ขอแสดงความอาลัยกับการจากไปของบุคคลระดับตำนาน ‘หม่อมปริม บุนนาค’ ล่าสุดแฟนเพจ หอภาพยนตร์ Thai Film Archive เผยแพร่ข้อมูลการจากไปของหม่อมปริม ใจความว่า

“หอภาพยนตร์ขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ หม่อมปริม บุนนาค หม่อมผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล หรือ “เสด็จพระองค์ชายใหญ่” แห่งอัศวินภาพยนตร์แทบทุกเรื่อง เช่น พันท้ายนรสิงห์ (2493) เรือนแพ (2504) จำปูน (2507) เป็ดน้อย (2511) น้ำผึ้งขม (2517) เงาะป่า (2523) ฯลฯ และเคยรับบทเป็นนางเอกภาพยนตร์ด้วยวัยเพียง 16 ปี ในเรื่อง “วันเพ็ญ” ของบริษัทไทยฟิล์ม ที่เสด็จพระองค์ชายใหญ่ทรงกำกับ ออกฉายเมื่อ ปี พ.ศ. 2481 .แม้ปัจจุบัน ภาพยนตร์เรื่อง “วันเพ็ญ” จะมีสถานะหายสาบสูญ แต่หอภาพยนตร์ยังได้อนุรักษ์ภาพนิ่งและสูจิบัตรของภาพยนตร์ รวมทั้งได้เชิญหม่อมปริมมาประทับรอยมือรอยเท้า ณ ลานดารา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เป็นเครื่องระลึกถึงสตรีผู้มีบทบาทสำคัญมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทย”

หม่อมปริม บุนนาค รับรางวัลเรื่องราวยอดนิยมที่สุดในโลกออนไลน์ ในงาน H!List 2019

ซึ่งเมื่อปี 2019 เรื่องราวการสัมภาษร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟถึงเรื่องราวชีวิตของ ‘หม่อมปริม บุนนาค’ เคยได้รับการโหวตจากผู้อ่านจนได้รับรางวัล เรื่องราวยอดนิยมที่สุดในโลกออนไลน์ กับการเปิดประวัติจากนางเอกสู่หม่อมในเสด็จพระองค์ชายใหญ่ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล) ที่ถูกใจชาวเฮลโลสุดๆ ซึ่งมีรายละเอียดังนี้

หากเอ่ยชื่อของ ‘หม่อมปริม บุนนาค’ เด็กสมัยใหม่เป็นต้องสงสัยไม่น้อยเพราะเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูเท่าใดนัก แต่หากเป็นวัยกลางคนขึ้นไปโดยเฉพาะยิ่งเป็นคอภาพยนตร์สมัยก่อนด้วยแล้ว รับรองว่าต้องรู้จักอดีตนางเอกระดับตำนานของเมืองไทยคนนี้เป็นแน่

‘หม่อมปริม บุนนาค’ เป็นธิดาพระยานิพัทธ์กุลพงศ์ (ชิน บุนนาค) กับคุณหญิงเปลื้อง บุนนาค เริ่มเข้าสู่วงการแสดงเมื่ออายุประมาณ 16 ปี โดยได้แสดงภาพยนตร์ไทยเรื่อง “วันเพ็ญ” เป็นภาพยนตร์ขาวดำ 35 มิลลิเมตร กำกับการแสดงโดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล (เสด็จพระองค์ชายใหญ่) ซึ่งประสบความสำเร็จมากสำหรับภาพยนตร์ไทยในสมัยนั้น

“พี่ชายต่างมารดา (คุณชินเล็ก บุนนาค) สบประมาทว่าเราเป็นเด็กกะโปโล จะเป็นนางเอกได้ยังไง ก็เลยแสดงให้ดูซะเลย” หม่อมปริมให้เหตุผลถึงที่มาที่ไปของการรับบทนางเอกตั้งแต่เรื่องแรกที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านการแสดงเลย แต่เพื่อพิสูจน์ความสามารถให้พี่ชาย (คุณชาญ บุนนาค) ที่เป็นผู้กำกับได้เห็นจึงต้องยอมแสดง ซึ่งการเป็นนักแสดงในยุคนั้นแตกต่างจากปัจจุบันมาก

“ทำหนังแต่ละเรื่องเหนื่อยมาก ต้องนอนกลางดินกินกลางหญ้า ไฟดวงใหญ่เท่านี้” สองมือที่กางสุดแขนคือขนาดดวงไฟที่หม่อมปริมใช้บอกเรา “ตอนถ่ายเรื่องนเรศวรมหาราช ต้องเข้าไปอยู่ในป่า ขนแม่ครัว คนสวนไปด้วย ตื่นกันตั้งแต่ตี 4 หนาวก็หนาว ต้องจุดไฟตั้งปี๊บชงกาแฟดำกินแก้หนาว แล้วเกณฑ์ชาวบ้านมาเป็นทหาร ให้ค่าตัวคนละ 10 บาท พอเล่นเสร็จก็เรียงแถวจ่ายเงิน จ่ายปุ๊บหายกลับบ้านกันหมด รุ่งขึ้นต้องไปตามตัวกันมาใหม่ สุดท้ายเลยต้องแจกกระดาษให้มาขึ้นเงินทีหลัง แล้วเปิดแผ่นเสียงเป็นสัญญาณตามมาเข้าฉาก”

หม่อมปริมรับบทเป็นนางเอกในภาพยนตร์เรื่องวันเพ็ญเพียงเรื่องเดียว ต่อมามีแสดงละครการกุศลให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมูลนิธิราชประชาสมาศัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากนั้นปีถัดมาก็ได้สมรสกับเสด็จพระองค์ชายใหญ่ และได้เปลี่ยนจากนักแสดงมาเป็นผู้ช่วยพระองค์แทน

 

จากนางเอกสู่หม่อมในเสด็จพระองค์ชายใหญ่

เสด็จพระองค์ชายใหญ่ทรงประทับใจในหม่อมปริม ทั้งกิริยามารยาทที่เรียบร้อยและหน้าตาที่สวยคมเข้มตามแบบฉบับของชาวเปอร์เซียอันเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลของสายสกุลบุนนาค พระองค์จึงทรงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับหม่อมปริม หญิงสาวผู้มีวัยห่างจากพระองค์ 13 ปีด้วยความเต็มพระทัย

ติดตามอ่านเรื่องราวบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในนิตยสารเฮลโล ปีที่ 10 ฉบับที่ 13 หรือคลิก!!