Home > Celebrity > Exclusive Interviews > เปิดบ้านหรูสไตล์โรงนาของคู่ชีวิตสมาชิกราชสกุล ‘ม.ล.อรดิศ (ดิศกุล) และวัฒนวงษ์ สนิทวงศ์​ ณ อยุธยา’

เช้าวันอาทิตย์ท่ามกลางแดดที่อบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงฤดูร้อน ภายในซอยทิมแลนด์ ปรากฏบ้านทรงโรงนา หลังคาจั่ว ขนาดสามชั้นหลังหนึ่ง นอกจากจะมีรูปปั้นชายชรานั่งเฝ้าบ้านตั้งอยู่ให้ชวนฉงนว่าเป็นคนหรือหุ่นกันแน่ ยังติดป้ายไม้สะดุดสายตาผู้มาเยือนใจความว่า ‘กัมปานีขุดคลองและคูนาสยาม’ ทำให้คิดไปว่าเจ้าของบ้านคงจะชอบสะสมของเก่า และมีอารมณ์ศิลป์ปนอยู่ ‘คุณวัฒนวงษ์ สนิทวงศ์​ ณ อยุธยา’ หรือ ‘คุณโป๊ะ’ พาร่างสูงโปร่งและใบหน้าหล่อเท่ เดินมาต้อนรับเรา และนำเข้าสู่ตัวบ้านที่กว้างขวางใหญ่โต เพราะมีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 600 ตร.ม. เลยทีเดียว โถงต้อนรับด้านหน้าประดับรูปปั้นซูโม่ผลักกัน ผลงานของอาจารย์ริหาร โอภาส ปรมาจารย์การปั้นหุ่นขี้ผึ้งแห่งพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย และผนังด้านขวาประดับภาพวาดขนาดใหญ่สีสันสดใสด้วยสีสนิม จากฝีแปรงของครูแหลม

เปียโนหลังย่อมตั้งไว้ด้านซ้ายที่ ‘ม.ล.อรดิศ (ดิศกุล) สนิทวงศ์’ หรือ ‘คุณแก้ว‘ ศรีภรรยาของคุณโป๊ะ จะมาพรมนิ้วสร้างเสียงเพลงยามอารมณ์สุนทรี และยังเป็นมุมเรียนและซ้อมดนตรีของลูกๆ คือ ‘น้องสนิทนาถ (นินา) และน้องภาสกฤต (ภาณต) สนิทวงศ์​ ณ อยุธยา’ ผนังด้านนั้นยังเต็มไปด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 และแซกโซโฟนที่พระองค์พระราชทานให้แก่คุณพ่อของคุณโป๊ะ (ดำเกิง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) ผู้เป็นสมาชิกรุ่นแรกๆ ของ
วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ หลังจากยุบวงลายครามไป 

ชั้นล่างนี้มีความโปร่งเพราะเพดานสูงถึงชั้นสาม มีม้านั่งทรงจีนโบราณเป็นที่รับแขก และโต๊ะอาหารทำจากแผ่นไม้ขนาดใหญ่ รวมทั้งเสาไม้โบราณสองต้นจากจำนวนหลายสิบต้นของบ้านคหบดีในอินเดีย ที่คุณโป๊ะไปแบ่งซื้อมาได้เพียงสองต้น ใกล้กันนั้นเป็นครัวฝรั่งที่ต้องกั้นประตูกระจก ติดเครื่องปรับอากาศเพราะคุณโป๊ะยังแอบหวังว่าวันข้างหน้า คุณแก้วอาจจะนึกสนุก ลุกขึ้นมาเข้าครัวทำอาหารให้สมาชิกในครอบครัวได้ชิมเป็นบุญลิ้น ตามที่ได้เคยให้สัญญาไว้ 

ที่โดดเด่นก็คือบันไดที่เชื่อมต่อแต่ละชั้น ซึ่งสถาปนิกคนเก่งผู้ออกแบบบ้านหลังนี้อย่างคุณโป๊ะเลือกที่จะติดราวบันไดแค่เพียงฝั่งเดียว ทำให้การเดินขึ้นลงต้องใช้สติกำกับเป็นอย่างมาก ไม่เหมาะจะวิ่งขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่รอให้ลูกๆ โตเสียก่อน  จึงคิดทำบ้านหลังใหม่นี้ 

บ้านทั้งหลังสว่างไสวด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านผนังกระจกฝั่งหนึ่งของบ้านทั้งสามชั้น รวมทั้งหลังคาโปร่งแสง ปราศจากผ้าม่าน เพราะคุณโป๊ะตั้งใจออกแบบม่านต้นไม้ให้ระย้าย้อยปกคลุมผนังกระจก หาใช่ผ้าม่านอย่างที่คนทั่วไปนึกถึง…ไม่ 

คุณแก้วทักทายเราอย่างเป็นกันเองที่ห้องนั่งเล่นบนชั้นสอง ซึ่งเป็นห้องรวมสมาชิกของครอบครัว ใช้นั่งเล่น พักผ่อน ดูทีวี เป็นห้องทำงาน และห้องเรียนยามที่สมาชิกทั้งสี่ของบ้านหลังนี้ต้อง Work / Learn from Home ห้องนี้ยังสามารถเป็นจุดชมวิวด้านหน้าบ้านและมองเห็นสนามหญ้าด้านข้างตัวบ้านได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว เพียงแต่คุณโป๊ะเว้นพื้นที่ริมรั้วบ้านส่วนหนึ่งไว้โดยไม่ถมสูงเท่ากับสนามหญ้า ทำเป็นแปลงผักสวนครัวและเลี้ยงไก่ เพราะอดีตมหาบัณฑิตเกียรตินิยมทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์จากสถาบันไอวี่ลีก Cornell University อย่างคุณโป๊ะตั้งใจปล่อยเป็นธรรมชาติรกร้างเพื่อจะขับให้ความเนี้ยบของสนามหญ้าและตัวบ้านดูโดดเด่นขึ้น 

นับเป็นการนำทฤษฎีสัจจะวัสดุมาใช้ได้อย่างลงตัว โดยเน้นความเรียบง่าย ไม่ปรุงแต่ง และเผยความเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของวัสดุ การเลือกวัสดุใช้ซ้ำ และคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างไม่เหลือเศษ ยังเป็นการช่วยสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง ค่าก่อสร้างจึงอยู่ในงบประมาณที่วางไว้ และยังประหยัดค่าออกแบบเพราะคุณโป๊ะลงมือเอง โดยได้แรงบันดาลใจการใช้โครงเหล็กจากสถานีรถไฟที่ทำมาตลอด รวมถึงสถานีกลางบางซื่อที่รู้สึกผูกพันในฐานะผู้ร่วมออกแบบด้วย 

“ปกติผมเสนองานแบบครั้งสองครั้ง ลูกค้าก็ให้ผ่านได้สร้างจริงทุกราย แต่พอต้องเสนอแบบให้ภรรยาและลูกๆ นั้นใช้เวลานับแรมปี (หัวเราะ) เพราะเราเรียนมาว่าบ้านต้องสวยทุกด้าน แต่พอเขาบอกว่าหน้าบ้านอยู่ทิศเหนือต้องสวยเข้าใจได้ แต่ทิศที่เหลือเรามองไม่เห็น จะทำสวยไปทำไม ผมจึงต้องยอมรับความเห็นของลูกค้าคนสำคัญ โดยตกลงกันว่าจะเป็นบ้านทรงกล่องสี่เหลี่ยมเรียบๆ ไม่ต้องยุบเข้าเว้าออกให้เปลืองเนื้อที่ ผมจึงได้นำเสนอเป็นบ้านทรงโรงนา (Modern Barn House)

“เพื่อนบ้านยังเคยมาถามว่าน้องโป๊ะสร้างโกดังเก็บของอะไรคะ ก็เลยตอบว่าเก็บครอบครัวผมนี่แหละครับ (หัวเราะ) เพราะโครงสร้างเป็นคอนกรีตและเหล็กเปลือยหมดเลย ซึ่งถูกจริตผม เนื่องจากเนื้อแท้ของวัสดุจะส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ต้องต้องดูแลมากและไม่ต้องห่วงว่าถ้าเป็นคราบแล้วจะไม่สวย หากเรายอมรับในความงามที่ไม่สมบูรณ์แบบได้ และอีกอย่างที่ผมชอบคือ Biophilic Design คือการออกแบบที่นำธรรมชาติมาเชื่อมโยงกับที่อยู่อาศัย เช่น ปลูกต้นไม้ในบ้านทำให้รู้สึกสดชื่นและใกล้ชิดธรรมชาติ

“บ้านหลังนี้ถึงจะดูเป็นโรงนาเรียบง่าย แต่ภายในผมจัดแต่งอย่างหอศิลป์ เพราะเป็นคนรักศิลปะ มีศิลปวัตถุเก็บไว้อยู่ประมาณหนึ่ง เนื่องจากมีเพื่อนเป็นศิลปินเยอะและได้รับต่อมาจากรุ่นคุณแม่กับคุณตาด้วย ซึ่งก็เข้ากันได้ดีกับทรงโรงนา โดยจะสร้างให้สูงกว่าถนนเผื่อน้ำท่วม ชั้นล่างจึงปูกระเบื้อง ส่วนชั้นสองชั้นสามเป็นพื้นไม้สักทองของเก่าที่ได้สะสมไว้”

ส่วนอีกปีกหนึ่งของชั้นสอง เป็น Master Bedroom ที่คุณโป๊ะตั้งใจทำ Walk-in Closet ติดแอร์เย็นฉ่ำให้ภรรยา ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องเก็บเสื้อผ้านี้อย่างเพลิดเพลิน โดยมีเสื้อผ้าบางส่วนที่ลุกลามไปอยู่ในตู้เสื้อผ้าของสามีอีกด้วย 

เมกะโปรเจกต์ในยุครัชกาลที่ 5 

ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวของเจ้าบ้าน เราพบกับตู้พระไตรปิฎกลายรดน้ำ และตู้พระธรรมโบราณจากยุคต้นรัตนโกสินทร์ รวมทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 5 – รัชกาลที่ 9 และเจ้านายอีกหลายพระองค์ที่คุณโป๊ะนับถือเกี่ยวเนื่องเรื่อยมาจนถึงพระรูปสมาชิกราชสกุลสนิทวงศ์และราชสกุลดิศกุล ที่เป็นภาพถ่ายสมัยโบราณที่คุณโป๊ะและภรรยาเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันยังนำมาแขวนได้ไม่หมด

หากจะนับย้อนไปทั้งราชสกุลสนิทวงศ์ และราชสกุลดิศกุล ก็มีความเกี่ยวข้องกันตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย โดยสืบเชื้อสายจากพระยาราชนิกูล (ทองคำ) ลูกหลานของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ต่อจากนั้นก็เป็นสมเด็จพระชนกาธิบดี
(ทองดี) พระอักษรสุนทรศาสตร์ กับหยก (ดาวเรือง) มีพระราชโอรสคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ทองด้วง) รัชกาลที่ 1 อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี (ท่านผู้หญิงนาค) 

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ฉิม) รัชกาลที่ 2 และเจ้าจอมมารดาปรางค์ใหญ่มีพระราชโอรสคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท (องค์ต้นราชสกุลสนิทวงศ์) และมีพระโอรสพระองค์หนึ่งกับหม่อมแย้ม นามว่าพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์

คุณโป๊ะเล่าความเป็นมาของราชสกุลสนิทวงศ์ว่า “กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงมีชีวิตอยู่ในสมัย รัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 4 ทรงมีบทบาทมากในยุค รัชกาลที่ 4 ไม่ว่าจะเป็นการทำสนธิสัญญาบาวริง แต่งตำราเรียน ตำรายาไทย และทรงศึกษาไม่เพียงเฉพาะแพทย์แผนไทยอย่างเดียว แต่ยังศึกษาวิชาแพทย์แผนตะวันตกด้วย ทรงเป็นหมอไทยที่ต่างชาติให้การยอมรับ ถึงกับมอบปริญญาแพทยศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้เลย

“ลูกของท่านคือ ม.จ.สาย สนิทวงศ์ ซึ่งได้รับพระราชทานทุนจากรัชกาลที่ 4 ให้เรียนแพทย์ สืบสานความเป็นหมอต่อจากพระบิดา และต่อมาได้ถวายงานเป็นแพทย์ประจำพระองค์รัชกาลที่ 5 และทรงทำคุณงามความดีจนได้เลื่อนชั้นเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ทรงมีหม่อมท่านหนึ่งชื่อหม่อมเขียน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

“ลูกท่านคนโตเป็นหมอ ชื่อ ม.ร.ว.สุวพรรณ (ใหญ่) สนิทวงศ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ดร.ใหญ่ หลังจากพระองค์เจ้าสายฯ เกษียณตัวเอง ก็น้อมรับพระราชดำริรัชกาลที่ 5 ในการจัดระบบน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร จัดตั้งบริษัทขึ้นมาชื่อว่า กัมปานีขุดคลองและคูนาสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2431 โดยมีหุ้นส่วน 4 คน คือพระองค์เจ้าสายฯ และ ม.ร.ว.สุวพรรณ โยคิม แกรซี หนึ่งในสถาปนิกชาวอิตาเลียนในราชสำนักซึ่งวางผังเมืองได้ด้วย อันเป็นประโยชน์ในการออกแบบคลองและคูนาเพื่อเกษตรกรรม อีกหุ้นคือพระนานาพิธภาษี (ชื่น บุนนาค)” 

โครงการดังกล่าวกินพื้นที่ 1.5 แสนไร่ ครอบคลุมถึง 5 จังหวัด กรุงเทพฯ ปทุมธานี นครนายก สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา นับเป็นเมกะโปรเจกต์ของยุคนั้น และนับถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถลบสถิติได้ การขุดคลองเพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำนครนายก และคลองซอยต่างๆ รวมถึงการจัดสรรที่ดินการเกษตร ใช้เวลา 25 ปี โดยเริ่มการขุดภายหลังจากการขุดคลองสุเอซราว 10 ปี ซึ่งทางบริษัทก็ได้ซื้อเรือขุดคลองสุเอซที่นับว่าทันสมัยมากในยุคนั้นมาใช้ในโครงการนี้ด้วย

ด้วยความที่โครงการกินเวลายาวนานจนถึงยุคดีเพรสชั่น ทำให้ราคาที่ดินตกต่ำ ขาดแคลนแรงงาน จึงยุติโครงการไว้เพียงเท่านี้ โดยคลองทั้งหลายยังคงถูกใช้งานเป็นเวลาร่วม 120 ปี ถึงได้มีการขุดลอกคลองอีกครั้งและใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน 

จากการที่เจ้าจอมมารดา ม.ร.ว.เนื่อง ซึ่งเป็นธิดาของพระองค์เจ้าสายฯ ประสูติพระราชโอรสคือพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ พระองค์เจ้าสายฯ จึงขอพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 5 ตั้งชื่อคลองที่ยังขุดไม่แล้วเสร็จเป็น คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งชาวบ้านเรียกติดปากว่าคลองรังสิต ส่วนประตูน้ำที่สำคัญๆ ก็ตั้งชื่อตามพระปรมาภิไธยของรัชกาลที่ 5 คือประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ส่วนประตูน้ำเยาวภาพงศ์สนิท เป็นพระนามของพระเชษฐภคินีในพระองค์เจ้ารังสิตฯ 

คุณโป๊ะกล่าวอีกว่า “ลูกของท่านคนถัดมาอีกคือ ม.ร.ว.สท้าน (กลาง) สนิทวงศ์ รัชกาลที่ 5 ทรงส่งไปเรียนทหารที่เดนมาร์ก กลับมาประจำการที่เสนาธิการทหารบกจนได้เป็นพลเอก เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ เมื่อกระทรวงเกษตราธิการขาดคน รัชกาลที่ 5 จึงทรงดึงท่านมาเป็นรองเสนาบดีกระทรวงเกษตรฯ อยู่ได้หกเดือนก็ได้เป็นเสนาบดี ท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดงาน Expo ทางด้านกสิกรรมและพาณิชยกรรมที่สระปทุม ซึ่งเป็นงานที่สำคัญมาก เนื่องจากช่วยให้เศรษฐกิจไทยรุ่งเรืองอย่างมากในยุคนั้น 

“และได้จัดต่อเนื่องเรื่อยมา จนเมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชย์ คุณทวดก็ได้รับมอบหมายให้จัดงาน National Exposition ที่สวนลุมพินี แต่รัชกาลที่ 6 ท่านสวรรคตเสียก่อน จึงยกเลิกงาน และยกสถานที่จัดงานให้เป็นสวนสาธารณะ ทั้งนี้ท่านยังได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ (กระทรวงคมนาคมในปัจจุบัน) และเนื่องจากคุณทวดท่านมีธิดาคนหนึ่งชื่อ ม.ล.บัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ท่านจึงมีศักดิ์เป็นพระอัยกา (ตา) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระปัยกา (ทวด) ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย”

สถาปนิกติดดิน กับนักกฎหมายสาวมาดหรู

คุณโป๊ะนั้นเรียนสถาปัตย์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง ตามคำแนะนำของคุณอา ซึ่งเพื่อนๆ ของท่าน เป็นอาจารย์คณะนี้อยู่หลายคน ต่างล้วนจบจากยุโรปหรือไม่ก็ญี่ปุ่น และเน้นสอนภาคปฏิบัติเชิงช่าง เพื่อให้รู้จักวิธีก่อสร้างอย่างถ่องแท้ “การเรียนที่ สจล.ถูกจริตผมมาก ปีแรกๆ ยังไม่มีใบขับขี่ก็จะโหนรถไฟไปเรียน ซึ่งมีแค่เที่ยวเดียว ถ้าพลาดขบวนนี้ก็อดไป คุณพ่อเห็นว่าลำบากก็เลยให้อยู่หอ แล้วพอสอบใบขับขี่ได้ก็ขับรถกระบะไป ใครโบกก็รับ โดยมากเป็นนักศึกษา สจล. จนวันหนึ่งมีคนโบกขึ้นมานั่งข้างหน้า เขาบอกขอบใจมากน้อง พี่ไม่มีตังค์เลย เพิ่งออกจากคุกมา ผมเสียวสันหลังวาบ ไม่กล้าถามว่าพี่ไปทำอะไรมาถึงได้ติดคุก เคราะห์ดีที่เขาขอลงตรงทางแยก ผมเลยเลิกรับคนสุ่มสี่สุ่มห้าตั้งแต่นั้นมา” คุณโป๊ะพูดพลางหัวเราะหึๆ

คุณโป๊ะจ่ายค่าเทอมเพียงปีเดียว ก็ได้ทุนเรียนฟรี เพราะเป็นที่ 1 ของภาควิชา ทำให้เขาเป็นนักเรียนทุนมาโดยตลอดเวลาที่เรียน และไปเรียนโทต่อที่ Cornell University เนื่องจากคุณอาท่านเดิมบอกคุณโป๊ะว่า เราเรียนสถาปัตยกรรมของไทยและเขตร้อนชื้นแล้ว ควรจะเรียนปรัชญาและทฤษฎีของทางตะวันตกบ้าง ซึ่งเขาไม่เชี่ยวชาญเอาเสียเลย ต้องอาศัยความขยันอย่างมากจึงจะรู้ทันเพื่อน “เวลาเรียน เขาอ้างถึงนักปราชญ์ นักปรัชญาในยุคต่างๆ เราไม่รู้จักเลย แต่เพื่อนรู้หมด ผมเลยต้องอ่านหนังสือหนักกว่าเพื่อนๆ การเรียนปริญญาโท เขาต้องการให้เรารู้ คิดวิเคราะห์เป็น เพื่อไปเป็นอาจารย์ เขาสอนว่าอะไรก็เป็นสถาปัตย์ได้ ก็สนุกครับ ผมเรียนอย่างมีความสุข และเป็นคนไทยคนเดียวที่ฝรั่งเองก็แอบทึ่ง เพราะแม้ว่าผมจะไม่เก่งภาษาอังกฤษนัก แต่ก็ใช้ผลงานอธิบายตัวมันเองแทน จนอาจารย์แทบไม่มีคำถาม ทำให้ได้ A ล้วนตลอดการเรียน  ซึ่งเกินความคาดหวัง”

หลังเรียนจบ คุณโป๊ะกลับมาทำงานที่ Design Concept ของคุณเกียรติสกุล เก็จมะยูร และเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีส่วนในการออกแบบสถานีทั้งหมดของแอร์พอร์ตลิงค์ ตามด้วยสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงทั้งเส้น สถานีรถไฟทางคู่สายอีสาน สถานีรถไฟความเร็วสูงบางส่วน Energy Complex ของ ปตท. โรงเรียนกำเนิดวิทย์ รวมทั้งสถานีกลางบางซื่อด้วย “ผมเป็นหนึ่งในทีมออกแบบสถานีกลางบางซื่อเมื่อ 13 ปีก่อน เพราะชนะการประกวดแบบ แต่กว่าจะสร้างเสร็จผ่านไป 3 รัฐบาล ถูกปรับแก้แบบมาจนเป็นปัจจุบัน และเจ้านายผมสั่งว่าบนหน้าปัดนาฬิกาต้องมีเลข ๙ เพราะเราออกแบบและก่อสร้างในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 ถือเป็นการถวายพระเกียรติพระองค์ท่าน”

ปัจจุบันคุณโป๊ะซึ่งเกษียณแล้ว นอกจากจะวุ่นวายกับงานที่ปรึกษา เขายังเป็น Admission Staff ให้กับ Cornell สถาบันเก่าอีกด้วย โดยมีหน้าที่สัมภาษณ์และแนะนำช่วยเหลือเด็กเอเชียที่ต้องการเข้าเรียนสถาปัตย์ที่ Cornell ด้วย

คุณแก้วเองก็เรียนเก่งจนสามารถข้ามชั้นได้ถึง 2 หน ตั้งแต่เรียน ม.1 ที่โรงเรียนจิตรลดา เธอตามลูกพี่ลูกน้องไปสอบเทียบ ก็สามารถผ่าน ม.3 ไปเข้าเรียน ม.4 ศิลป์-ฝรั่งเศสที่เตรียมอุดมฯ ได้เลย เท่านั้นยังไม่พอ ตอนอยู่ ม.5 เธอยังตามเพื่อนไปสอบเทียบ ม.6 และผ่านไปเอ็นทรานซ์เข้านิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้ จนเรียนจบปริญญาตรีในวัยเพียง 19 ปี

“บังเอิญเป็นคนปรับตัวง่ายค่ะ ทำให้เราเรียนแบบไม่ Suffer มาก ตอนเอ็นทรานซ์แก้วเลือกรัฐศาสตร์ 3 อันดับเลย เพราะสาวรัฐศาสตร์สวยหมด เราอยากเป็นแบบนั้นบ้าง (หัวเราะ) แต่แก้วติดอันดับ 4 อาจเป็นเพราะโชคชะตาที่ทำให้เราต้องเรียนนิติก็เลยเรียน เน้นท่องตัวบทกฎหมาย ยังเล่าให้ลูกฟังเลยว่า ก่อนสอบแม่ปิดห้องนั่งอ่านตำราทั้งวันทั้งคืน น้องๆ ส่งเสียงดังก็บอกให้เงียบ โดยมีคุณยายคอยเสิร์ฟโอเลี้ยง” เจ้าของเรื่องหัวเราะเบาๆ 

เปิดบ้านหรูสไตล์โรงนา ม.ล.อรดิศ (ดิศกุล) สนิทวงศ์​ ณ อยุธยา
‘ม.ล.อรดิศ (ดิศกุล) สนิทวงศ์’ หรือ ‘คุณแก้ว’ และสามี ‘คุณวัฒนวงษ์ สนิทวงศ์​ ณ อยุธยา’ หรือ ‘คุณโป๊ะ’

หลังเรียนจบเธอเข้าทำงานที่สำนักงานกฎหมาย Baker McKenzie เป็นเวลานาน 6 ปี ก่อนจะไปเรียนปริญญาโทกฎหมายธุรกิจที่ออสเตรเลียอีก 1 ปี และเป็น GM ของแบรนด์แฟชั่นอย่าง ZARA อยู่ 3 ปี ระหว่างนี้เองที่ทำให้เธอพบพานกับสามี “กับพี่โป๊ะเราเจอกันในงานศพหลายงานค่ะ โดยที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยเจอกันเลย ทั้งที่ซอยบ้านแก้วอยู่ตรงข้ามกับซอยบ้านเขา อาจจะเคยเดินสวนกัน แต่ไม่รู้จักกัน ตอนเจอเขาครั้งแรกแก้วเฉยๆ แต่สะดุดตรงที่ผู้ชายคนนี้ใส่สูทผ้าออตโตมานซึ่งเป็นริ้วๆ เขาต้องเป็นศิลปินถึงใส่ผ้าชนิดนี้ จากนั้นเขาก็นั่งหน้าเรางานหนึ่ง นั่งหลังอีกงานหนึ่ง เป็นอย่างนี้อยู่หลายงาน คุณป้าแก้ว (ม.ร.ว.รมณียฉัตร ดิศกุล) เป็นคนแนะนำให้รู้จักพี่โป๊ะ หลังจากงานที่สามเขาก็โทร.มา แก้วรู้แหละว่ามาทางผู้ใหญ่ ก็เลยยอมคุยด้วย เขาเป็นผู้ชายขี้เขิน และจากนั้นเขาก็มาหาที่บ้านเลย เพราะคุณพ่อคุณแม่ของแก้วไฟเขียว ประทับใจตรงที่เขาดูแลคุณแม่ และดูแลมาถึงเรา ใส่ใจในรายละเอียด โดยแอบสังเกตว่าเราชอบอะไร ด้วยความที่เป็นสถาปนิกเขาเลยจะติสท์ ชอบของทำมือ เขาจะทำ Scrapbook แปะรูปต่างๆ และเขียนบทกวีให้ ก็โรแมนติกในแบบของเขา”

คุณโป๊ะพูดถึงศรีภรรยาบ้างว่า “รู้จักกัน 3 เดือน เดต อีก 3 เดือน แล้วอีก 3 เดือนถึงแต่งงาน ตอนนั้นผม 38 เขาอ่อนกว่าผม 5 ปี เราตกลงกันตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานเลยว่า เราสองคนต้องมีโลกส่วนตัวของแต่ละคน แก้วชอบช็อปปิ้งทำเล็บ พี่ไม่ต้องนั่งรอหรือช่วยถือของ เพราะเขาจะเครียดด้วยความเกรงใจ หรือกลัวว่าผมจะเบื่อหรือหิว ขณะเดียวกันผมก็ชอบถ่ายรูป ขี่จักรยาน เขาบอกไม่ต้องชวนเพราะไม่ชอบแดด พี่อยากทำอะไรทำเลย ไม่ขี้หึง เขาให้อิสระในการมีโลกส่วนตัวของแต่ละคนเต็มที่ แก้วจะเข้าเมือง ติดรถไปไหม จะลงวัดนี้ใช่ไหม ผมก็เดินไปเรื่อยๆ จนไปสมทบกับเขาที่ไอคอนสยาม เขาทำงานเสร็จแล้วถึงกลับบ้านด้วยกัน

“ผมรักและนับถือเขา อย่างที่เขาเป็นจนถึงทุกวันนี้ ชอบตรงเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจ เป็นธรรมชาติ ตรงไปตรงมา ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ และมีเหตุผลกับความแมนสูง ผิดกับรูปลักษณ์ภายนอก (หัวเราะ) บทบาทของเราสองคนในครอบครัว ผมเป็นพ่อบ้านยุคใหม่ เรื่องสวน เรื่องการบ้านลูก เรื่องดูแลบ้านเป็นหน้าที่ผมหมด ส่วนแก้วก็เป็นแม่บ้านยุคใหม่ เป็นฝ่ายจัดซื้อ เขาไม่ทำอาหารก็จริง แต่จะรู้หมดว่าร้านไหนอร่อย ก็จะโทร.สั่งให้” 

เปิดบ้านหรูสไตล์โรงนา ม.ล.อรดิศ (ดิศกุล) สนิทวงศ์​ ณ อยุธยา

ในการเลี้ยงลูกก็จะแบ่งบทบาทระหว่างพ่อแม่ คนหนึ่งเป็น Good Cop นั่นก็คือคุณแม่ ส่วน Bad Cop ตกเป็นของคุณพ่อ คุณแก้วให้ความเห็นเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า

“การเลี้ยงลูกสำหรับผมเป็นเรื่องสนุกท้าทาย แต่เรื่องเรียนนี่ยากสุด ผมจะบอกลูกเสมอว่า ไม่จำเป็นต้องได้ Top 10 หรือเกรด 4 ตลอด พ่อขอแค่ผ่าน อย่าตกก็พอ สมัยนี้การเรียนออนไลน์ทำให้เด็กสมาธิสั้นลง ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ก็น่าเห็นใจอยู่ 



ติดตามบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟเพิ่มเติมได้ในนิตยสาร HELLO!

‘ฉบับเดือนมิถุนายน 2565′ วางแผงแล้ววันนี้⁠

📞 ติดต่อสั่งซื้อโทร 0 2676 8999 ต่อ 217 หรือ 084 079 5678⁠
🛒 สั่งซื้อออนไลน์ที่⁠
shop.burdathailand.com หรือ Line ID: @hellomagazineth

Never miss an update

Subscribe to our newsletter to get the latest updates.

No Thanks
You’re all set

Thank you for your subscription.