[bttseo_breadcrumb]

คุณแอน ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ หรือ เอเจแอน หลานสาวของคุณตา ม.ล.ชื่น อรณพ และ คุณยาย หลอม อรณพ ณ อยุธยา ข้าราชบริพารในวังของ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิง พิสิฐสบสมัย (เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต กับหม่อมเจ้าประสงค์สม บริพัตร ในสาย ร.5) ซึ่งคุณตาของคุณแอนเป็นมหาดเล็กหลวง และคุณยายก็เป็นต้นเครื่องใน ทำให้คุณแม่ของคุณแอน มาลัย อรณพ มุสิกไชย ได้เกิดในวังนี้และรับใช้เจ้านายจนโต ก่อนลาจากการเป็นข้าราชบิพารออกมาใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปอยู่นอกวัง หลังสมรสกับคุณพ่อ ดร.ชัชเวทย์ มุสิกไชย ซึ่งมีต้นตระกูลเป็นพระยายมราช

เหตุนี้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คุณแอนจึงได้รับโอกาสให้เป็นส่วนหนึ่งในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ และเป็นตัวแทนของครอบครัวในส่วนขบวนของกลุ่มราชสกุล ประสบการณ์ครั้งนี้นับเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของเธอ เพราะถือเป็นตัวแทนราชสกุลอรณพที่ได้น้อมถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้าย หลังการถวายงานในวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา คุณแอนค่อยๆ เขียนเล่าเหตุการณ์ ความรู้สึกของเธอในช่วงพระราชพิธีที่ผ่านมาให้กับ HELLO! เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่เธออยากให้เห็นความรักและความทุ่มของเหล่าราชสกุลที่พร้อมใจกันทำเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างสุดกำลังกายและใจ …..

คุณแอน ชัชนิต มุสิกไชย มหาคุณ (ซ้ายสุด) กับสมาชิกราชสกุล ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.9

“สมัยวัยรุ่นแอนมีโอกาสได้ตาม นักเรียนนายเรือไปร้องเพลงในวัง ในห้องอัดของสถานีวิทยุ อ.ส. ตอนไปถึงขณะกำลังเดินอยู่ในคณะ จู่ๆก็มีรถกอล์ฟคันหนึ่งขับมาจอดใกล้ๆเรา ทันได้นั้น เราก็ถึงกับตะลึงเพราะชายที่ลงมาจากรถคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระองค์ทรงเป็นกันเองและมีพระกระแสรับสั่งกับเด็กๆ อย่างเราอยู่นาน ซึ่งตอนนั้นแอนก็ยังเด็กมาก ได้สังเกตเห็นพระเนตรข้างหนึ่งไม่ขยับ จึงกลับบ้านมาถามคุณแม่ จึงได้ความเรื่องราวของพระองค์ตอนประสบอุบัติเหตุ” คุณแอนเริ่มเล่าถึงประสบการณ์ที่มีโอกาศเข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ยังเด็ก

“พอโตขึ้นแอนมีโอกาสได้เห็นข่าวพระราชกรณียกิจอันมากมาย ในสมัยนั้นยังนึกอิจฉาชาวบ้านอยู่เนืองๆ ว่าได้มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ท่าน แต่ก็ตระหนักว่าพระองค์ต้องเสด็จไปอยู่ใกล้คนที่ลำบากที่สุดก่อนเพื่อประชาชนของพระองค์ได้กินดีอยู่ดีขึ้น เพราะขณะนั้นประเทศไทยยังกำลังพัฒนาในทุกจังหวัด พระองค์จึงทรงทุ่มเทและศึกษาหาทางออกให้พวกเรามาตลอด 70 ปี พระองค์ทรงเป็นประมุขที่มีพระเมตตาอย่างล้นเกล้าอย่างที่คนไกลวังอย่างเราอาจไม่เข้าใจว่า ท่านเป็นถึงกษัตริย์อยู่ในที่สูง ท่านจะมาเดินบนดินทำไม แต่เมื่อได้ฟังได้เห็น โดยเฉพาะข่าวแต่ละอันที่ราษฎรได้แสดงความจงรักภักดีแบบไม่มีประเทศไหนเสมอเหมือน รวมทั้งทุกวันที่ 5 ธันวาคม ที่พระองค์ทรงเสด็จออกมหาสมาคมแล้วมีพระราชดำรัสเรื่องราวในปีที่ผ่านมาให้พวกเราฟังอย่างสนุกและได้ความรู้ ทำให้เรารู้สึกว่า การออกมหาสามคมของพระองค์เป็นสิ่งเดียวที่เราและครอบครัวรอคอยและเป็นวันที่พระองค์ใกล้กับเราที่สุดแล้ว”

เช้าวันที่ 13 ตุลาคม 2559

“เมื่อได้รับรู้ถึงพระอาการจากข่าวสารต่างๆ เราใจเต้นรัวๆ พร้อมร้องไห้ไปแล้วแต่เช้า สวดมนต์ภาวนาของให้พระองค์มีพระพลานมัยแข็งแรง แต่ท้ายที่สุดในตอนเย็นเราทุกคนก็ต้องมานั่งดูจอทีวีที่มืดดำที่สุดในชีวิตพร้อมๆ กัน …..”

อีกหน้าที่หนึ่งที่คุณแอนได้รับรู้ในวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากไป คือหน้าที่ของความเป็นเชื้อสายราชนิกูล คุณแอนปลื้มปิติเป็นยิ่งนักเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้เชิญราชสกุลทุกมหาสาขาเข้ากราบและร่วมเป็นเจ้าภาพงานสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

“ เพราะงานนี้เราจึงได้ข้อมูลจากกองวังว่า ผู้ใดเป็นจุดศูนย์รวมของแต่ละราชสกุล การเข้าไปเป็นเจ้าภาพร่วมนี้ทำให้เราได้รวมตัวกับ ราชสกุลอรณพอีกหลายท่าน ซึ่งไม่ค่อยมี ม.ร.ว.และ ม.ล.เหลือแล้ว เพราะสาย ร.1.-ร.3 ถือว่าเก่ามาก จึงถ่ายทอดสายกันมาจนเหลือแค่ ณ อยุธยา เมื่อได้รวมตัวกับประยูรญาติในสายแล้ว ยังได้รวมตัวกับราชสกุลสายอื่นๆที่อยู่ใน ร.3 อีกหลายสายเช่น ชุมสาย ลดาวัลย์ สิงหรา และศิริวงศ์ เป็นต้น หลังจากนั้นเราก็ได้จม.เชิญให้ส่งชื่อและประวัติให้เข้าร่วมเดินริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยที่ในจม.เชิญได้ระบุบอย่างชัดเจนว่า ต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงมากและสามารถยืนในแดดในฝนได้หลายชั่วโมง งานนี้ก็เหลือแต่เราในครอบครัวที่มั่นใจว่าจะสามารถปฎิบัติภารกิจอันทรงเกียรตินี้ได้”

ตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศ

ภารกิจอันทรงเกียรตินี้ เหล่าราชสกุล 200 กว่าท่าน มีหมายกำหนดให้ฝึกในริ้ว 2-5 คุณแอนได้อยู่ในริ้ว 3 ที่เรียกว่า เวียนพระเมรุมาศโดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) ๓ รอบ ซึ่งเราได้ทำการฝึกตั้งแต่เดือนสิงหาคม รวมทั้งหมด 3 เดือน โดยใช้ค่ายทหารและ เจ้าหน้าที่ทหารเป็นครูฝึกให้

“ ราชสกุลทุกคนอย่างที่ทราบก็จะมาจากหลายสาขาอาชีพ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นตำรวจ ทหาร ดังนั้นการฝึกครั้งนี้ จึงไม่ง่ายนัก สำหรับผู้ที่ไม่เคยเดินเท้าตามจังหวะกลอง ครั้งนี้คณะกรรมการคนสำคัญที่ต้องกำกับดูแลพวกเราเพื่อให้งานออกมาสง่างามสมพระเกียรติที่สุด ได้แก่ ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ, พลโท มล.กุลชาต ดิสกุล และ พลตรีทรงวิทย์ หนุนภักดี พวกเรารู้สึกเห็นใจทีมฝึกอย่างมาก และงานที่ออกมาสวยงามอย่างที่เห็น ต้องยกประโยชน์ให้ครูฝึกทุกท่านอย่างจริงใจ เพราะ การฝึกแต่ละครั้งทำในค่ายทหาร พอถึงเดือนตุลาคม ต้องฝึกในพื้นที่จริงซึ่งกว้างและใหญ่กว่ามาก ทำให้ต้องคิดเทคนิคการเดิน การหายใจ การออกคำสั่ง เพื่อให้เดินให้ตรงกันหลายร้อยคน ที่ยากที่สุดคือการเลี้ยว เพราะหากไม่มีหลักการ แถวจะเบี้ยวทันที ทั้งนี้ สองครั้งสุดท้ายที่ฝึกก็จะมีพระบรมวงศานุวงศ์มาร่วมฝึกด้วย ซึ่งพลาดไม่ได้”

สิ่งที่แอนได้เรียนรู้จากการฝึกการเดินและยืนนิ่งแบบทหารนั้น คือร่างกายคนเรา เดินไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าให้ยืนนิ่งๆนานๆโดยไม่ขยับเลย เราสามารถล้มได้ เพราะเลือดลมจะไม่ไหวเวียน ในการนี้ได้เห็นความสามัคคีความรักในสายเลือดที่จะนำพากันได้รอดไปได้ ก็จะมีการแนะนำความรู้เรื่องสุขภาพ การออกกำลังกาย การทานยาทานอาหาร รวมทั้งเทคนิคการหายใจ การกำมือคลายมือ ขยับขา ยืดอกให้กระบังลมขยาย มองฟ้าไม่มองต่ำ ไม่ให้ล้มในพระราชพิธี เพื่อความสง่างามถวายงานแด่พระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย

“การร่วมเดินของราชสกุล ถือว่าเป็นส่วนน้อย เพราะ คนที่เข้าพิธีร่วมเดินนั้น ประกอบด้วย ทหารทุกหมู่เหล่าหลายร้อยหลายพันคน ต้องถือเครื่องบูชา และสัญญาลักษณ์ในมือ ถือกลอง ชุดลาก หาม ใช้แรงกายแรงใจและความอดทนมากมาย เมื่อเราเห็นหมู่ทหารที่ปฎิบัติหน้าที่อย่างนี้ เราจึงรุ้สึกว่า เราต้องทำให้ดีให้ได้ ทีมเวิร์คภาพรวมจึงเป็นแรงผลักดันให้เราไม่ย่อท้อ”

“ถึงแม้พระองค์ท่านไม่ประทับอยู่กับเราหากแต่ประทับอยู่ในใจของเราไม่มีวันลืมพระองค์ พระผู้ทรงเมตตาแก่ชาวประชาไม่มีเลือกวรรณะ อายุ การรวมตัวครั้งนี้ของราชสกุลในราชวงศ์จักรีทั่วประเทศและทั่วโลกจำนวนหลายพันคน เป็นหลักฐานให้เห็นเป็นประจักษ์แด่ตาเราว่า บารมีพระองค์ท่านคุ้มครองประชาชนชาวไทยให้รักกัน เพราะทุกคนนั้น คือพี่น้องกัน สายเลือดไทย สายเลือดเดียวกัน”

ราชสกุลในริ้วขบวนที่ 3 เวียนพระเมรุมาศโดยอุตราวัฏ