กว่าจะมีวันนี้ของ ‘ธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ’ แห่ง Beauty Buffet
กว่าจะมีวันนี้ของ ‘ธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ’ แห่ง Beauty Buffet
Celebrity News

กว่าจะมีวันนี้ของ ‘ธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ’ แห่ง Beauty Buffet

ครั้งแรกเมื่อ ธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ พาชมบ้านหลังงามและไลฟ์สไตล์สุดหรู

 นี่เป็นครั้งแรกที่คุณพร-ธัญญาภรณ์ ไกรภูเบศ หนึ่งในสองผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ ‘Beauty Buffet’ธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวของคนไทย หรือบางท่านอาจรู้จักกันในนามหุ้น ‘BEAUTY’ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเธอใจอ่อนให้ HELLO! สัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟพร้อมพาชมมุมต่างๆ พร้อมเผยเรื่องราวกว่าจะมีวันนี้

“พรไปเสนองานตามบริษัทที่สนใจทำสินค้าแจกลูกค้า แม้เป็นงานที่ไม่เคยทำ แต่ดีที่เราไม่ต้องลงทุนและไม่ต้องสต๊อกสินค้า อาศัยลงแรงอย่างเดียว” คุณพรค่อยๆ เล่าย้อนถึงธุรกิจแรกในชีวิต “รายชื่อลูกค้าก็หาจากสมุดหน้าเหลืองหรือสมุดโทรศัพท์ในสมัยนั้น หรือไม่คุณหมออ่านหนังสือพิมพ์เจอบริษัทไหนรับสมัครงานก็จะเอาปากกาวงไว้ให้เราไปเสนอขายสินค้า”

คุณพรนิ่งไปชั่วครู่เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่ต้องทำในสิ่งที่ห่างไกลจากวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา “จริงๆ ก็เครียดตั้งแต่เรื่องถนนหนทางแล้ว เพราะเพิ่งมาจากต่างจังหวัด จะไปไหนทีคุณหมอต้องเขียนแผนที่ให้แต่เมื่อเขาไฟเขียวว่ารถพรขับชนได้ ก็หายเกร็งในการขับรถได้เยอะเลย (ยิ้ม) เวลาเจอลูกค้าปฏิเสธก็ไม่คิดอะไรมาก คิดเปรียบเทียบเป็นสถิติแทน”

 

ความมุ่งมั่นและทักษะเฉพาะตัวของคุณพร ทั้งการเข้าหาผู้ใหญ่และวาทศิลป์ในการเสนอสินค้า ทำให้เธอก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้หลังจากทำสองหน้าที่ควบมาได้ปีกว่า เธอเห็นโอกาสทางการตลาดจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นพยาบาลเพื่อมาทำธุรกิจเต็มตัว คุณพรก้าวขยับมาเป็นผู้จัดการฝ่ายขายเมื่อธุรกิจเริ่มรุ่ง จึงหันมาเปิดโรงงานเย็บผ้าขนาดย่อมของตัวเองเพื่อผลิตสินค้าได้คุณภาพตามที่ต้องการและทันตามกำหนดการ นี่จึงเป็นอีกครั้งที่เธอเริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์

“ซื้อจักรมา 20 ตัว ค่อยๆ เรียนรู้จากช่างเย็บผ้าแต่ละคน ก็ลองผิดลองถูก แต่ทุกอย่างมันให้ประสบการณ์”

“ทำโรงงานเย็บผ้าได้ประมาณ 2 ปีเริ่มเก็บเงินลูกค้าได้ยากขึ้น เซนส์เรารู้สึกถึงความผิดปกติของตลาด เลยชะลอการรับออร์เดอร์ ถ้าลูกค้าคนไหนจ่ายเงินสด ก็ลดราคาให้เลย เพื่อไม่ต้องรอตามเก็บเงินทีหลัง พรเลยไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในตอนนั้นเท่าไหร่ เพราะแทบไม่มีลูกหนี้ที่ค้างชำระเลย แต่สุดท้ายธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้ พรขายจักรบางส่วน แล้วจักรอีกส่วนหนึ่งก็ยกให้ลูกน้องไว้ทำมาหากินต่อไปหลังแยกย้ายกันไป”

ว่ากันว่า เมื่อประตูบานหนึ่งปิดประตูบานใหม่ก็จะเปิดรอเสมอ

เนื่องจากช่วงหนึ่งต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ทำให้คุณพรลองนำสินค้าเครื่องสำอางมาเสนอขายแม่ค้าที่มาบุญครองและสยามสแควร์ ซึ่งถือเป็นแหล่งตลาดเครื่องสำอางที่คึกคักของกรุงเทพฯ ในตอนนั้นวันหนึ่งระหว่างนั่งรอส่งของให้ลูกค้าเธอก็เห็นโอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ของตัวเอง

“สังเกตว่าคนซื้อคือผู้หญิง ซื้อง่ายมาก ไม่ยุ่งยากเหมือนตอนเราไปเสนอขายสินค้าพรีเมียมให้บริษัทเลย นี่แค่เปิดร้าน มีของมาให้เลือก แล้วลูกค้าก็เลือกซื้อ ทำไมง่ายแบบนี้”

“ทุกร้านจะเรียงเครื่องสำอางไว้ในตู้ 3 - 4 ชั้น มีแบรนด์นั้นแบรนด์นี้ ลูกค้าอยากได้ขิ้นไหนก็ชี้บอก ไม่มีสินค้าให้ลองก่อน เพราะแต่ละชิ้นราคาค่อนข้างแพง พรเลยคิดว่า ‘ถ้าเราเปิดร้านไม่เหมือนคนอื่นล่ะ’ จะเลือกของที่ราคาย่อมเยาลงมาแล้วจัดวางเรียงให้ลูกค้าได้หยิบได้เลือกชิ้นที่ต้องการเอง แล้วก็จะมีสินค้า tester ให้ลูกค้าลองจนพอใจถ้าถูกใจแล้วค่อยซื้อ”

ไอเดียคุณพร เมื่อได้วิสัยทัศน์และหลักการของคุณหมอมาช่วยวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าและพฤติกรรมผู้บริโภคยิ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจ ธุรกิจร้านขายเครื่องสำอางร้านแรกของคุณพรจึงเกิดขึ้นทันใจ โชคเข้าข้างคุณพรเมื่อเธอตั้งใจว่าการเปิดร้านแรกของเธอต้องอยู่ในย่านสยามสแควร์หรือมาบุญครองเท่านั้น และเธอก็หาพื้นที่เช่าจนได้จริงๆ

“หลายคนถามพรว่า มีคนขายอยู่ก่อนตั้งเยอะแล้ว จะสู้เขาได้เหรอ แต่พรกลับคิดอีกอย่างว่า ถ้าคู่แข่งเยอะแสดงว่าลูกค้าเยอะ ถ้าเปรียบที่นี่เป็นทะเล ย่านนี้ก็ถือว่าปลาชุกชุมมาก เพียงแต่เราต้องหาวิธีจับปลาให้ต่างจากคนอื่น”

ร้านนีโอขนาด 9 ตารางเมตรใต้บันไดทางขึ้นโบนันซ่าสยาม คือร้านขายเครื่องสำอางร้านแรกของคุณพรเธอนำไอเดียทุกอย่างมาสร้างความแตกต่างจากร้านอื่น

“พยายามหาสินค้าที่คุณภาพดี ราคาสมเหตุสมผลกำไรต่อชิ้นอาจไม่มากแต่เราเน้นจำนวนขายมากกว่าและเราเป็นร้านที่ติดป้ายราคาชัดเจน เมื่อเทียบกับร้านเล็กๆ อื่นๆ ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน”

4 เดือนแรกของร้านนีโอค่าเช่าและค่าใช้จ่ายสูงแต่ยอดขายกลับซบเซา ซ้ำคุณพรยังภูมิแพ้กำเริบอย่างหนัก จากมลภาวะและพักผ่อนน้อย เพราะเปิดร้านตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม ไม่มีวันหยุด จะได้หยุดพักบ้างก็ต่อเมื่อน้องสาวมาช่วยดูแลร้านให้แทน ปกติคุณพรเป็นคนใจสู้ ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แต่เมื่อร่างกายเจ็บป่วย ก็เป็นเหตุให้เธอเหนื่อยและดูท้อกว่าทุกครั้งแถมธุรกิจส่งออกรถมอเตอร์ไซค์ของคุณหมอก็ประสบปัญหาเช่นกัน

ย่างเข้าเดือนที่ 5 คุณพรพบว่า “ถ้าวันไหนมีลูกค้าอยู่ในร้านแค่ 2 - 3 คน ลูกค้าคนอื่นจะกล้าเดินเข้ามาพรเรียกทฤษฎีนี้ว่า‘ลูกค้าดูดลูกค้า’” ว่าแล้วจึงขนยาทาเล็บมาติดป้าย ‘3 ขวด 100’ เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน โดยมีน้องสาวและพนักงานสาวประเภทสองซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกร่วมกันมาในสมัยนั้นรับหน้าที่เชียร์ลูกค้า “แค่ลูกค้าเข้าร้าน เราก็เสิร์ฟน้ำให้ดื่ม เพราะอยากให้เขาอยู่ในร้านช่วยดึงลูกค้าให้ พวกเราร่วมแรงแข็งขันกันจึงขายดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ” สถานการณ์ไม่เพียงพลิกฟื้นจากที่ซบเซาแต่ยังเติบโตแบบก้าวกระโดด ขายดีถึงขนาดไม่รู้ตัวว่าอาการน้ำมูกน้ำตาไหลเพราะภูมิแพ้หายไปตอนไหน

12 ปี หลังจากเปิดร้านแรกใต้บันไดที่โบนันซ่าคุณพรขยายสาขาไปอีกเกือบ 100 แห่ง โดยที่ใช้กำไรที่ได้ไปต่อยอด ไม่มีการกู้เงินจากสถาบันการเงินใดๆทั้งสิ้น!

“เราสองคนมีหลักในการลงทุนทำธุรกิจตรงกันว่า เราจะไม่ทำอะไรเกินตัว เมื่อมีกำไรก็ค่อยๆสะสมไป เมื่อพร้อมจึงค่อยขยายสาขา เพราะเมื่อไหร่ที่เรามีเงินกู้ จะคิดว่าตัวเองรวยกว่าเงินที่เรามีเสมอ”แน่นอนว่าเมื่อกิจการไปได้ดี ย่อมมีคนเลียนแบบ ไม่ว่าสินค้าหรือกลยุทธ์การขายต่างๆ การรักษายอดขายให้ไม่ตกแถมยังขยายสาขาได้ขนาดนี้ คงไม่ใช่ความฟลุค

หลังจากบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ย่างเข้าปีที่ 5 ขณะนี้ราคาซื้อขายหุ้นของ BEAUTY อยู่ที่ประมาณ 12 บาท ซึ่งถือว่ามูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นถึงพันกว่าเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับราคา IPO

“บางทีคุยกันกับคุณหมอก็ยังงงๆ ว่าเรามาถึงตรงนี้กันได้ยังไง จากร้านใต้บันไดที่โบนันซ่า 4 แสนบาท กลายมาเป็นบริษัทที่มีมาร์เก็ตแค็ป3 หมื่นกว่าล้านบาทในปัจจุบัน เราไม่ได้วางแผนว่าจะมาถึงจุดนี้ แค่เราทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดในทุกครั้งที่ทำงานก็แค่นั้น”

ของขวัญสำคัญในชีวิตนอกจากบทบาทนักธุรกิจแล้ว คุณพรเป็นคุณแม่ของฝาแฝดชาย น้องก้องกับน้องกานต์ วัย 14 ปีที่กำลังศึกษาเกรด 9 โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดีที่อยู่ห่างจากบ้านหลังนี้ได้ระยะทางที่สองหนุ่มขี่จักรยานไปเรียนได้

“หลักในการเลี้ยงลูกของพรอยู่บนพื้นฐานการให้และการได้รับ ความเป็นแม่ เราจะให้ความรักให้อิสรภาพ และเชื่อมั่นในตัวลูกในทุกๆ เรื่อง รวมถึงการให้อิสระและไม่ก้าวก่ายลูก ทำให้ทั้งสองคนค้นหาตัวเองได้เร็วขึ้น อย่างน้องกานต์คนโตชอบฟุตบอลน้องก้องชอบดนตรี เราก็สนับสนุนลูกเต็มที่ให้เขาได้ทำสิ่งที่รัก แล้วเขาจะทำสิ่งที่ชอบด้วยแพชชั่นที่เต็มเปี่ยม ทำให้เขามุ่งมั่น อดทน และทำเองโดยไม่ต้องผลักดันเลย”

หลังจากย้ายมุมสนทนา พาเราเดินชมมุมนั้นมุมนี้ ทีนี้ก็มาถึงห้องสุดรักสุดหวงของคุณพร นั่นคือห้องแต่งตัวซึ่งเรียงรายด้วยแอ็กเซสเซอรี่ส์ของผู้หญิงทั้งกระเป๋า รองเท้า ผ้าพันคอฯ

“พรเป็นคนรักสวยรักงามตั้งแต่เด็กชอบแต่งตัว ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นพรจะให้คุณค่ากับความประณีต ความใส่ใจ ความเนี้ยบของวัสดุและความมีศิลปะที่มีในสิ่งของนั้นของใช้ของพรจึงมีตั้งแต่ราคาถูกจนถึงราคาแพงโดยพรมองว่าความคุ้มค่าของข้าวของเครื่องใช้อยู่ที่การที่เราซื้อมาแล้วได้ใช้ ได้มีความสุขกับมัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าถูกหรือแพง และถ้าเราจะซื้อของแพงก็ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าของสิ่งนั้นและต้องรู้จักใช้เงินไม่ให้เกินตัว”

นอกจากนี้เธอยังพาไปชมโรงรถที่มีรถหรูจอดเรียงรายหลายคันที่เป็นเพื่อนคู่ใจในทุกๆวันของเธอ

“รถแต่ละคันก็เหมือนบุคลิกหรืออารมณ์เราในแต่ละวัน วันไหนแต่งตัวเปรี้ยวลุคเฉี่ยวหน่อยก็จะเลือกขับรถสปอร์ตสีเหลืองบัตเตอร์ Porsche 911 Targa 4หรือไม่ก็ Porsche Boxster สีส้มอำพัน ถ้าจะไปทำกิจกรรมลุยๆ หน่อยก็ขับจากัวร์เพราะเป็นโฟร์วีล แต่ถ้าแค่ขับไปไหนใกล้ๆ ก็ Suzuki Lapin Chocola คันเล็กสีฟ้าน่ารัก แต่ถ้าไปไกลหน่อยแต่ขับสบายกต้อง Mini JCW Convertible ส่วน Bentley Continenta Flying Spur ก็ต้องแต่งชุดสวยหรูเป็นพิเศษ แต่ถ้าวันไหนเหนื่อยมากๆ ก็ต้องรถตู้เลย เพราะมีคนรถขับให้คุณพรเล่ากลั้วเสียงหัวเราะถึงเหตุผลที่เธอมีรถหลายคันและสไตล์การเลือกใช้รถของตัวเองให้ฟังอย่าออกรส แต่กว่าจะเติมความสุขให้ชีวิตได้อย่างนีก็ต้องทำงานหนักมาไม่น้อย ได้เห็นถึงวิธีคิด วิธีทำงาน เส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้แล้ว ถึงตอนนี้ก็ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมคุณพรถึงนำพาธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวัน