Home > Celebrity > Exclusive Interviews > The Master of Asian Cuisine ‘KEN HOM’ เผยชีวิตกว่า 40 ปีในฐานะ Celebrity Chef

เมื่อพูดถึงเรื่องการทำอาหารจีน ชื่อของเชฟ เคน ฮอม (KEN HOM) จะปรากฏขึ้นมาในอันดับต้น ๆ จากเด็กที่เติบโตมาอย่างอัตคัดในชุมชนชิคาโกถึงขนาดเคยขโมยของในห้างมาแล้ว มาวันนี้เขาคือเชฟผู้โด่งดัง ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญอาหารจีนและเอเชียของโลก มีผลงานการเขียนหนังสือกว่า 20 เล่ม มีสินค้าในชื่อของตัวเอง คือ Ken Hom Wok ที่ขายได้กว่า 8 ล้านอันทั่วโลกเป็นเวลานานกว่า 30 ปีมาแล้ว และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ OBE (Officer of the Order in the British Empire) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องการครัว

มาวันนี้เขาจะมาเผยเรื่องราวประทับใจในชีวิตหลากสีสันแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้กับ HELLO!

เชฟเคน ฮอม

ฝรั่งเศสและเมืองไทย คือบ้านของเขาในปัจจุบัน

คุณเคนต้อนรับ HELLO! ในคอนโดมิเนียมย่านหลังสวนที่เขาอยู่มานานกว่ายี่สิบปี บ้านที่อบอุ่นหลังนี้เต็มไปด้วยผลงานศิลปะประดับผนัง ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของคุณแดเนียล พาร์ทเนอร์ของเขา และภาพถ่ายในอดีตของคุณเคนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ

“ผมมาเมืองไทยครั้งแรกปี 1983” เขาย้อนเรื่องราวความผูกพันกับเมืองไทยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แฝงอารมณ์ขันเป็นครั้งคราว เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดการสนทนา “ผมจำได้ว่าเป็นเดือนตุลาคม ฝนตกหนักมาก ต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมงจากโรงแรมโอเรียนเต็ลไปสนามบิน ตอนนั้นยังไม่มีมอเตอร์เวย์และบีทีเอส ตอนนั้นผมทำงานอยู่ที่ฮ่องกง และมีเพื่อนจัดทริปมาเมืองไทยและไปบาหลีต่อ”

ความใกล้ชิดกับประเทศไทยเริ่มสานต่อมาเรื่อย ๆ ในปี 1989 เขาครีเอทเมนูสำหรับอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินของสายการบินคาเธย์ แฟซิฟิค

“ทำอยู่ 3 ปี และไปถ่ายทำหนังที่แคลิฟอร์เนีย ก่อนจะเสิร์ฟอาหารบนเครื่อง ก็เปิดภาพยนตร์นี้ให้ผู้โดยสารชมด้วย ทำให้ผมเป็นที่รู้จักมากทั้งในกรุงเทพฯ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และประเทศในแถบนี้ พอคุณ เคิร์ท วาช์ไฟท์ เห็นก็สนใจที่ผมผสมผสานอาหารตะวันออกเข้ากับตะวันตก ก็ชวนผมมาทำงานที่โอเรียนเต็ล ในปี 1990 ตอนนั้นยังไม่มีห้องอาหารจีน ผมจำได้ว่าผมต้องเอาสลัดผักออร์แกนิกจากแคลิฟอร์เนียมาที่เมืองไทย ตอนนั้นยังไม่มี แต่เดี๋ยวนี้เราไปซูเปอร์มาเก็ตก็มีแล้ว ไม่น่าเชื่อเลย”

(ซ้าย) คุณเคนกับคุณแม่ (ขวา) ครอบครัวคุณเคนที่ย้ายมาอยู่ที่อเมริกา

เข้าสู่โลกของอาหารและการครัว

คุณเคนเป็นลูกครึ่งจีนที่เกิดในอเมริกา มีคุณพ่อเป็นทหารและได้ไปพบรักกับคุณแม่ที่เมืองจีน แล้วพาคุณแม่มาอยู่ที่อเมริกา

“พ่อเสียชีวิตหลังจากที่ผมเกิดได้ 8 เดือน น่าเศร้ามาก แม่ก็ไม่มีงานทำ พูดภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ แม่มาจากครอบครัวที่มีฐานะแต่แม่ก็สูญเสียทุกอย่าง ครั้งแรกหลังสงครามต่อมาก็ในยุคคอมมิวนิสต์ แม่อยู่ด้วยเงินจากประกันชีวิตของพ่อที่เคยเป็นทหาร และต้องทำงานในโรงงานด้วย ผมเติบโตมาอย่างยากจนมาก ตอนเด็ก ๆ ผมผอมมาก เมื่อไปโรงเรียนเขานึกว่าผมป่วย นึกว่ามีพยาธิในกระเพาะ (หัวเราะ)”

“เมื่ออายุ 9 ขวบ ผมรู้วิธีการไปดาวน์ทาวน์แล้ว ขึ้นรถเมล์เป็น ผมรู้ว่าแม่เก็บเหรียญไว้ในกระเป๋า ผมก็หยิบมาจ่ายค่ารถเมล์ พอไปห้างสรรพสินค้าผมก็หยิบของมา ว้าว! ทำไมมันง่ายจังเลย แล้วก็แน่นอน ถูกจับ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมยังเด็กมาก ลุงกับแม่ไปที่สถานีตำรวจ ไปประกันตัวผมออกมา แม่กลับมาบ้าน หลังจากทำอาหารให้ผมแล้วแม่ก็ไปนั่งที่มุมห้องแล้วร้องไห้ตั้งแต่หกโมงเย็นถึง 5 ทุ่ม แม่ทำอย่างนั้นอยู่ถึง 2 อาทิตย์”

“แม่บอกว่า ถ้าไม่อยากให้แม่ร้องไห้อีกก็ต้องบอกว่า เสียใจ ผมคุกเข่าลงแล้วยกน้ำชาให้แม่ ถ้าแม่รับน้ำชาจากเรา แสดงว่าแม่ยกโทษให้แล้ว ตอนนั้นทุกคนทั้งไชน่าทาวน์มาดูกันหมด หลังจากนั้นผมก็ไม่ขโมยของอีกเลย ลุงบอกว่าถ้าเคนอยากได้เงินเอาไว้ซื้อของ ให้มาทำงานที่ร้านอาหารของเขาในไชน่าทาวน์ ที่ชิคาโก เขามีชื่อเสียงมากและเป็นเหมือนพ่อบุญธรรมของผม สอนการทำอาหารและการทำธุรกิจ ผมได้เรียนรู้จากเขาเยอะมาก และเขามีรสนิยมดี ในช่วง 1960 คนยังไม่ได้เดินทางมาก เขาเดินทางจากชิคาโกไปไต้หวัน ฮ่องกง ไปเอาเชฟมา ร้านอาหารถึงประสบความสำเร็จมาก”

“ผมทำงานอยู่ในครัว 4-5 ปี เวลาโรงเรียนปิด วันหยุด หลังเลิกเรียนก็ไปทำงานถึงเที่ยงคืน หลังจากที่ทำงานหนักมาก ลุงก็ให้เงินผมมากขึ้น แม่ก็ถามลุงว่าเคนทำงานดีมั้ย ลุงบอกว่า ดีสิ ให้เงินผมมากขึ้นด้วย ผมให้ซองเงินแม่ทุกเดือนนะแต่ผมดึงส่วนที่ลุงให้เพิ่มออก (หัวเราะ) แล้วผมก็ถูกจับได้อีกครั้ง”

คุณเคนเล่าถึงชีวิตจอมแก่นวัยเด็กอย่างสนุกสนานแม้จะเป็นช่วงที่ลำบากที่สุดในชีวิตของเขา
คุณเคนขณะชื่นชมผลงานที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ

ออกผจญภัยในโลกกกว้าง

ชีวิตของเขาเริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางการทำอาหารระดับอินเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

“ผมตัดสินใจไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่แคลิฟอร์เนียเพราะชิคาโกมันหนาวมาก ตอนนั้นใคร ๆ ก็พูดถึงแคลิฟอร์เนียที่อบอุ่น ผมไปเรียนที่ University of California, Berkeley แม่ก็ยังอยู่ที่ชิคาโกเพราะแม่คุ้นเคยกับสังคมที่นั่น และมีเพื่อนที่รู้จัก แม่ชอบเล่นมาจง เคยเล่นจนถึงตี 4 และแม่ทำติ่มซำขายด้วย”

ในช่วงเวลานี้เขาสอนการทำอาหารอิตาเลียนช่วงวีคเอนด์ เพื่อหาเงินเรียนหนังสือและนำไปสู่การสอนทำอาหารจีนที่ California culinary Academy ที่ซาน ฟรานซิสโก ในปี 1977 ทำให้เขามีชื่อเสียงนำไปสู่การออกรายการทีวีของบีบีซีต่อมา หลังจากที่บีบีซีใช้เวลานานถึง 2 ปีในการหาผู้เชี่ยวชาญมาออกรายการทีวี และสร้างชื่อเสียงให้คุณเคนอย่างที่สุดจนนำเขาเข้าสูงวงการอาหารระดับนานาชาติ

“การสอนเป็นสิ่งที่ผมรักที่จะทำ นั่นเป็นเหตุที่บีบีซีจ้างผม ต้นปี 1980 เขาใช้เวลา 2 ปี ในการมองหาเชฟจีน หาไปทั่วทั้งไต้หวัน ฮ่องกง นิวยอร์ค และมีคนแนะนำผม ปี 1983 ผมไปออดิชั่น ผมไม่เคยออกรายการทีวีมาก่อน แต่สิ่งที่เขาพูดมันน่าสนใจมาก ผมก็ตื่นเต้น ประหม่ามาก เขาบอกว่า เมื่อคุณเริ่มทำอาหารและอธิบาย คุณดูมีชีวิตชีวามาก เพราะผมเคยเป็นครูมาก่อน”

“ปี 1984 ผมมีรายการทีวีบีบีซี ซีรีส์เป็นครั้งแรก (Ken Hom’s Chinese Cookery) ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จมาก เพราะคิดว่าคนอังกฤษคงไม่รู้จักอาหารจีน แต่ปรากฏว่าประสบความสำเร็จมากอย่างไม่คาดคิด และเป็นซีรีส์อันดับหนึ่งถึง 26 อาทิตย์ และพิมพ์หนังสืออีก 350,000 เล่ม เป็นหนังสือที่ประสบความสำเร็จสูงสุดที่บีบีซีเคยมีมาก่อน ทำให้ผมมีชื่อเสียงมาก ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ก็ยังมีพิมพ์จำหน่ายอยู่ เกือบ 40 ปีแล้ว”

“การทำรายการทีวีนั้นไม่ง่ายเลย เขาบอกว่าคนชอบผม เรทติ้งของบีบีซี พุ่งขึ้นสูงมาก เราพูดถึงช่วง 1984 เวลาทุ่มครึ่ง มีคนดูกว่า 4 ล้านคน นับว่าเยอะมาก ปรกติได้แค่ล้านคน หลังจากนั้นอีกสิบปี ผมมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เป็นธรรมชาติมากขึ้น ผมก็ทำซีรีส์ 2 ก็ประสบความสำเร็จเหมือนซีรีส์แรก”

คุณเคนกับโทนี่ แบลร์

สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก

ในช่วงเวลานั้นนับว่าเขามีชื่อเสียงโด่งดังมา ไม่ว่าเขาจะไปปรากฎกายที่ไหนก็มีแต่คนเข้ามาทักทาย ขอถ่ายรูปด้วย

“ปี 1986 ผมได้รับการติดต่อจาก 20 บริษัท ให้ทำกระทะ มันน่าสนใจมาก ผมมีสัญชาติญาณที่ดี ผมอาจจะได้เรียนรู้มาจากลุง ทั้ง 20 บริษัทมีเพียงบริษัทเดียวที่ตกลงทำตามสัญญาของผมที่ผมจะต้องเป็นผู้ควบคุมเองทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบ การทดสอบ การยอมรับ ทุกสิ่งอย่าง คนอื่นแค่อยากจะใช้ชื่อของผมใส่ลงไปในผลิตภัณฑ์ แต่ผมไม่ตกลง และผมก็ตัดสินใจถูก กระทะของผมขายใน 72 ประเทศ รวมทั้งเมืองไทยด้วย จนถึงปัจจุบันขายไป 8 ล้านชิ้น”

“ใน UK เขาบอกว่า ทุก ๆ 6 ใน 8 บ้าน ต้องมีกระทะของผม”

เขาหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ แล้วเผยถึงจุดเด่นของ Ken Hom Wok คือ วัสดุและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“ทำไมถึงขายดี เพราะมันเวิร์ค เวลาผมไปสาธิต มีคนมาบอกผมว่า เคน ฉันใช้กระทะของคุณมาร่วม 30 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่ นั่นคือการโฆษณาที่ดีที่สุด เราเพิ่งฉลอง 30 ปี ของ Ken Hom Wok เป็นเพราะผมทำตามสัญชาติญาณของผม ผมอยากให้มันมีคุณค่าสมราคา ซึ่งสำหรับผมมันสำคัญมาก ถ้ามีเพื่อนบอกว่า ผมซื้อแก้วนี้เพราะเป็นแก้วที่ดี คุณก็จะเชื่อเพื่อนมากกว่าโฆษณา และผมต้องการควบคุมทุกอย่าง ผมไม่อยากให้เขาเพียงแค่โฆษณาทางทีวี ผมบินจากแคลิฟอร์เนียไปลอนดอน ไปปรากฏตัวในที่สาธารณะ อยากพบกับคนที่ใช้กระทะ และอยากรู้ปัญหาจากเขาว่า อะไรบ้างที่เขายังไม่รู้ เมื่อได้คำตอบกลับมา ผมก็ใช้เป็นข้อมูลในการเขียนหนังสือเล่มต่อไป เพราะสาธารณชนสอนผม”

“ผมรู้วิธีการทำอาหาร แต่เขาไม่รู้ มันคืออะไรที่ผมยังไม่ได้อธิบายให้เขารู้ อะไรที่เขายังไม่เข้าใจ เมื่อเขากลับไปบ้านแล้วทำตามที่ผมแนะนำ เขาก็ไปบอกต่อกับอีกสิบคน ว่าเขาใช้ Ken Hom Wok”

“Bang!” เขาหัวเราะอย่างมีความสุขในเทคนิคการตลาดของเขาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง

“เมื่อคุณออกทีวี มีคนหลายคนที่จำเราได้ เหตุผลง่าย ๆ ก็เพราะ เขาดูทีวีอยู่ที่บ้าน ไม่เหมือนภาพยนตร์ที่ต้องไปดูในโรงหนัง เหตุผลหนึ่งที่ผมไม่อยู่อังกฤษ เพราะไปไหนก็มีแต่คนทัก ขอลายเซ็น ขอถ่ายรูปด้วย แม้กระทั่งไปสนามบิน ผมก็ไม่ว่าอะไรนะ แต่บางทีมันก็ไม่มีความเป็นส่วนตัว”

คุณเคนกับกระทะ Ken Hom Wok

กระทบไหล่คนดังระดับโลก

เมื่อเขาสร้างชื่อเสียงขึ้นมาในฐานะเชฟอาหารจีนและเอเชีย เขาจึงได้รับเชิญให้ไปปรุงอาหารให้กับผู้มีชื่อเสียงระดับชาติมากมาย ตั้งแต่ ‘เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์’ ไปจนถึงผู้นำประเทศ เซเลบริตี้และดาราชื่อดังก้องโลก เมื่อให้เขาเลือก 3 คนดังที่เขาประทับใจมากที่สุด เขายกตำแหน่งให้กับ โทนี่ แบลร์, เอเลน โดมินิก พาเลน และ ทีน่า เทอร์เนอร์

“แม่มักจะพูดว่าลูกควรจะหางานทำที่เป็นงานจริง ๆ ไม่ใช่การทำอาหาร อาจจะเป็นหมอฟันหรืออะไรก็ได้ที่ทำเงิน เมื่อผมได้รับเชิญให้ไปทำอาหารให้ประธานาธิบดีจางเจ๋อหมิน ประธานาธิบดีจีนคนแรกที่ไปเยือนอังกฤษ ที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวน์นิ่ง วันรุ่งขึ้นผมได้ขึ้นหน้าหนึ่งของสื่อจีนทั่วโลก ได้ถ่ายรูปกับประธานาธิบดีจีนด้วย”

คุณเคนและเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์

“ปี 1998 นายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ เรียกให้ผมไปทำอาหารให้ในการประชุมอาเซียน ซัมมิท ตอนนั้นมี 10 ประเทศอาเซียนรวมไทยด้วย และ 12 ประเทศจากยุโรป มันยุ่งมาก เพราะมีทั้งคนที่ไม่กินหมู คนนั้นไม่ชอบนั่นนี่ ผมครีเอทเมนูปลา ซึ่งคนส่วนมากชอบแน่ ๆ แล้วห่อใน rice paper แล้วทอด ปรุงรสด้วยเอเซียน เฮิร์บ ทุกคนชอบมาก นายกฯเขียนจดหมายมาบอกว่า ว้าว ประสบความสำเร็จมาก ทุกคนชอบมาก ผมตอบกลับไป และเชิญไปเที่ยวที่บ้านผมที่ฝรั่งเศสหากมีโอกาส คิดว่าเขาคงไม่ตอบกลับมา แต่เขาตอบว่าอยากไป (หัวเราะ)”

“เผอิญซัมเมอร์ปี 1998 มีปัญหาที่ไอร์แลนด์เหนือ นายกฯมาไม่ได้ แต่ภรรยากับลูกมา เขามาปีต่อไป บ้านผมอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ วันนั้นมีปาปารัสซี่ 65 คนมาถ่ายรูป (หัวเราะ) และเรากลายเป็นเพื่อนกัน ประธานาธิบดีจีนคนต่อมา มาเยือนอังกฤษ เขาก็ให้ผมไปทำอาหารให้อีกที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวน์นิ่ง ซึ่งเล็กมาก เลี้ยง 7 คน มีคนดัง ๆ เช่น รูเบิร์ต เมอร์ดอก นักธุรกิจชั้นนำ ที่อยากทำธุรกิจกับจีน และคนอื่น ๆ อีกเยอะเลย”

“ผมไม่ได้แคร์ที่ความมีชื่อเสียงของเซเลบ ถ้าผมไม่ชอบเขา ผมก็ไม่ทำให้กิน สิ่งแรก คือ ผมต้องชอบเขาก่อน เพราะการทำอาหารก็เป็นการ Giving และมันยากที่จะให้อย่างเสแสร้ง ผมอยากให้คนมีความสุขกับตัวเอง ผมไม่ได้ดูคนที่ความมีชื่อเสียง แต่ดูที่ความเป็นคน ที่ผมอยากจะเอาใจ อยากให้เขามีความสุข”

“ผมได้ทำอาหารให้คนดัง ๆ มากมาย เช่น เอลตัน จอห์น ที่ผมภูมิใจมากที่สุด คือ โทนี แบลร์ เพราะเขาชอบเรื่องอาหารมาก เขาบอกว่า เขาดูซีรีส์แรกของผมตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย”

“เอเลน โดมินิก พาเลน แห่ง ริชมอนด์ กรุ๊ป Alain-Dominique Perrin เขาเป็นเพื่อนบ้านที่ฝรั่งเศส ก็เลยรู้จักกัน เขาชอบเรื่องอาหารมาก และทีน่า เทอร์เนอร์ พบกันในงานวันเกิด 60 ปี ของเอเลน โดมินิก ที่ปารีส ปิดมิวเซียมเลย เขาเชิญผมกับแดเนียลด้วย ในงานมี นายกฯ 8 คน รัฐมนตรี ดารามากมาย เขาบอกว่าทีน่าจะมา และมาเชิญเราให้ไปรู้จักกับทีน่า เอเลนแนะนำว่าเชฟเคน อยากทำอาหารให้คุณ แล้วก็นัดวันกัน”

“จากปารีสเราซื้อของเสร็จแล้วไปที่แอร์พอร์ตส่วนตัว เอเลนพาขึ้นไพรเวท เจ็ท พร้อมกับกับข้าวที่เราไปจ่ายตลาดมา มีเป็ดด้วย เพื่อไปพบทีน่า เทอร์เนอร์ กับสามี เธอน่ารักมาก เธอชอบอาหาร ตอนนั้น 15-20 ปีมาแล้ว เธอสวยมาก โดยเฉพาะขายาวเพรียว เธอบอกว่า Delicious Darling หลังจากนั้นผมไปหาแม่ที่ชิคาโก แม่บอกว่า บางทีลูกอาจจะไม่ต้องเลิกทำอาหารก็ได้นะ เพราะมันเป็นงานที่ดี (หัวเราะ) ท้ายที่สุด แม่ก็เห็นด้วยกับอาชีพของผม”

คุณเคนเผยว่าเขานับถือศาสนาพุทธตามแบบคุณแม่

ดูแลแม่อย่างดีที่สุด

“หลังจากที่ผมทำเงินได้แล้ว ผมบอกแม่ให้หยุดทำงาน และส่งเงินให้แม่ทุกเดือน ซึ่งแม่ไม่ยอมใช้เงินเลย กลับเก็บให้ผม จนผมต้องบอกว่าไม่ต้องเก็บให้ผม แม่ชอบบินไปฮ่องกงกับญาติ ผมซื้อตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่งให้เลย แต่แม่เอาไปเปลี่ยนเป็นชั้นประหยัด เอาเงินออกมาเก็บอีก ผมต้องบอกแม่ว่าอย่าทำอย่างนั้น แล้วให้พักที่เพนนินซูล่า แม่ก็ไม่ยอม จะไปอยู่กับญาติ นี่คือแม่ของผม

“ผมดูแลแม่ดีมาก จำได้ว่าตอนแม่อายุ 80 ผมบอกว่าจะจัดงานวันเกิดให้ มีเพื่อนมา 280 คน แม่ปอบปูล่าร์มากในไชน่าทาวน์เมื่อแม่เสียชีวิต มีคนมาร่วมงานเยอะมาก เกือบ 300 คน เพราะแม่เป็นคนใจดี มีเมตตา ถ้ามีเงินก็จะซื้อของไปแจกให้คนอื่น หวังว่าผมจะได้เรียนรู้สิ่งนี้จากแม่”

ทำการกุศลตอบแทนสังคม

เขายึดถือคำสอนของที่ว่า เมื่อมีแล้วก็ต้องคืนให้กับสังคม มาจนถึงทุกวันนี้

“ผมให้คืนกับทุก ๆ ประเทศที่ผมไปอยู่ แม่สอนผมว่า Give Back เพราะเมื่อคุณให้ผู้อื่น คุณจะได้รับกลับมาสิบเท่า สิ่งที่ผมชอบในชีวิตผมคือ การทำการกุศล”

ตั้งแต่ปี 2008 เขาเป็นทูตให้กับ Action Against Hunger ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลเพื่อมนุษยชนที่ทำงานในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก มีวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือครอบครัวในการให้อาหารเด็ก ปี 2010 เขาพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เมื่อรักษาหายแล้วเขาได้เป็นทูตให้กับ Prostate Cancer UK ช่วยสร้างการตระหนักรู้ในโรคนี้แต่เนิ่น ๆ

“โชคดีที่ผมพบเร็ว ก็ไม่ต้องให้คีโม ฉะนั้นการพบเร็วจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ผู้ชายหลัง 55 ปี ควรไปเช็คอัพ เราต้องดูแลสุขภาพของเรา และที่สำคัญเราต้องมีความสนุกด้วย ผมพบว่าเป็นโรคนี้ที่กรุงเทพฯ แล้วไปรักษาที่ญี่ปุ่น ด้วยวิธี Proton Radiation Therapy ใช้เวลา 2 นาที ข้างละวัน ทำ 37 ครั้ง ไม่รู้สึกอะไรเลย เราทำอะไรได้หมด กิน ดื่ม ไม่มีผลข้างเคียงด้วย ผมได้ไปอยู่ที่โกเบ 2 เดือน คิดดูสิ ได้กินอาหารอร่อย สาเกดี ๆ เยี่ยมมาก เพื่อนบอกว่า ผมทำให้การรักษามะเร็งดูหรูหรา”

เมื่ออยู่ที่เมืองไทย เขาก็ช่วยเหลือมูลนิธิ Soi Dog ที่ให้ความช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดด้วย

“ตอนนี้ผมทำแคมเปญ Against Food Waste ผมเซฟทุกอย่าง ชอบมาก บางทีก็เอาของเหลือมาทำอาหาร ตอนอยู่ฝรั่งเศสก็ไปทำอาหารให้พวก Homeless โดยไม่รู้แต่แรกว่าจะทำอะไร เพราะวัตถุดิบทั้งหมดจะมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต ที่หมดอายุ ดูไม่สวยแล้ว เราก็ต้องเอามาสร้างสรรค์ มันท้าทายความเป็นเชฟมาก ผมดู ๆ แล้วก็ทำอาหารสำหรับ 90 คน ผมชอบความท้าทายมาก”

หนังสือที่คุณเคนเขียนได้รับการแปลมาแล้ว 19 ภาษา และกำลังจะมีภาษาไทยให้ติดตามเร็ว ๆ นี้

หนังสือเล่มใหม่ในภาษาไทย

“ผมเขียนหนังสือมา 38 เล่มแล้ว และแปลไป 19 ภาษา ในไม่ช้านี้ก็จะมีแปลเป็นภาษาไทยด้วย My Stir – Fried Life เป็นเล่มแรก ผมภูมิใจมาก เพราะผมจะได้แชร์กับเชฟรุ่นใหม่ และจะเป็นแรงบันดาลใจ จะมีสูตรอาหาร และเส้นทางการเดินทางในชีวิตของผม ตั้งแต่เริ่มแลก และสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ และอยากจะแชร์ ให้ทุกคนได้อ่าน ใช้ชื่อว่า ‘ชีวิตกระทะ วาทะตะหลิว’ เป็นเรื่องราวของคนที่มาจากครอบครัวยากจน เริ่มทำอาหารจนมีชื่อเสียง ได้พบผู้คนที่มีชื่อเสียงมากมาย เป็นการมองย้อนหลังไปบนเส้นทางชีวิตของผม แต่ละบท ตอนท้ายก็จะมีสูตรอาหารของผมด้วย”

หนังสือภาษาไทยเล่มแรกของเขานี้ แปลโดย ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ จัดพิมพ์โดย Gallery Publishing ซึ่งคนไทยน่าจะได้อ่านภายในสิ้นปีนี้ และนี่คือเส้นทางการเป็นเชฟตลอดกว่า 40 ปีของเชฟ ‘เคน ฮอม’ และหากใครอยากติดตาม ‘เคล็ดลับการทำอาหารให้อร่อย’ และ ‘คำแนะนำสำหรับเชฟรุ่นใหม่’ สามารถอ่านเพิ่มได้ที่นิตยสาร HELLO! ‘ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2564′ วางแผงแล้ววันนี้ สั่งซื้อออนไลน์ที่ shop.burdathailand.com หรือ Line ID: @hellomagazineth