“วิทวัส ชินบารมี” หนุ่มหล่อทายาทผู้นำเข้าซูเปอร์คาร์ดังหนึ่งเดียวในเมืองไทย
“วิทวัส ชินบารมี” หนุ่มหล่อทายาทผู้นำเข้าซูเปอร์คาร์ดังหนึ่งเดียวในเมืองไทย
View Gallery
Celebrity News

“วิทวัส ชินบารมี” หนุ่มหล่อทายาทผู้นำเข้าซูเปอร์คาร์ดังหนึ่งเดียวในเมืองไทย

ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่ยึดคำสอนของพ่อว่า "ถ้าไม่ทำงานเอาแต่ใช้จ่าย มีเงินเท่าไหร่หมดแน่"

ใครจะคิดว่ากำไรจากการขายรถซีตรองของภรรยาในยุคสมัยที่มีราคาแพงกว่ารถเบนซ์ และรถซูบารุของสามี บวกกับใจรักชอบในรถยนต์ของทั้งคู่ จะจุดประกายไอเดียการทำธุรกิจนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศของคุณเสรีกับคุณสุนี ชินบารมี สองสามีภรรยาเจ้าของอาณาจักรนิชคาร์ กรุ๊ป ผู้นำเข้าซูเปอร์คาร์แบรนด์ดังอย่างแลมโบร์กินี (Lamborghini) และแมคลาเรน (Mclaren) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ไม่เพียงเท่านั้นประสบการณ์ชีวิตที่ล้ำค่าได้กลายเป็นบทเรียนธุรกิจสำคัญที่ส่งต่อให้คุณแชมป์ วิทวัส ชินบารมี ลูกชายคนโตเป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่น่าจับตามองคนหนึ่งในแวดวงยานยนต์

สิ่งหนึ่งที่คุณเสรีและภรรยาได้หว่านเพาะไว้โดยไม่รู้ตัวคือ ความรักรถที่ถ่ายทอดผ่านสายเลือดมายังคุณแชมป์แบบเต็มๆ แม้กระทั่งตอนมอบตำแหน่งแรกในบริษัทคืองานด้านการตลาดให้ลูกชาย เพราะคิดว่าเป็นตำแหน่งที่ไม่อาจสร้างความเสียหายให้บริษัทได้ แต่ภายใต้ลักษณะงานที่ดูเหมือนไม่ยากนั้น คุณแชมป์พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาทำได้ดีเกินคาดเพราะ 'ผมโตมากับรถ' คุณแชมป์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนอธิบายต่อว่า

"การที่จะทำการตลาดต้องอินกับโปรดักส์นั้น ซึ่งผมคุ้นเคยและรู้จักรถดีพอสมควร ผมชอบขับรถ เวลาขับเหมือนรถมันคุยกับผม ไม่จำเป็นต้องเป็นซูเปอร์คาร์เท่านั้นนะครับ รถแต่ละคันมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกันเลย ต่อให้ราคาใกล้เคียงกันก็ตาม ตอนขับผมจะบอกได้ว่ารถคันนี้เป็นยังไง ช่วงล่างเป็นไง หักพวงมาลัยนิดเดียวก็เลี้ยวแล้ว หรือเข้าโค้งแบบนี้แล้วท้ายรถสะบัดไหม เบรกดีหรือเปล่า คือผมเล่นกับรถได้"

คุณแชมป์ให้เหตุผลที่เขาตัดสินใจทำงานทันทีหลังเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยไม่ต่อปริญญาโทว่า "ถ้าไม่ได้เรียนเฉพาะทาง การเรียนปริญญาโทก็สู้ปริญญาชีวิตจากประสบการณ์จริงไม่ได้ การที่ผมมีคุณพ่อเป็นครูอยู่ใกล้ตัว ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง เป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าเร็วกว่าคนวัยเดียวกันอีกหลายคน"

เมื่อมองย้อนกลับไป คุณแชมป์ขอบคุณบุพการีที่ปูรากฐานชีวิตให้เขา "ถ้าเลี้ยงผมแบบไม่ให้ห่างตา ผมคงทำอะไรไม่เป็น แต่การที่ผมอยู่ต่างแดน ทำให้ผมต้องแข็งแกร่งและรู้สึกสมกับเป็นลูกผู้ชาย พอมาทำงานเวลาผมไปประชุมต่างประเทศที 2-3 สัปดาห์ ถ้าผมไม่เคยห่างครอบครัว แทนที่จะมุ่งมั่นกับเรื่องธุรกิจก็คงต้องมีห่วงบ้าน คิดถึงครอบครัวบ้าง แต่ผมไม่มีความรู้สึกตรงนี้ เพราะรู้ว่าครอบครัวเราดูแลตัวเองได้"

ด้วยวัยสามสิบต้นๆ กับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท นิชคาร์ กรุ๊ป แม้จะทำงานหนัก แต่คุณแชมป์ก็ไม่ได้รอโอกาสพิเศษที่จะให้รางวัลตัวเอง

"ผมรู้ว่าโอกาสไม่ได้มีตลอดไป ฉะนั้นเมื่อไหร่ที่ให้รางวัลตัวเองได้ ผมให้ตลอด เรื่องนี้ก็เป็นอีกบทเรียนที่คุณพ่อสอนด้วยการทำให้ผมเห็น ท่านรู้ว่าผมชอบรถ แม้ธุรกิจอยู่ในช่วงวิกฤตปี 2540 แต่ท่านก็ยังซื้อให้ โตมาท่านซื้อเรือยอชต์ให้ และสอนผมว่า 'ถ้าลูกทำงาน อยากได้อะไรซื้อเลย พ่อไม่ห่วง แต่ถ้าลูกไม่ทำงาน แล้วเอาแต่ใช้จ่าย เงินมีเท่าไหร่ก็หมดแน่' ผมเองเห็นคุณพ่อทำงานมา 30 ปี ไม่เคยได้ดูหนังเลย เมื่อมาถึงผม ท่านเลยอยากแก้ไขสิ่งที่เคยพลาดไปด้วยตัวผม การทำแต่งานอย่างเดียว โดยไม่ใช้ชีวิตด้านอื่นด้วย สำหรับผมถือเป็นการดำเนินชีวิตที่ผิดวิธี แต่ถ้าใครมีความสุขกับการเห็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน"

ปัจจุบันแม้คุณเสรีจะวางมือจากธุรกิจ เปิดโอกาสให้คุณแชมป์ดูแลอย่างเต็มตัว เพราะ 15 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ความสามารถให้ผู้เป็นพ่อประจักษ์และมั่นใจแล้วว่าเขาจะนำพาธุรกิจให้เจริญเติบโตไปได้ แม้จะไม่เคยเอ่ยปากชมลูกชายตรงๆ แต่คำพูดของคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่เคยบังเอิญไปพบกันที่ยุโรปที่ได้บอกกับคุณเสรีว่า "คุณโชคดีมากเลยที่ได้ทำงานกับลูกตลอดเลย" ทำให้มั่นใจว่าคุณเสรีก็เป็นหนึ่งในคุณพ่อที่ใฝ่ฝันเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้นที่ลูกชายคนนี้รักและหลงใหลในรถยนต์ไม่ต่างจากเขาและภรรยา คุณแชมป์จึงก้าวเข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มใจ และทำให้บุพการีได้ภูมิใจด้วย