[bttseo_breadcrumb]

เมื่อพูดถึงวงการไทยดีไซเนอร์แล้วต้องยอมรับเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์ Tube Gallery เสื้อผ้าแบรนด์ดังฝีมือของ 2 ดีไซเนอร์ชาวไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก ผลงานการออกแบบเสื้อผ้าที่หลากหลายมีทั้งแบบ Ready-to-Wear และแบบกึ่งกูตูร์ ซึ่งเนื่องในเดือนมิถุนายน ซึ่งถือว่าเป็น Pride Month ทางนิตยสารเฮลโลได้รับเกียรติจาก 1 ใน 2 ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์อย่าง ‘คุณเต้-ศักดิ์สิทธิ์ พิศาลสุพงศ์’ เปิดบ้านที่ตกแต่งอาคารทรงเหลี่ยมแบบโมเดิร์น 3 อาคารบนเนื้อที่ขนาด 5 ไร่ ซึ่งสร้างเลียบชายหาดอันยาวเหยียดของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้ได้ชมกันแบบเอ๊กซ์คลูซีฟ พร้อมเปิดเรื่องราวอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต ความรัก และกำลังใจเบื้องหลังความสำเร็จในชีวิต

‘คุณเต้-ศักดิ์สิทธิ์ พิศาลสุพงศ์’

รักข้ามขอบฟ้า

คุณเต้ และ ‘คุณแอนดรูว์ เฮิร์ด’ พบกันเมื่อ 18 ปีก่อน ตอนนั้นคุณเต้นำเสื้อผ้าของ Tube Gallery ไปโชว์ในงานแฟชั่นวีคที่ประเทศสิงคโปร์ 

“ปีนั้นคือปี 2003 เป็นครั้งแรกที่ Tube Gallery ไปต่างประเทศ” แฟชั่นดีไซเนอร์หนุ่มไทยบอกกับเรา “เราเจอกันที่บาร์ในสิงคโปร์ แต่ไม่ได้คุยอะไรกันเลย จนผ่านไปสองคืนเราถึงได้เจอกันโดยบังเอิญอีก และครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เราทำความรู้จักกันมากขึ้น ตอนนั้นผมเป็น Regional Director ของบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจสัญชาติอเมริกันขนาดใหญ่ระดับโลก ดูแลภูมิภาคเอเชียอาคเนย์กับฮ่องกง ก่อนจะได้ดูแลภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อินเดียจนถึงญี่ปุ่น และออสเตรเลียไปถึงจีน” คุณแอนดรูว์เล่าความหลังด้วยสีหน้าแช่มชื่น

“แล้วพอผมกลับถึงเมืองไทย แอนดรูว์ก็ส่งจดหมายรักให้ผม” คุณเต้หัวเราะเขิน “เล่าถึงชีวิตเขา หน้าที่การงาน ครอบครัว ทุกอย่าง จากนั้นเราก็เริ่มต้นความสัมพันธ์แบบทางไกล บินหากันทุกๆ สิบวัน ตอนนั้นไข้หวัดซาร์สระบาดหนัก แต่เราก็หาสถานที่นัดเจอกันจนได้ ผมไปหาเขาที่สิงคโปร์บ้าง เขามาหาผมที่กรุงเทพฯ บ้าง หรือไม่ก็ไปประเทศที่ 3 เช่น บาหลี” หนุ่มไทยหันไปทางหนุ่มออสซี่  

หลังจากคบกันปีหนึ่งคุณแอนดรูว์ก็ขอคุณเต้แต่งงาน และในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2547 ทั้งสองก็เข้าพิธี Commitment Ceremony อย่างอบอุ่นที่บ้านในออสเตรเลียโดยมีเพื่อนและครอบครัวเป็นสักขีพยาน ผู้ประกอบพิธีแต่งงานประกาศว่า ทะเบียนสมรสที่ทั้งคู่ลงชื่อ สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในทุกประเทศที่รองรับการแต่งงานของเพศเดียวกัน ซึ่งถ้าหากประเทศไทยรองรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเมื่อไร ทะเบียนสมรสนี้ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน  

หลังแต่งงานคุณแอนดรูว์ย้ายมาปักหลักที่ประเทศไทย เพราะด้วยหน้าที่การงานเอื้อให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนก็ได้ ส่วนคุณเต้นั้นก็กำลังสนุกกับการปลุกปั้นห้องเสื้อที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่นานของตนเอง 

“เราสองคนความคิดคล้ายกัน ทำงานหนักเหมือนกัน ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน และมีค่านิยมเดียวกัน สิ่งสำคัญคือเรารู้ว่าจังหวะไหนที่เหมาะกับการส่งเสริมกันและกัน ผมรักเขาตรงที่เขามีแพสชั่นในทุกอย่างที่ตัวเองทำ มีความปรารถนาที่จะทำทุกอย่างอย่างเต็มความสามารถ เขาไม่เคยใช้ทางลัด เขาจะกัดไม่ปล่อยจนกว่างานจะเสร็จสิ้น”  

พิสูจน์ตัวเอง 

คุณแอนดรูว์เกิด และเติบโตที่เกาะแทสเมเนีย ในยุคที่คำว่า LGBTQ ยังคงเป็นสิ่งต้องห้าม เขาต้องพิสูจน์ตัวเองมาโดยตลอด และเป็นความโชคดีที่เขาได้รับการยอมรับในที่สุด “ผมเติบโตมาในแทสเมเนียยุคเก่าที่เรียกได้ว่าอนุรักษ์นิยมมาก ในเมืองเล็กๆ ที่มีพลเมืองแค่ 4 แสนคนอย่างโฮบาร์ต มันอยู่ใต้สุดของโลก เลยง่ายมากที่จะใช้ชีวิตอยู่ในกรอบ เจริญรอยตามวิถีชีวิตอย่างที่พ่อแม่เคยใช้ และอยู่กับทางตัน โดยไม่สามารถพัฒนาความสามารถของตัวเองต่อไปได้เลย ถ้าจะคิดว่าเป็นคอมฟอร์ตโซนก็ใช่ เพราะทุกคนก็ใช้ชีวิตแบบนั้น 

“แต่เวลาเปลี่ยนทุกอย่างเปลี่ยน ระหว่างที่ผมทำงานอยู่ บริษัทที่ผมทำงานด้วยให้กำลังใจผมมาก เพราะ LGBTQ เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์”

คุณแอนดรูว์ เฮิร์ด กล่าว
คุณแอนดรูว์ เฮิร์ด

“การเป็นเกย์ในสังคมเล็กๆ แบบนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้รับการยอมรับ เป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับวัยรุ่นหนุ่มสาว ผมต้องพบเจอความท้าทายมากมาย จึงเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่ผมที่จะยอมรับเพศสภาพของลูก เป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะบอกว่าตัวเองเป็นเกย์ในชุมชนแบบนั้น เป็นเรื่องยากที่จะบอกเพื่อนร่วมงานว่าตัวเองเป็นเกย์ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองถูกไต่สวนตลอดเวลา”

คุณแอนดรูว์จบปริญญาตรีทางจิตวิทยาจาก University of Tasmania และเรียนปริญญาโททางการเงินทางไกลจากออสเตรเลียระหว่างที่เขาย้ายไปอยู่สิงคโปร์ เขาได้รับคำเชิญจากกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ให้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ People Strategy ออกมา 2 เล่มด้วยกัน ส่วนเล่มต่อไปจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Leadership 

บัดนี้ชาว LGBTQ ต่างก็เป็นที่ยอมรับในสังคมยุคดิจิทัล ว่าเป็นคนที่มีความสามารถ และมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนทั่วไป แต่กระนั้นพวกเขาต้องตั้งคำถามกับตัวเองสำหรับการมีชีวิตอย่างเพศที่สาม ซึ่งอยู่นอกเหนือจากวิถีอื่น คุณแอนดรูว์มีคำแนะนำอย่างไรสำหรับ LGBTQ รุ่นหลัง    

มันไม่ยากอย่างที่คุณคิด เพื่อนแท้ของคุณจะอยู่เคียงข้างคุณเอง พ่อแม่คุณยังไงก็รักคุณ เพื่อนร่วมงานนับถือในผลงานของคุณ เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะบอกว่าตัวเองเป็นอะไร และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า

“ผมคิดว่าหนึ่งในข้อดีของการเป็นเกย์คือ คุณต้องหมั่นถามตัวเองบ่อยๆ ว่าเราเป็นใคร เราเป็นอะไร เราเชื่อในอะไร เพราะคุณต้องผ่านกระบวน การยอมรับตัวเอง แล้วพอคุณทำอย่างนั้น ก็จะพบว่าเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ ผมฝันมาตลอดว่า อยากมีบ้านริมทะเลในเมืองร้อน ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้ แต่ผมก็ทำได้ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเดินทางรอบโลกได้ กลายเป็นว่าผมทำได้ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับใคร ผมสามารถทำได้”

ส่วนคุณเต้เองซึ่งเกิดและโตในเมืองไทย ที่ค่อนข้างเปิดกว้างในเรื่องเพศสภาพ ทำให้วัยเด็กของเขาแม้จะอยู่ในโรงเรียนคาทอลิกชายล้วน ก็ไม่ได้มีชีวิตที่ผิดแผกแตกต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ อะไรมากมาย 

“สำหรับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีกิริยาแตกต่างจากเด็กคนอื่น และโตมาในโรงเรียนที่มีแต่ผู้ชาย ผมมักจะเจอการล้อเลียน แต่พอโตขึ้นต่างคนต่างมีชีวิตของตัวเอง เพื่อนๆ ที่มีครอบครัวแล้วก็ไม่สนใจว่าผมจะเป็นอะไร เพื่อนก็คือเพื่อน ในชีวิตการเป็นเกย์ของคนส่วนใหญ่ อาจจะต้องผ่านกระบวนการ Come Out ที่อาจจะยากเย็น และเป็นประสบการณ์ที่หนักหนาสาหัสสำหรับตัวเองและครอบครัว แต่ทันทีที่เรายอมรับตัวเองและกล้าพอที่จะพูดว่าเราเป็นใคร คนจะยอมรับเราในสิ่งที่เราเป็นเอง ถ้าใครไม่ยอมรับ มันก็ไม่ใช่ปัญหาของเรา เป็นปัญหาของเขาเอง คนทั่วไปอาจมองว่าเกย์ส่วนใหญ่มักจะประสบความสำเร็จ นั่นก็อาจเป็นเพราะแรงผลักดันในการพิสูจน์ตัวเองว่าฉันดีพอหรือดีกว่าคนอื่น เพื่อให้ครอบครัวหรือคนที่เคยดูถูกเปลี่ยนความคิดให้ได้ ว่าคนเป็นเกย์จะต้องโดดเดี่ยว ไม่มีใครรัก เป็นทุกข์ หรือมีชีวิตที่ล้มเหลว ดังนั้นการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในชีวิตของเกย์หลายๆ คน 

“เท่าที่ผ่านมาผมไม่เจอแรงกดดันในไทยที่รุนแรงเหมือนเวลาที่เราไปเมืองนอก ยิ่งในตะวันตกมีทั้งกระแสรับและกระแสต่อต้าน ด้วยความที่เราไม่เจอแรงกดดันมาก ก็เลยไม่มีการลุกขึ้นมาเรียกร้องความเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย ซึ่งข้อนี้เป็นสิ่งที่เราทั้งคู่คิดอยู่ตลอดเวลา เราคิดว่าเมืองไทยยังจะต้องไปอีกไกล LGBTQ ไทยถึงจะได้มีสิทธิเท่าเทียมกับคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกฎหมาย

“เราได้รับสัญญาว่าคนเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้ แต่จนถึงวันนี้กฎหมายคู่ชีวิตก็ยังไม่ได้รับการพิจารณา และสิทธิของ LGBTQ ในประเทศไทยก็ยังไม่มีอะไรแตกต่างจากเมื่อร้อยปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ผมแน่ใจว่าสักวันต้องทำได้ แค่ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่เท่านั้นเอง” 

อีกครึ่งสำคัญของชีวิต

คุณเต้ยังบอกอีกว่าในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ทั้งในด้านดีและด้านร้าย เป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของทั้งสองฝ่าย และทำให้เขาตระหนักว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน    

“หลังจากผมคบกับแอนดรูว์มาได้ปีหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขสุดๆ ธุรกิจห้องเสื้อไปได้สวย เราอยู่ในวัย 31 ปี ที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว แต่แล้วคุณแม่ผมก็ตรวจเจอมะเร็งตับ ทำให้ผมซึ่งกำลังสุขสุดๆ ต้องร่วงลงมายังจุดที่ทุกข์ที่สุด ตอนนั้นผมเพิ่งเสียคุณพ่อก่อนหน้านั้นแค่ไม่กี่ปี ผมจึงเรียกตัวเองว่าเด็กกำพร้า ผมโชคดีมากที่มีแอนดรูว์คอยเคียงข้าง ช่วยนำชีวิต และคอยให้กำลังใจ ผมมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะมีหุ้นส่วนชีวิตอย่างแอนดรูว์ มีพี่สาว มีเพื่อนที่เข้าใจ และการที่เราจะมีเพื่อนที่ดีได้ เราต้องเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับเขาเสียก่อน เพราะเราต้องทั้ง Give และ Take

“สิ่งที่ผมภูมิใจในตัวเองเสมอมาคือ ในวัยที่เป็นผู้ใหญ่มานี้ ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่ผมต้องแสร้งทำตัวเป็นใครที่ผมไม่ได้เป็น หรือต้องใช้ชีวิตอย่างที่คนอื่นคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้องเลย”


ติดตามบทสัมภาษณ์แบบ ‘Pride Month’ เอ็กซ์คลูซีฟได้ใน นิตยสาร HELLO! ฉบับเดือนมิถุนายน 2564

วาง แผงแล้ววันนี้!  ติดต่อสั่งซื้อโทร 0 2676 8999 ต่อ 217 หรือ 084 079 5678
 สั่งซื้อออนไลน์ที่ shop.burdathailand.com หรือ Line ID: @hellomagazineth