช่วยเสริมว่า "เวลามีใครมารังแก เราจะช่วยกันหมดเลยนะคะ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ถึงไม่ใช่เรื่องตัวเองก็ต้องเป็นเรื่องของตัวเอง เราช่วยลุยกันหมดเป็นสไตล์ถึงไหนถึงกัน"

           

ปัจจุบันทุกคนล้วนถึงวัยสร้างครอบครัวของตัวเองบ้างแล้วโดยมีคุณเบียร์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการบริหารธุรกิจของครอบครัว ในฐานะรองประธานกลุ่มใบหยก ดูแลโรงแรมและสายการบินและประธานกลุ่มบริษัท พีดีเอส โฮลดิ้ง จำกัด ดูแลร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยและร้านอาหารไทยในญี่ปุ่น ส่วนคุณบุ๋มขณะนี้มีโปรเจคท์นำเข้าเครื่องสำอางจากเกาหลีภายใต้แบรนด์ Soul Magic สำหรับสาวห้าวอย่างคุณบุ้งก็เป็นเจ้าแม่ตลาดประตูน้ำทั้งใบหยก 1 ใบหยก 2 และแถวโรงแรมอินทรา รวมถึงทำฟาร์มเฟรนช์บุลด็อกกับแฟนหนุ่ม ด้านน้องเล็กอย่างคุณบุ๊คก็เข้ามาช่วยดูแลที่โรงแรมหัวช้างเฮอริเทจ นับว่าเป็นอีกหนึ่งบ้านที่แสดงให้เราได้เห็นว่าพลังแห่งรากฐานครอบครัวมีความสำคัญมากจริงๆ