Home > Celebrity > Exclusive Interviews > เสน่ห์ของงานศิลปะ กับไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ลงตัวของ ‘ครอบครัวเจนวัฒนวิทย์’

บนอาคารสูงในย่านสุขุมวิทอันจอแจ แต่ห้องชุดแบบดูเพล็กซ์แห่งนี้กลับเงียบสงบน่าอยู่และมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางไม่ต่างจากบ้านเดี่ยวตามชานเมืองทั่วไป ที่นี่เป็นที่พำนักของ ‘ครอบครัวเจนวัฒนวิทย์’ ซึ่งประกอบด้วยคู่ชีวิตอย่าง ‘คุณบอย-กุลเวช และคุณแอน-วินิตา เจนวัฒนวิทย์’ รวมทั้งลูกสาวทั้งสองคือ ‘คุณพิณ และคุณเพลิน เจนวัฒนวิทย์’

คุณกุลเวชนั้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ส่วนคุณวินิตานั้นดูแลธุรกิจของครอบครัวนั่นคือ ถกลศรีฟาร์ม ซึ่งปลูกผลไม้และแปรรูปส่งออกบนพื้นที่ 5,000 ไร่ในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ นอกจากนี้ก็ยังดูแลบริษัท ไบโอแลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบ Mixed-use Building ในย่านสุขุมวิท

“ผมเป็นซีอีโอของ IOD มาได้สี่ปีแล้วครับ แต่ IOD ก่อตั้งมาตั้งแต่เกิดต้มยำกุ้ง พอฟองสบู่แตก World Bank ธนาคารแห่งประเทศไทย กลต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงร่วมกันก่อตั้งสมาคมนี้ขึ้นมา เพื่อให้ความรู้แก่กรรมการบริษัทไทยให้เข้าใจหน้าที่ของตัวเองมากกว่าเดิม ซึ่งตั้งแต่ก่อตั้งมา 21 ปีได้ทำการอบรมกรรมการบริษัทมากว่าหมื่นคนแล้ว” คุณบอยเล่า

ด้วยเล็งเห็นว่าซีอีโอซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนสมอง คิดและสั่งงานให้พนักงานซึ่งเปรียบเสมือนกล้ามเนื้อให้ทำงาน กรรมการเปรียบเสมือนสติ ตำแหน่ง ‘กรรมการ’ จึงเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกองค์กร หาก IOD สามารถช่วยให้กรรมการเป็นสติที่มีประสิทธิภาพ  ก็จะช่วยเพิ่มความยั่งยืนขององค์กรและสังคม

“ต้องบอกว่าตำแหน่งของผมที่ IOD เป็นตำแหน่งในฝันสำหรับผมเลย ทั้งที่ตอนที่มีผู้ใหญ่โทร.มาทาบทามให้ไปทำงาน ผมเรียนท่านว่าผมไม่มีเวลา แต่พอดีแอนอยู่ตรงนั้นด้วย เขาถามว่าเมื่อกี้ใครโทร.มา เรื่องอะไร เขาคงมีลางสังหรณ์ พอแอนรู้ก็เลยบอกผมว่า บอยนี่มันตำแหน่งที่ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ นะ ผมจึงตอบผู้ใหญ่ท่านนั้นว่าจะลองดู”  

คุณบอยยังบอกอีกว่า งานนี้ทำให้เขาได้พบกับนักธุรกิจเก่งๆ ซึ่งเป็นดั่งอาจารย์เพิ่มขึ้นอีกมากมายหลายร้อยท่าน “ผมโชคดีที่ได้เจอแต่คนเก่งๆ อย่างคุณบิล ไฮเนคกี้ คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร หรือคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ กลายเป็นว่าเรามีอาจารย์เพิ่มขึ้นอีก 200 – 300 คน เพราะเรื่องแบบนี้เราเอาวิชาการมาสอนไม่ได้ แต่เราต้องนำคนที่มีชั่วโมงบินสูงมาสอน และผมเองก็เป็นคนชอบสอน ก็จะหยิบยกกรณีตัวอย่างมาสอน ไม่ว่าจะเป็นดุสิตธานี หรือบ้านปูก็ตาม

“ทุกวันนี้เวลาไปไหนก็จะมีคนมาทักทาย สวัสดีครับ อาจารย์บอย (หัวเราะ) ก็แปลกดี ตัวงานไม่ได้กดดันเท่าไร แต่ผมเป็นคนชอบกดดันตัวเอง ใช่ไหม หม่ามี้” เจ้าตัวพูดจบประโยคก็หันไปถามคุณแอนซึ่งนั่งฟังอยู่ข้างๆ อย่างอารมณ์ดี ภรรยาพยักหน้าและพูดว่า “ก็เครียดพอสมควรค่ะ” 

ครอบครัวเจนวัฒนวิทย์

“ตอนนี้เวลาผมเครียดก็วาดรูป ทำอาหาร อ่านหนังสือ เลี้ยงต้นไม้ โน่นนี่นั่น การวาดรูปเริ่มจากก่อนแอนจะท้องน้องพิณ เราเชิญอาจารย์นุกูล ปัญญาดี มาสอนวาดสีน้ำก่อน พอแอนท้องเลยหยุดเพราะไม่อยากให้เขาดมสี ทีนี้ก็หยุดยาวไปเป็นสิบปีได้ ถึงกลับมาเรียนใหม่โดยมีอาจารย์ชิงชัย อุดมเจริญกิจ เป็นผู้สอน ว่างเมื่อไรผมกับแอนจะวาดรูป ส่วนพิณกับเพลินนั้นวาดรูปเก่งอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยได้วาดเท่าไร”

ในพื้นที่พักอาศัยของครอบครัวนี้ จึงเต็มไปด้วยภาพวาดฝีมือเจ้าของบ้าน ภาพวาดของคุณบอยจะใช้สีเข้มขรึมเต็มไปด้วยพลังแห่งความลึกลับ ส่วนภาพวาดของคุณแอนก็ออกแนวโรแมนติกหวาน “ที่แอนชอบวาดรูป เพราะการวาดรูปสำหรับแอนเป็นการเรียนรู้แบบหนึ่ง ซึ่งแอนก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการรีแลกซ์หรือเปล่า ถ้าแอนวาดฟรีฟอร์มหรือดอกไม้ จะไม่ค่อยเครียด แต่ถ้าวาดภาพเหมือนจะค่อนข้างเครียดค่ะ 

ครอบครัวเจนวัฒนวิทย์

“แอนว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เสาร์อาทิตย์เราก็เรียนวาดรูป ทำให้เรามีมุมมองใหม่บางอย่าง สอนให้เรารู้จักสังเกตมากขึ้น เพราะการวาดรูปต้องใส่ใจในรายละเอียดมาก”  คุณแอนบอกกับเรา 

ส่วนคุณบอยพูดบ้างว่า ภาพวาดของศิลปินทั้งไทยและต่างชาติทั้งหมดนั้นมีที่มาอย่างไร “ถามว่าสะสมเพนท์ติ้งหรือเปล่า ก็ไม่เชิง แต่ผมเป็นคนที่เห็นรูปไหนแล้วขนลุก จะขอซื้อทันทีโดยไม่ถามว่าใครวาด หรือบางรูปที่ได้มาแบบแปลกๆ ด้วยความที่ผมไม่รู้จักศิลปินไทยมากเท่าไร รูปนี้อยู่ในห้องเก็บของของคุณพ่อ ผมตัดสินใจว่าจะกำจัดรูปนี้ด้วยการนำไปแขวนในคอนโดที่เราจะขาย ทีนี้ก่อนจะนำไปแขวนก็ต้องใส่กรอบก่อน ก็ไปไว้ที่ร้าน 

“พอไปรับรูป เจ้าของร้านก็ให้จดหมายฉบับหนึ่งแก่ผม ในนั้นเขียนว่ารูปฝีมืออาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติรูปนี้ คุณเป็นนักสะสมหรือเปล่าคะ ว่างๆ เอามาแลกกัน ตอนนั้นในใจผมคิดว่าโชคดีที่รู้ตัวก่อน แล้วก็เลยกลับมาคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่า ในห้องเก็บของของเรายังมีรูปของศิลปินท่านอื่นอีก ก็เลยไปเจออีกรูปหนึ่งของอาจารย์คิด โกศัลวัฒน์”

ส่วนผลงานภาพวาดของทั้งคุณบอยและคุณแอนเอง จะถูกนำไปจัดแสดงที่ริเวอร์ซิตี้ และนำเงินรายได้จากการจำหน่ายภาพไปบริจาคให้มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ 

สายใยแห่งรัก และผูกพัน 

“จริงๆ แล้วผมอยากมีลูกชายนะครับ” คุณบอยพูดถึงลูกชายที่เขารอแล้วรอเล่าก็ไม่มาเสียที “แต่แอนไม่อยากมี เพราะแอนเป็นลูกสาวคนเดียว มีแต่พี่ชายกับน้องชาย รู้สึกว่าลูกสาวนี่แหละน่ารักดี มาตอนนี้ถึงได้คิดว่าคิดไม่ผิด เพราะถ้ามีลูกชายคงอยู่ไม่ติดบ้าน

“เรามีลูกไม่ยากครับ แต่พอมีน้องพิณแล้ว ผมอยากได้ลูกชายอีกสักคน ก็ไปคัดเพศจน…” คุณบอยกล่าว 

“ก่อนท้องน้องเพลิน คุณพ่อคุณบอยอยากได้หลานชาย ก็ไปคัดเพศอยู่ 9 ครั้ง หมอให้โด๊ปฮอร์โมนจนแอนอ้วนเลยค่ะ ครั้งสุดท้ายที่ทำเขาฉีดยาป้องกันการแท้งให้ด้วย แต่ก็ไม่ติด แอนเลยบอกว่าช่างเถอะ แอนก็ 34 แล้ว คุณแม่แอนก็บอกว่าอย่ามีลูกอีกเลย แอนเองก็ไม่อยากมี เพราะเหนื่อยแล้ว ก็เลยจบที่สองสาว”

สำหรับเรื่องการเลี้ยงดู คุณแอนและคุณบอยเลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิด และใช้เหตุผลเป็นหลักมากกว่าอารมณ์ คุณแอนบอกเราว่า “เราเลี้ยงลูกแบบรับฟังเหตุผลของกันและกันค่ะ เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ยิ่งเขาเรียนอินเตอร์ด้วย ก็ยิ่งต้องสนับสนุนให้เขามีความคิดเป็นตัวของตัวเอง พอเขามีความคิดของเขา เราก็ต้องเคารพความคิดของเขา และเราก็ต้องคุยกันว่าเขาชอบแบบไหนไม่ชอบแบบไหน เพราะอะไร เราก็ให้เหตุผลของเรา ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เขา 

“เพราะเด็กสมัยนี้ไม่เหมือนยุคเราที่จะเชื่อฟังพ่อแม่ เขารับข้อมูลข่าวสารเยอะแยะ เขาก็คิดว่าเขารู้มากกว่า แต่แหล่งข่าวที่เขารับรู้มานั้นน่าเชื่อถือหรือผ่านการคัดกรองหรือเปล่า ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเขาเอง”  

สำหรับเรื่องทักษะการใช้ชีวิต คุณบอยบอกเราว่าเขาสอนด้วยการปฏิบัติให้ลูกๆ เห็นเป็นตัวอย่าง  “ผมว่าเราต้อง Unlearn แล้วก็ Relearn ทำให้เรารู้ว่าตัวเรายังมีศักยภาพบางอย่างที่เราไม่รู้อีกมาก แล้วถ้าเราอายุขนาดนี้ก็ต้องลองใช้กล้ามเนื้อทางจิตที่ไม่เคยใช้ดูบ้าง เป็นการออกกำลังกายทางความคิด”

ครอบครัวเจนวัฒนวิทย์

“แอนก็สวดมนต์แทบทุกเย็นนะคะ ไม่ยึดติดกับวัตถุมาก คิดแค่ว่าเราคิดดีทำดีพูดดีและรักษาศีล 5 ที่สำคัญคือกตัญญูกับผู้มีพระคุณ เราสอนลูกทั้งสองคนเสมอว่า ทุกอย่างอยู่ที่ใจมากกว่าวัตถุ” คุณแอนเสริม

“อย่างหนึ่งที่เราให้เขาคือ เราบอกเขาว่าหนูไม่จำเป็นต้องทำงานประจำเหมือนป่าป๊าหม่ามี้ อยากทำอะไรอยากเป็นอะไรก็ตามใจ แต่ขอให้ไปให้สุด แล้วผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญเรื่องอาหารการกินมาก ระหว่างที่เรากินมื้อเที่ยงอยู่ ก็จะถามกันแล้วว่ามื้อเย็นกินอะไร คือเรื่องกินมาก่อน แล้วตอนที่เขายังเด็กเวลาเราไปต่างประเทศกันทั้งครอบครัว บางทีเขาก็ทำการบ้านเลยว่า ถ้าไปเมืองนี้จะต้องกินอะไร ที่ไหนอร่อย ไม่จำเป็นต้องเป็นมิชลิน 

“จนผมคิดว่าเพราะเหตุผลนี้เองน้องพิณถึงได้ทำ The Rolling Pinn เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรมาผมกับน้องพิณจะทำอาหารและขนมกันประจำ เขาได้ชิมโน่นนี่นั่น ก็จะมีต้นทุนทางนี้สูงกว่าคนอื่น”  

คุณแอนยังบอกอีกว่า เธอโชคดีที่ทั้งน้องพิณและน้องเพลินต่างก็ไม่เคยทำให้คุณพ่อคุณแม่ผิดหวังเรื่องการเรียน และมีความรับผิดชอบสูง และน้องพิณก็ชอบทำขนมตั้งแต่เด็ก คุณแอนมีหน้าที่นำขนมที่ลูกทำไปแจกจ่ายให้เพื่อนๆ ของเธอและเพื่อนๆ ลูกช่วยชิมและติชม ตู้แช่ไวน์ราคาหลายหมื่นบาทของคุณบอยกลายเป็นตู้แช่ขนมชั่วคราว เพราะลูกทำเยอะเสียจนตู้เย็นไม่มีที่เก็บ 

Rolling With The Rolling Pinn

ความพิถีพิถันเรื่องอาหาร และการสนับสนุนจากบิดามารดาอย่างสุดตัว ประกอบกับแรงบันดาลใจที่ได้จาก Cookbook ต่างประเทศนับสิบเล่มที่คุณพ่อของเธอซื้อมาอ่านและทดลองทำ ตามประสาคนชอบทำอาหาร จึงก่อเกิดเป็นแบรนด์ The Rolling Pinn และประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับขนมของเธอ ก็น่าจะเรียกได้ว่าสุดๆ จริงๆ “ตอนพิณเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่โคเปนเฮเกน แล้วไปเที่ยวปารีสกับเพื่อน ปรากฏว่าพิณตระเวนชิมขนมเยอะมากเสียจนป่วยเลยค่ะ เงินก็หมด (หัวเราะ) หลังจากนั้นพิณก็เลยสัญญากับตัวเองว่า จะไม่กินขนมอีกต่อไปแล้ว 

ครอบครัวเจนวัฒนวิทย์

“แต่ผ่านไปสองวันก็กลับไปกินขนมต่ออีก (หัวเราะเขิน) เพราะชอบกินขนมสูตรใหม่ เห็นอะไรน่ารักก็อยากทำแบบนั้นบ้าง หนูชอบสไตล์อเมริกันอย่างเดียว เพราะขนมยุโรปโดยเฉพาะขนมฝรั่งเศสมักจะใส่ครีมเยอะ แล้วพิณกินครีมแล้วแพ้ เลยไม่ค่อยกล้ากินครีมเยอะ ถ้าพิณอยู่อเมริกาจะกินขนมได้โดยไม่มีปัญหา เพราะว่าเขาใช้เนย แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรถึงแพ้ขนมบางอย่าง แต่ไอศกรีมไม่เคยทำให้พิณแพ้เลย” 

คุณพิณเริ่มทำขนมตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ โดยได้เรียนรู้จากโรงเรียนสอนทำขนม และทำอย่างจริงจังตอนอายุ  11 ขวบ ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ ทำเพื่อชิมและเพื่อการเรียนรู้ แม้ว่าช่วงแรกๆ จะยังทำไม่ค่อยอร่อย ให้หลังจากนั้นสองสามปีถึงได้อร่อยขึ้น โดยที่เธอก็ไม่รู้หรอกว่าสูตรไหนเป็นยังไง แต่เดี๋ยวนี้แค่อ่านสูตรคุณพิณก็รู้เลยว่าจะออกมาดีหรือไม่ดี      

คุณพิณเรียนที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จากนั้นจึงไปต่อที่ Shrewsbury International School ก่อนจะบินลัดฟ้าไปเรียนปริญญาตรีทางด้านศิลปะ และ Child Study ที่ Smith College ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสตรีที่จัดอยู่ในกลุ่ม Seven Sisters ถามว่าเธอได้เรียนทำขนมที่นั่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่ 

“ไม่ได้เรียนค่ะ แต่จะทำเองทุกอาทิตย์มากกว่า หรือไม่ก็วันที่หนูเซ็งๆ ก็จะทำขนมไปแจกเพื่อน เพราะการทำขนมสำหรับพิณไม่ได้เป็นแค่ขนม แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่ดูเซ็กซี่ มีความ Bold เพราะพิณรู้สึกว่าการทำขนมไม่ใช่แค่แพสชั่น แต่ทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น 

“ตอนเด็กๆ พิณขี้อาย ไม่ชอบคุยกับเพื่อน แต่พอทำขนมไปแจกเพื่อน ทำให้เรามีเพื่อนมากขึ้น กล้าคุยกับเพื่อนมากขึ้น เลิกขี้อาย เริ่มรู้สึกว่าเราก็มีดีเหมือนกันนะ ทั้งที่ตอนแรกหนูกลัวว่าจะไม่มีใครชอบ  จึงอยากทำ The Rolling Pinn ให้เป็นแบรนด์ที่ทำให้ผู้หญิงมั่นใจมากขึ้น เพราะพิณคิดว่าความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับคนเรา ขนมจึงไม่ใช่แค่แพสชั่น แต่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนหนูไปเลย” 

เธอยังบอกเราอีกว่า ถ้าลองดูขนมใน IG, Google หรือดูใน YouTube จะเห็นคำว่า Food Porn ซึ่งเป็นภาพนิ่งหรือวิดีโอของขนมที่ดูเย้ายวนน่ากิน เธออยากให้ขนมของเธอเป็นแบบนั้น และหลังจากเรียนจบกับการฝึกงานเป็นระยะเวลาสั้นๆ เธอจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ตนเองรัก 

“ตอนหนูจบปี 2018 คุณพ่อคุณแม่ก็ถามตลอดว่าจะทำอะไรต่อ พิณชอบทำงานคนเดียว แล้วก็ทำสิ่งที่รัก ไม่อย่างนั้นหนูจะไม่มีความสุข ไม่โฟกัส ไม่มีความทะเยอทะยานในการทำ ด้วยความที่หนูฝันถึงการทำขนมตลอดเวลา ก็เลยคิดว่าอยากทำขนมนี่แหละ ก็เลยคิดกับเพื่อนๆว่าเราไม่อยากเหมือนร้านอื่น อยากเป็นร้านที่ดูพิเศษ มีความเป็นตัวของตัวเอง” 

แบรนด์ The Rolling Pinn จึงเกิดขึ้นจากชื่อพิณ ที่ Rolling เหมือนมูฟเมนต์ของการนวดแป้ง และขายทางช่องทางออนไลน์ ช่วงแรกๆคุณพิณจะถ่ายรูปขนมและตอบลูกค้าตอนกลางวัน ตกกลางคืนอบขนมจนถึงตีสี่ ทำให้ต้องอดนอนอยู่บ่อยๆ คุณแอนจึงเป็นซูเปอร์มัมที่เข้ามาช่วยจัดระบบ มีการจ้างคนมาช่วยทำขนม ส่วนเธอถ่ายรูปและตอบไลน์ 

เมื่อเห็นว่าลูกสาวจริงจังกับธุรกิจนี้ คุณแอนจึงลงทุนทำครัวให้คุณพิณ ซึ่งพรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก 

“คุณแม่ลงทุนให้หนู 1 ล้านบาท เพราะเครื่องครัวราคาแพงมาก แค่เตาอบอย่างเดียวก็หลายแสนบาทแล้วค่ะ แต่แพ็กเกจจิ้งหนูใช้เงินตัวเอง ประมาณ 5 หมื่นบาท ดีไซน์เอง ทำกราฟิก ถ่ายรูปเอง ตอนแรกก็จ้างเพื่อนทำวิดีโอให้ เป็นผู้หญิงกินคุ้กกี้อย่างเซ็กซี่”

ครอบครัวเจนวัฒนวิทย์

ปีหนึ่งผ่านไป IG ของ The Rolling Pinn มีผู้ติดตามราว 4,000 คน ปีที่สองเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นคน มาปีนี้มี ฟอลโลว์เวอร์ประมาณ 4 หมื่นคนได้ “ตอนเปิดใหม่ๆ ขายไม่ดี เพราะคนยังไม่ค่อยรู้จัก เราเป็นร้านเล็กๆ ร้านหนึ่งใน IG แต่พอส่งขนมไปให้ Foodie ชิม ก็เลยมีชื่อมากขึ้น พิณเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำคุ้กกี้ชิ้นใหญ่ขึ้นมา คนก็ว้าวมากเลย เพราะในเมืองไทยยังไม่มีขาย กินคู่กับไอศกรีมก็ได้ หรือกินคู่กับชากาแฟก็ได้ อย่างสูตรบราวนี่กว่าจะได้มาก็ทดลองทำไปประมาณ 50 สูตร กว่าจะถูกใจคุณแม่ เพราะมันอาจไม่หนึบพอหรือหวานจนเกินไป ซึ่งยากมาก เพราะพิณไม่ชอบกินช็อกโกแลต แต่ว่าบราวนี่ของพิณจะหอมเนย และช็อกโกแลต ทำเป็นคำเล็กๆ เวลากินเยอะๆ ไม่รู้สึกเลี่ยน บางคนที่ชอบก็อาจกินหมดกล่องเลย

ทุกวันนี้สินค้าของ The Rolling Pinn มีทั้งคุ้กกี้บราวนี่ เค้กรสชาติต่างๆ และไอศกรีม “ตอนนี้ทำมา 3 ปีแล้ว โตขึ้นๆ ทุกปี จากที่เป็นครัวเล็กๆ ทำแค่คนเดียว ตอนนี้ก็มีพนักงานเยอะขึ้น ประมาณ 100 คนทั้งพาร์ตไทม์และฟูลไทม์ เรามี Pop-up Store อยู่ในเอ็มควอเทียร์ และเซ็นทรัลเวิลด์  เพราะเราอยากรู้ว่าลูกค้าอยู่ที่ไหน แต่ที่แน่ๆ ลูกค้าเราเป็นผู้หญิงวัยทำงาน 20 – 35 ปี ตอนนี้ก็เริ่มมีผู้ชายบ้าง 

สำหรับอนาคตอันใกล้นี้เธอวางเป้าหมายของ The Rolling Pinn ไว้อย่างไร คุณพิณในวัย 26 ปีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “คิดว่าต้องขยายธุรกิจค่ะ เพราะถ้าเราไม่ขยายธุรกิจ เราก็จะนิ่งและจมไปเลย เราต้องโตไปเรื่อยๆ ห้ามถอย เพราะถ้าถอยเมื่อไรคนอื่นจะแซงหน้าเรา เรายังต้องพัฒนาสูตรขนมและช่องทางการขายอีกเยอะ ขนมบางอย่างของเรามีข้อจำกัด  Shelf Life มันสั้น ทำให้เราส่งต่างจังหวัดไม่ได้ ส่งได้แต่คุ้กกี้ ตอนนี้เราก็มีไอศกรีมเพิ่มเข้ามา 

ทั้งคุณพิณและแฟนหนุ่มต่างก็มีความถนัดในแต่ละด้านที่ไม่เหมือนกัน การทำธุรกิจร่วมกันแบบนี้จึงเป็นความลงตัว “หนูจะค่อนไปทางอาร์ทิสติก แบรนดิ้ง หรือมาร์เก็ตติ้ง ในขณะที่เขาถนัดการวางระบบ กลยุทธ์การทำธุรกิจ ความถนัดที่ไม่เหมือนกันแบบนี้จึงทำให้ทักษะของเราสองคนช่วยเสริมกันและกัน ทำให้ธุรกิจเราโตขึ้นมาก เพราะเราเก่งกันคนละด้าน” เราถามคุณบอยว่ารู้สึกอย่างไรที่ลูกสาวสามารถผลักดันแพสชั่นให้สามารถทำเงินได้ “เมื่อก่อนไปไหนคนก็เรียกกุลเวช ซีอีโอ IOD แต่เดี๋ยวนี้เวลาไปไหนคนจะทักว่าคุณพ่อน้องพิณ” ก่อนจะหัวเราะด้วยความภาคภูมิใจ

Never miss an update

Subscribe to our newsletter to get the latest updates.

No Thanks
You’re all set

Thank you for your subscription.