[bttseo_breadcrumb]

บ้านสองชั้นหลังงามสไตล์อเมริกันคันทรี่ของ ‘ครอบครัววีระพงษ์’ ที่ออกแบบและสร้างขึ้นตั้งแต่ยุค 60 ทว่ายังคงดูคลาสสิกและเหมือนเพิ่งสร้างใหม่อยู่เสมอ สะท้อนรสนิยมของเจ้าของบ้านที่บอกได้ว่ามีความประณีตและละเมียดละไมในการใช้ชีวิต ที่จะไม่ยอมให้ที่พำนักเก่าทรุดโทรม 

คุณติ๊กในชุดเดรสพิมพ์ลาย และคุณรงค์ในชุดเสื้อเชิ้ตที่ดูสดใสพร้อมอุ้มสุนัขตัวโปรด

‘คุณติ๊ก-บังอรสิริ วีระพงษ์ โพธิรักษ์’ เล่าพลางพาเราชมบ้านซึ่งบัดนี้ได้ถูกส่งต่อเป็นเรือนหอของเธอกับ ‘คุณรงค์-จาตุรงค์ โพธิรักษ์’ ระหว่างรอคอนโดที่กำลังตกแต่งอยู่ให้แล้วเสร็จซึ่งกินเวลาสองปี “ติ๊กเป็นเด็กไม่ชอบเรียนหนังสือค่ะ” เธอบอกเราง่ายๆสั้นๆแบบไม่ปรุงแต่งเพื่อรักษาภาพแต่อย่างใด “ชอบเล่นกับเพื่อน ชอบทำกิจกรรม เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เล่นละครโรงเรียน บางทีก็หนีเรียนไปเดินเล่นสยาม หรือไม่ก็ไปบ้านเพื่อน แต่ไม่ได้เกเรนะคะ เพียงแต่ไม่ขยัน ไม่ชอบถูกบังคับ เมื่อเข้าเตรียมฯไม่ได้ เรียนศิลป์-ฝรั่งเศสก็อยู่ห้องบ๊วย พอขึ้นม.6 ทั้งห้องเหลือกันอยู่สิบกว่าคน ทุกคนสนิทกันมาก จนทุกวันนี้ครูก็ยังจำเราได้ แล้วก็แน่ละว่าติ๊กเอ็นท์ไม่ติด”

สาวน้อยจึงถูกส่งไปเรียนที่เมืองโลซานต์ สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเรียนไฮสคูลซ้ำอีกหนึ่งปีที่โรงเรียนประจำ Chateau Mont-Choisi ก่อนจะเข้าเรียน Hotel Management ที่ Glion อีกสี่ปีซึ่งเป็นอะไรที่ยากลำบากมากแต่…“ปรากฏว่าติ๊กสอบผ่านอย่างเฉียดฉิวมากค่ะซึ่งในที่สุดก็จบ ช่วงฝึกงานติ๊กได้มีโอกาสทำงานที่โรงแรม Beau Rivage และ โรงแรม President Wilson ที่เมืองเจนีวา ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ได้ต้อนรับบุคคลสำคัญมากมาย รวมถึงได้เห็นงานประมูลของเก่าของสะสมหายากที่จัดโดย Auction House ใหญ่ของโลกเช่น Sotheby’s และ Christie’s”

 

“ติ๊กว่าติ๊กโชคดีที่เรียนการโรงแรม เพราะเป็นอาชีพเดียวที่เวลาสอบสัมภาษณ์งานเขาไม่ดูเกรดเฉลี่ย แต่ดูจากการพูดคุยและประสบการณ์ ว่ามีไหวพริบไหมดูวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ข้อสำคัญมีมนุษย์สัมพันธ์ดี” คุณติ๊กบอกกับเรา เมื่อถามถึงงานสายโรงแรมที่เธอทำมากว่า 11ปี โดยเริ่มจากเป็น Sales and Marketing Coordinator ให้กับโรงแรมสัญชาติแคนาดา Four Seasons ตั้งแต่อายุ 23 ปีและได้เลื่อนขึ้นเป็น Manager ภายในชั่วเวลาเพียงปีเดียว

มุมภาพถ่ายครอบครัวที่จะวางไว้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อมองผ่านเสมอ

ด้วยเหตุนี้เธอจึงเริ่มมีแรงบันดาลใจที่จะทำธุรกิจของตัวเองจากที่คุณพ่อจะให้สร้างโรงแรมขึ้นมาแล้วบริหารเองซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากแต่สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคิดว่าเราคงทำไม่ไหว ฉะนั้นมาทำอะไรที่เล็กๆเรามีความสุขดีกว่ามันเป็นเรามากกว่าก็ได้แรงบันดาลใจจากคุณแม่และชีวิตช่วงที่อยู่ในต่างประเทศ

ห้องรับแขกที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สุดคลาสสิก กรุผนังกระจกมองลอดออกไปยังสวนสวยเขียวขจี

”ตอนเด็กๆติ๊กจะชอบไปบ้านคุณยายเจอของสวยๆที่ดีไซน์ยังไม่เชย คลาสสิกอยู่ น่าจะสไตล์ยุค 50 สมัยนั้นรองเท้ายังคู่เล็กๆ แล้วก็เสื้อผ้า เครื่องประดับ หมวก กระเป๋า สวยน่ารักทั้งนั้น คุณแม่เองก็ไม่ใช่คนที่แฟชั่นจ๋าแต่ชอบอะไรที่คลาสสิกอยู่ได้นานท่านเป็นตัวอย่างของแม่บ้านที่ดีนะคะ สมัยก่อนติ๊กชอบตามท่านไปซื้อผ้าและเข้าร้านเพชรซึ่งสิ่งเหล่านี้ภายหลังตกทอดมาถึงเรา”

ด้วยความชอบเครื่องประดับวินเทจของดีไชน์เนอร์ดังๆและใส่เองเป็นประจำ เป็นที่ชื่นชมของคนรอบข้างจึงเริ่มคิดว่าเมืองไทยยังขาดร้านประเภทนี้ เธอจึงเริ่มจากการทำเฟซบุคเป็นอย่างแรกและได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าซึ่งก็แพร่หลายด้วยการบอกปากต่อปาก ขายสินค้าเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆลงเท่าไรก็ขายหมดทุกครั้ง กระทั่งช่วงสามสี่เดือนสุดท้ายก่อนลาออกจากโรงแรม เธอตัดสินใจหาประสบการณ์ก่อนเป็นนักธุรกิจเต็มตัวด้วยการส่งใบสมัครไปยังบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา

ห้องอาหารของบ้านที่เมื่อเปิดประตูรับแสงธรรมชาติ และสายลมจะทำให้คุณได้สัมผัสกับบรรยากาศแสนสดชื่น

“หลังจากติ๊กได้อ่านบิสสิเนสแพลนของร้านต่างๆก็ได้ไอเดียมาทำกับร้านตัวเองบ้าง เพราะตอนนั้นทำเฟซบุคมาหนึ่งปีแล้ว เราน่าจะเปิดร้านเล็กๆได้เลือกแบบใกล้บ้าน เพราะร้านเรามีลูกค้าเฉพาะกลุ่มถ้าเขาชอบ เขาจะมาหาเราเอง ก็เลยกลายเป็นที่มาของ The Vintage Store”

ปัจจุบันเดอะวินเทจสโตร์มีอยู่ถึง 3 สาขาด้วยกัน สาขาแรกและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่นั้นอยู่ที่ทองหล่อ กับที่ดิเอ็มโพเรียม และเซ็นทรัลเอ็มบาสซี “บล็อกเกอร์ของออสเตรเลียกับอังกฤษเขียนถึงเรา โดยเฉพาะอังกฤษที่บอกว่าเราเป็นวินเทจสโตร์ที่สวยเป็นอันดับสองของโลก รองจากร้านที่ปารีส คือเขารู้ว่าเจ้าของร้านตั้งใจทำมากที่จะให้ร้านขายของเก่านี้สวยเหมือนห้องแต่งตัวของผู้ชื่นชอบสินค้าวินเทจแบรนด์ดัง เดินแล้วมีความสุขน่าอยู่เหมือนบ้าน เขาบอกว่าของที่ร้านอาจจะราคาไม่ถูก แต่คุณภาพดี คือสภาพดีมาก ถึงจะ 30-40 ปีแล้วแต่เหมือนไม่เคยถูกแตะเลย รวมทั้งเรื่องพนักงานที่มีความรู้ซึ่งเขาพูดถึงมากที่สุด”

ห้องทำงานที่ยังคงคอนเซ็ปท์มาในสไตล์การตกแต่งแบบคลาสสิก

นับเป็นความภาคภูมิใจที่ทำให้ร้านนี้มีอายุอานามล่วงมาเป็นปีที่ 7 แล้ว

และทำท่าว่าจะยืนหยัดไปอีกนานตราบเท่าที่ยังมีสินค้าแฟชั่นให้เลือกช็อปไปเป็นสมบัติผลัดกันชม

 

13 ปีพิสูจน์รัก

ทุกวันนี้ภารกิจอย่างแรกหลังจากเข้าพิธีวิวาห์แล้ว ก็เป็นการมีทายาท “ทุกวันนี้ติ๊กมีหลาน 6 คนแล้ว ลูกๆของพี่ชายทั้งสองคน แต่ท่านบอกว่าไม่เหมือนกัน ท่านอยากได้หลานตาอีก ส่วนคุณแม่ก็บอกติ๊กควรจะมีลูกสาวสักคนหนึ่งนะ ไว้เป็นเพื่อนเรา เหมือนแม่มีติ๊กเป็นเพื่อนไง ท่านพูดให้เราคิด แต่เราแต่งงานตอนอายุมากแล้ว นึกไม่ออกเลยว่าถ้ามีลูกจะเหนื่อยแค่ไหน ก็คิดว่าลองดูปีนี้ ถ้าปีนี้ไม่มีก็คือไม่มีนะ”

คุณรงค์-จาตุรงค์ โพธิรักษ์

คำว่า ‘สวีท’ คงไม่อาจนำมาใช้กับคนทั้งคู่ แต่คำว่า ‘เพื่อนคู่ชีวิต’ น่าจะเหมาะกว่า “สวีทไหม คงไม่มาก เราเป็นเพื่อนกันมากกว่าค่ะ เพราะก่อนแต่งก็คบกันมายาวนาน ก็เลยอาจจะไม่ต้องปรับตัวมาก เขาเข้าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตอนเช้า ตกบ่ายก็เข้าออฟฟิศ Dr.Vranjes  ซึ่งเขาเป็นประธานบริษัท เขาดูแลเรื่องการเงิน เป็นคนคุยกับทางอิตาลี เขาก็มาเล่าให้ฟังว่ามีธนาคารมาชวนทำงาน แต่เขาลังเลเพราะงานที่ทำอยู่ค่อนข้างอิสระ มีความสุขดีอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าชีวิตทุกวันนี้มีความสุขมากเพียงใดราชินีวินเทจฉีกยิ้มกว้างนัยน์ตาเป็นประกายพร้อมกับบอกเราว่า“แฮปปี้มากค่ะ เพราะว่าได้ทำอะไรที่อยากทำ ก็อยากให้สิ่งที่ทำอยู่ดีไปตลอดหรือดีขึ้น เท่านี้ติ๊กก็มีความสุขมากแล้วค่ะ”

 

 

…………………………………………………………………………………………….

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ นิตยสารเฮลโล ฉบับวันที่ 11 พฤษภาคม 2560

หรือ https://shop.burdathailand.com/

http://www.ookbee.com/Shop/Issue?magid=HELLO