Home > Celebrity > Exclusive Interviews > เรื่องราวของคู่ชีวิต ‘เชน-พริ้ง บุนนาค’ ผู็ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่กัน

คนในแวดวงจะเรียกผู้หญิงสวยเก๋คนนี้ว่า ‘พริ้ง ปารีส’  เพราะก่อนหน้านี้คุณพริ้งเคยออกแบบรองเท้า และมีร้านรองเท้าของตัวเองชื่อ Pring ในย่าน Marais ที่ปารีส ปกติแล้วคุณเชนและคุณพริ้งใช้ชีวิตที่ปารีสเป็นหลัก แต่เมื่อสองปีที่แล้วทั้งสองคนกลับเมืองไทย หลังจากนั้นไม่นานคุณพริ้งได้ให้กำเนิด ‘น้องติน’ ลูกชายคนแรก ในช่วงที่โควิดเริ่มแพร่ระบาด การล็อกดาวน์เริ่มขึ้น ชีวิตภายนอกหยุดชะงัก แต่ชีวิตอีกด้านหนึ่งของทั้งสองก็เริ่มต้นขึ้นอย่างไม่คาดคิดเหมือนกัน จนถึงวันนี้สองปีผ่านไปแล้ว  ชีวิตเปลี่ยนไป ทั้งสองก็ยังไม่ได้กลับปารีสอีกเลย 

Chariot of the Sun

น้องตินครบสองขวบพอดี พร้อมรอยยิ้มที่ช่างละลายหัวใจ และคงจะไม่รู้ว่า เขาคือแรงบันดาลใจเบื้องหลังหนังสือ Chariot of the Sun หนังสือเล่มแรกในชีวิตของ พ่อเชน บุนนาค “ตอนปี 2020 เรากลับมาจากฝรั่งเศส พริ้งมาคลอดลูกที่นี่ แล้วก็มีโควิด มีล็อกดาวน์ ลูกเพิ่งเกิด เราไม่ได้ออกไปไหนเลย ไม่ค่อยมีอะไรทำ  สิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ก็คือ มือหนึ่งอุ้มลูก อีกมือหนึ่งจิ้มดีด (พิมพ์ด้วยนิ้วเดียว) ตอนนั้นผมคิดว่า เออผมมีลูกแล้วนะ แล้วเราก็คิดกันว่าอยากให้ชื่อลูกมี ต เต่า เหมือนพ่อของผม เหมือนลุง เหมือนบรรพบุรุษของเรา (ติ๋ว เตช ตุลย์ ต่อม โต) แล้วผมก็นึกถึงครอบครัว นึกถึงการเป็นพ่อ  นึกถึงการส่งต่อความรู้ให้ลูก แล้วก็เริ่มคิดว่า ผมรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับครอบครัว และย้อนไปในแต่ละเจเนอเรชั่นของเรา ผมรู้ชื่อของหลายท่าน แต่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับท่านเหล่านั้นเลย

“ผมก็เลยเริ่มจดบันทึกสนุกๆ แล้วก็ต้องเริ่มหาข้อมูลเพิ่ม โทร.ถามญาติๆ บางทีก็วุ่นมาก เพราะเปิดลำโพงมือถือคุยกัน ลูกก็ร้อง พอยิ่งทำก็ยิ่งหมกมุ่นกับมัน เพราะแต่ละรุ่น แต่ละสมัย สู่อีกสมัยหนึ่ง มันก็มีการเปลี่ยนแปลง แล้วผมก็ตื่นเต้นไปกับเรื่องราวที่ซับซ้อนและมีสีสันมาก เริ่มจาก เชคอาหมัด ที่มาจากเปอร์เชียเลย”

สายสกุลบุนนาคน่าจะเป็นสายสกุลเดียวที่สามารถสืบค้นไปถึงต้นกำเนิดได้ไกลไปถึง 500 ปีที่แล้ว ซึ่งก็คือ เชคอาหมัด (ในหลักฐานทั่วไปจะเขียนว่า ท่านเฉกอาหมัด ) ซึ่งมาจากเปอร์เซีย และรับราชการตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและพระเจ้าปราสาททองแห่งอยุธยา สืบสกุลกันมาจนกระทั่ง รัชกาลที่ 6  พระราชทานนามสกุล บุนนาค ซึ่งปัจจุบันก็เป็นสายสกุลใหญ่ มีสมาชิกแตกไปหลายสาย และมีผู้ร่วมสกุลมากมาย 

สำหรับคุณเชน บุนนาค นั้น เป็นลูกชายของ ‘คุณติ๋ว บุนนาค’ น้องชาย ‘คุณเตช บุนนาค’ เลขาธิการสภากาชาดไทยคนปัจจุบัน และมีคุณแม่เป็นชาวอังกฤษ คุณปู่คุณย่าคือ ‘คุณตุลย์ และคุณจันทร์แจ่ม บุนนาค’

คุณติ๋ว บุนนาค ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในต่างประเทศ คุณเชนจึงเกิดที่อังกฤษและใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่กรีซเขาจบการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์จาก University of Edinburgh ที่สกอตแลนด์ “ตอนเด็กๆ ช่วงปิดเทอมผมก็มาเยี่ยมคุณปู่ คุณย่าบ้าง แต่มาบ่อยหลังอายุ 30 ตอนที่คุณย่าป่วย ผมก็มาดูแลคุณย่าจันทร์แจ่ม  กับคุณย่าและคุณปู่ผมค่อนข้างสนิทและได้ใช้เวลาดีๆ ด้วยกันเยอะ  โดยเฉพาะคุณย่าเป็นคนใจดีมาก ชอบแสดงออก  เราชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน ปิดเทอมก็ชอบมาอยู่กับย่าสองสามอาทิตย์ และย่าแจ่มก็อาจเป็นคนถ่ายทอดความชอบทางวรรณกรรมให้ผม เพราะย่าเป็นคนแปล ปริศนา แปล สี่แผ่นดิน เป็นภาษาอังกฤษ เป็นหนอนหนังสือเหมือนกัน  แต่ผมก็เสียดาย  ผมเพิ่งมีโอกาสได้อ่านหนังสือของย่า ซึ่งให้แรงบันดาลใจมาก เสียดายว่าตอนคุณย่ายังอยู่ เราไม่เคยคุยกันเรื่องนี้ ผมเลยพลาดโอกาสได้คุยกับย่าเรื่องนี้ ถ้าได้คุยคงสนุก  คุณย่าถ่อมตัวด้วย ไม่เคยบอกว่าย่าทำอะไรบ้าง”

“พ่อเคยพูดถึงครอบครัวที่เมืองไทยอยู่บ้างแต่ไม่เยอะ ถ้าเยอะผมคงไม่ได้เขียนหนังสือ แต่เผอิญพ่อให้ Space เรา ให้เราได้สำรวจหาแพสชั่นของตัวเอง ตอนช่วงแรกๆ ไม่ได้คิดว่าจะเขียนออกมาเป็นหนังสือ ผมแค่อยากรู้ให้มากที่สุด ผมอ่านหนังสือเยอะมากเพื่อเก็บข้อมูล อ่านแม้กระทั่ง ขุนข้างขุนแผน เพื่อที่จะเข้าใจวัฒนธรรมไทยมากขึ้น

ตอนตัดสินใจเขียนเป็นเล่ม ก็มีข้อมูลค่อนข้างพร้อมเพราะค้นหาข้อมูลเยอะมากในช่วงปี 2020 ต้องศึกษา Family tree  และช่วงวันเวลาต่างๆ ผมหาข้อมูลเป็นปี และลงมือเขียนเล่มนี้อยู่สี่เดือน ขัดเกลาอีกสี่เดือน เวลาผ่านไปเร็วมาก แต่มันก็แปลกดี เหมือน อยู่ๆ หนังสือมันก็สำเร็จปรากฏขึ้นมา แล้วมันก็เป็นหนังสือเล่มแรกของผม” 

Chariot of the Sun คือราชรถของพระอาทิตย์ พาหนะของอะพอลโลเทพเจ้ากรีก หรือที่เรียกกันว่า สุริยมณฑล อันเป็นตราประจำตัวเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ที่ได้รับพระราชทานมาและต่อมาคนสำคัญที่ได้สัญลักษณ์นี้ คือ ช่วง บุนนาค หรือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ก่อนที่จะส่งต่อไปถึง เจ้าพระยาสุรวงษ์วัฒนศักดิ์ (โต บุนนาค ผู้อุทิศที่ดินเพื่อสร้างถนนสุริวงศ์ และเป็นหลานทวดของ ดิศ บุนนาค) สุริยมณฑล เป็นตราประจำสายสกุลบุนนาคจนถึงปัจจุบัน และเรื่องราวในเล่ม คือประวัติศาสตร์ของสกุลบุนนาค และผู้คนที่มีสีสันในมุมมองของคุณเชน 

“อีกความหมายหนึ่งสำหรับผมคือ The passage of time เรื่องราวของเวลาที่ล่วงไปของครอบครัวครอบครัวหนึ่ง”

ที่ผ่านมา คุณเชนเป็นศิลปินถ่ายภาพ และนักทำหนัง เขาเล่าเรื่องผ่านภาพ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือ  แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะในสายเลือดคงจะมีพรสวรรค์ด้านนี้ไหลเลี้ยงอยู่ “คุณย่าเป็นนักแปล พ่อเองก็เขียนหนังสือเหมือนกัน  พ่อเขียนนิยาย เขียนเรื่องสั้น  เรื่องล่าสุดคือ Curtain of Rain พ่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษและใช้ชื่อ Tew Bunnag คุณตาของพ่อก็เป็นนักแปลเหมือนกัน ท่านแปลงานทางด้านประวัติศาสตร์ ก็เหมือนเราทำงานทางด้านนี้กันมาสี่เจเนอเรชั่นเลย ผมก็เลยรู้สึกเหมือนเราได้สานต่อการเขียนหนังสือ ตอนเขียนเสร็จผมก็ส่งหนังสือให้พ่อและลุงเตชอ่าน เพราะตอนเขียนเล่มนี้ก็ถามพ่อและลุงเตชเยอะเลย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าพ่อเชื่อหรือเปล่าว่าผมจะเขียนหนังสือ ผมส่งหนังสือไปให้พ่อแล้วก็คิดว่า คงอีกนานแน่กว่าพ่อจะอ่าน แต่พ่อโทร.กลับมาเร็วมาก และบอกว่า ตอนแรกก็เปิดดูกะว่าจะเปิดดูผ่านๆเร็วๆ แต่กลายเป็นว่า พ่อหยุดอ่านไม่ได้และอยากจะคุยกับผม พ่อบอกว่า It’s magnificent. มันเลิศมาก ผมซึ้งใจมาก 

“แล้วพ่อก็บอกว่าพ่อภูมิใจในตัวผมมากๆ แล้วเราทั้งสองคนก็ร้องไห้กัน  ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น แล้วต่างคนต่างพูดอะไรไม่ออก สองปีที่ผ่านมาพ่ออยู่ที่สเปน ยังไม่ได้เห็นหน้าหลาน ผมว่าพ่อคงคิดถึงประเทศไทย และตอนนี้พ่อกำลังเขียนนิยายที่มีธีมที่เกี่ยวกับประเทศไทยด้วย หนังสือเล่มนี้นอกจากเกี่ยวกับประเทศไทยที่พ่อคิดถึงแล้วมันก็ยังเกี่ยวกับครอบครัวด้วย พ่อเลยมีความรู้สึกร่วมด้วยมากๆ แล้วการที่ได้รู้ว่า ผมทำได้ดีในสายตาของพ่อและพ่อภูมิใจกับมัน ผมตื้นตันมาก (It’s really moving.) และการที่พ่อพูดกับผมแบบนั้นมันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตผมมาก”

เชน และพริ้ง 

คุณเชนและคุณพริ้งน่าจะเจอกันมานานแล้ว แต่โชคชะตาก็นำพาให้มาพบกันเมื่อไม่นานมานี้  ก่อนหน้านั้น คุณเชนอยู่ที่อังกฤษ ส่วนคุณพริ้งอยู่ที่ปารีส และทั้งสองคนก็มีชีวิตอีกส่วนหนึ่งที่เมืองไทย

คุณเชนเล่าว่า “ผมเห็นเธอที่แกลเลอรี่แสดงงานศิลปะ ตอนทำงานด้วยกันในโปรเจกต์หนึ่ง แล้วก็เคยอ่านงานเขียนของเธอในบางกอกโพสต์ ยังคิดว่า อะไรกัน สาวไทยในปารีสมาเขียนลงบางกอกโพสต์ด้วย ที่ตลกคือ เรารู้จักคนคนเดียวกันเยอะมาก มีเพื่อนกลุ่มเดียวกันเยอะมาก แต่ไม่มีใครเคยแนะนำให้เรารู้จักกันเลย อย่างป้าพัฒศรี บุนนาค ป้าที่ผมสนิทด้วยก็ชอบพริ้งมาก”

ส่วนคุณพริ้งก็บอกว่า “เชนไม่เหมือนใคร พริ้งชอบความลึกซึ้งของความคิดของเชน แล้วเขาก็มีอิสระในความคิด ไม่เชื่อใครง่ายๆ ซึ่งก็เป็นทั้งข้อดีและข้อไม่ดี แล้วเขาก็น่าสนใจ มีคนถามว่า อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง แล้วคุยอะไรกัน เออ ไม่รู้สิ  เพราะเราก็มีเรื่องคุยกันไม่รู้จบ เราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทำงานก็ทำที่บ้านทั้งคู่ เลี้ยงลูกก็เลี้ยงด้วยกัน  ก็ยังสามารถอยู่ด้วยกันได้ และมีเรื่องคุยสนุกกันตลอดเวลา” 

Sucette: วิญญาณเสรีของพริ้งและไหมไทย

ที่จริงแล้วคุณพริ้งมีความสามารถหลายอย่าง เธอเขียนหนังสือระดับมืออาชีพ เธอเป็นภัณฑารักษ์งานศิลปะ แต่ที่โดดเด่น สะท้อนตัวตนของคุณพริ้งมากที่สุดน่าจะเป็นงานแฟชั่น ที่ผ่านมาคุณพริ้งออกแบบรองเท้า และในช่วงโควิดที่ต้องอยู่เมืองไทย เธอออกแบบรองเท้าแฮนด์เมด โดยใช้ผ้าไหมไทย มีส้นพิเศษเป็นไม้กลึง และใช้ชื่อแบรนด์ว่า Sucette ที่แปลว่าอมยิ้มในภาษาฝรั่งเศส จนวันที่ไปงานเปิดตัวหนังสือ Chariot of the Sun ของคุณเชน ที่พิมพ์โดย River Books คุณพริ้งออกแแบบเดรสให้ตัวเองโดยใช้ซิ่นไหมไทย มัดย้อมแบบชิบูริของญี่ปุ่น แล้วเธอก็รู้สึกและเห็นเส้นทางใหม่ๆของสิ่งที่อยากทำในวันนั้นเลย 

“พริ้งมีไดรฟ์ที่อยากจะทำอะไรที่ผลักวิญญาณของตัวเองออกมาอยู่แล้ว เริ่มจากการทำรองเท้า แต่รู้สึกว่ามันง่ายไป เป็นคนที่ชอบทำอะไรยากๆ พอดีช่างที่ทำรองเท้าเขากลับบ้านที่บุรีรัมย์ไปช่วยพี่สาวเขาทำมัดหมี่ พริ้งชอบพวกผ้าไหมอยู่แล้ว ก็ลองให้ป้าๆ ที่นั่นทอให้ แล้วก็ชอบผ้าไหมที่มันนิ่มๆ หมักโคลนแล้วอบ พอเขาทำได้ก็ชอบเลย สนุก พริ้งชอบนุ่งผ้าซิ่นอยู่แล้ว แล้วก็จะเอามานุ่งเป็นเดรสบ้างอะไรบ้าง ไม่เหมือนชาวบ้าน ไม่ได้นุ่งเรียบร้อยแบบสาวไทยทั่วไป แล้วก็เสียดายความสวยงามของมันด้วย ได้ผ้าซิ่นมาชิ้นนึง ไม่อยากตัดเลย เสียดาย”

“คิดไปคิดมาก็ได้คอนเซปต์ ซิ่น-เดรส (Sin Dress) ใส่ซิ่นเป็นเดรส”

แล้วคุณพริ้งก็ใส่ซิ่นเดรสให้ดู ซิ่นเดรสหนึ่งตัวใส่ได้หลายแบบ หลายโอกาส อยู่เหนือกาลเวลา ไม่มีวันล้าสมัย เธอเล่าถึงเทคนิคการพรินต์ การมัดย้อมต่างๆ การนำเอาใบไม้ดอกไม้มาใส่เข้าไปในลวดลาย “พริ้งเพิ่งไปเจอ ที่เขาเรียกว่า Botanical Print นอกจากเอาลวดลายใบไม้ดอกไม้มา เรายังเอาสีมาได้ด้วย อย่างใบสักเป็นใบไม้เดียวที่มีสีม่วง หรืออย่างใบยูคาลิปตัสก็จะเป็นสีเทา  พริ้งอยากให้ดีไซน์มันมินิมอลมากๆ เหมือนผ้าซิ่นที่คนโบราณเขานุ่งกันง่ายๆ ไม่ต้องพยายามให้มันเป็นอะไร แต่ละชิ้น แต่ละเดรส ก็จะเป็นหนึ่งเดียวในโลก ไม่เหมือนใคร ทุกชิ้นจะเป็นงานฝีมือและทำจากคนในชุมชน”

ระหว่างการถ่ายภาพ ชุดที่คุณพริ้งสวมใส่ คือชุดของเธอ รองเท้าของเธอ ที่เธอออกแบบเองทุกชุดคุณพริ้งสวยเก๋แบบธรรมชาติมากๆ เคลื่อนไหวลื่นไหล แต่ก็มีพลัง ดูคล้ายๆ จะบอกถึงบุคลิกของแบรนด์ซูเสต ได้ชัดเจน  

“สำหรับพริ้ง Sucette ไม่ใช่แบรนด์แฟชั่นจ๋า แต่คือ งานคราฟต์ งานแฮนด์เมด หรืองานศิลปะ ที่สวมใส่ได้ ทุกๆ ชิ้นจะมีเรื่องราว มีความเป็นมา ที่ผู้ใส่สามารถรู้สึกถึงได้ เหมือนได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้ใส่คนนั้นจริงๆ คือเมื่อใส่ Sucette จะรู้สึกได้ถึงความพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นชุดผ้าไหมย้อมมือ หรือรองเท้ามัดหมี่ ซึ่งรับประกันว่าหาที่อื่นในโลกไม่ได้แน่นอน คือโดยส่วนตัว พริ้งมาถึงจุดในชีวิตที่ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ หรือโปรเจกต์อะไรก็ตาม จะต้องสอดคล้องกับค่านิยม และแสดงความเป็นตัวตนของพริ้งจริงๆ 

“จุดประสงค์ของ Sucette คือ ให้โลกสัมผัสได้ว่า งานทำมือ งานแฮนด์เมด โดยช่างไทยล้วนๆ คืองานหรูร่วมสมัยที่ไม่แพ้ใครในโลก และมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร พริ้งว่าผู้หญิง Sucette คือสาวมั่นที่มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์ สนุกกับการแต่งตัว มีสไตล์ส่วนตัวที่ชัดเจนไม่ซ้ำใคร และไม่กลัวที่จะเป็นจุดเด่น ที่จะให้คนมอง รู็ว่าตัวเองต้องการอะไร แต่ขณะเดียวกันคือชอบความสบาย และไม่พยายามเกินไป ทุกๆ ชิ้นของ Sucette ต้องพิเศษ ต้องยูนีก และต้องใส่สบาย คือใส่แล้วรู้สึกดีทั้งนอกและในค่ะ”

แรงบันดาลใจของกัน และกัน

มากกว่าคำว่าใช่ คือการที่ทั้งสองคนต่างเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นง่ายนักกับคู่ไหนๆ ระหว่างคนสองคน มีพลังงานที่เคลื่อนไหว ให้ชีวิตชีวาต่อกันตลอดเวลา คุณเชนพูดถึงคุณพริ้งประโยคแรกว่า “She’s one of a kind ,she’s a force of nature.”

ใช่เลย คุณพริ้งมีหนึ่งเดียว พิเศษ ไม่เหมือนใคร มีพลังตลอดเวลา “เธอมีพลังงานที่พิเศษมาก มีไฟตลอดเวลา มีความคิดสร้างสรรค์มากๆ และแน่นอนเธอสวย ผมรู้สึกโชคดี เราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา และเธอก็เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ สำหรับการทำงานของผม  ชีวิตของผม หลายอย่างเราก็ทำร่วมกันได้ดีมาก เรามีหลายอย่างคล้ายกัน แม้ว่าผมทำงานถ่ายภาพ เขียนหนังสือ พริ้งทำงานแฟชั่น และ Curate งานต่างๆ แต่สิ่งที่เราทำก็มีอะไรที่คล้ายๆ กัน 

“ผมมีลูกตอนอายุ 40 กว่าแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าผมต้องทำยังไงบ้าง แต่มาคิดดู ตั้งแต่เจอพริ้งก็เป็นแบบนี้คือ ได้เผชิญชีวิตที่แปลกใหม่ตลอดเวลา ด้วยความรู้สึกสดใหม่ มีแรงบันดาลใจ มีพลัง มันทำให้ผมรู้สึกโชคดี”

คุณพริ้งกล่าวว่า “อาจเป็นเพราะเราบ้าบิ่นด้วยกันทั้งคู่ ชวนกันทำโน่นนี่ ซื้อบ้านที่ปารีสเหรอ  เอาสิ ย้ายไปอยู่กรีซ อยู่บนภูเขา ในบ้านที่ไม่มีห้องน้ำอยู่ในบ้าน ได้ โอเค พร้อมที่จะผจญภัยกับสิ่งใหม่ๆ ด้วยกันทั้งคู่”

คุณเชนและคุณพริ้งกำลังสนุกและตื่นเต้นกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ต่างกัน คุณเชนกำลังเตรียมเขียนหนังสือเล่มใหม่ที่เกี่ยวกับกรีซแล้ว และแน่นอนคุณพริ้งก็กำลังพาผ้าซิ่นไทยไปให้ไกลทั่วโลก เวทีของเธอคือเวทีโลก และทั้งสองเป็นหัวหน้ากองเชียร์ให้กันและกัน โดยมีน้องตินเป็นแสงตะวันของชีวิต ทำให้นึกถึงตอนหนึ่งในหนังสือ Chariot of the Sun ที่เชนเล่าว่า “ประโยคสุดท้ายที่คุณย่าจันทร์แจ่มพูดกับลูกชาย (พ่อของเชน) ก็คือ สนุกกับความรักนะ พ่อบอกว่าสิ่งที่ย่าพูดก็แล้วแต่ใครจะตีความ สำหรับผม ผมคิดว่า ย่าบอกให้เราสนุกกับชีวิต อย่าจริงจังกับชีวิตเกินไป “Enjoy the ride.”

ติดตามหนังสือ Chariot of the Sun ได้ที่ www.shanebunnag.com และแบรนด์ 
Sucette ได้ที่ www.sucetteofficial.com


ติดตามบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟเพิ่มเติมได้ในนิตยสาร HELLO!

‘ฉบับเดือนพฤษภาคม 2565′ วางแผงแล้ววันนี้⁠

📞 ติดต่อสั่งซื้อโทร 0 2676 8999 ต่อ 217 หรือ 084 079 5678⁠
🛒 สั่งซื้อออนไลน์ที่⁠
shop.burdathailand.com หรือ Line ID: @hellomagazineth

Never miss an update

Subscribe to our newsletter to get the latest updates.

No Thanks
You’re all set

Thank you for your subscription.