Home > Celebrity > Exclusive Interviews > ‘กวิน ว่องกุศลกิจ’ ผู้บุกเบิกโคเวิร์กกิ้งสเปซ จนคนเช่าต้องต่อคิวจอง !

‘กวิน ว่องกุศลกิจ’ ชายหนุ่มวัยกลางเลขสาม ทายาทกลุ่มมิตรผลที่เติบโตมาพร้อมธุรกิจในตระกูลหลายอย่างให้บริหาร หากแต่เขามีคำว่า ‘แตกต่าง’ สลักไว้ลึกในจิตวิญญาณ คุณกวิน ว่องกุศลกิจ จึงไม่เคยหยุดอยู่ที่การเป็นลูกไม้ใต้ต้น !

เขาเล่าว่านับจากรุ่นพ่อแม่ขึ้นไปไม่มีใครได้เรียนสูงและไม่มีต้นทุนชีวิต แต่ในความไม่มีนี้เองทำให้ต่อสู้เพื่อความมีในที่สุด

“ครอบครัวสร้างธุรกิจใหม่ๆขึ้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็นบ้านปูหรือดิ เอราวัณ กรุ๊ป ซึ่งการทำสิ่งใหม่หมายถึงไม่เคยมีใครทำมาก่อนทำให้เราไม่มีตัวอย่าง ง่ายมากที่จะล้มเหลวและยากมากที่จะทำให้คนเชื่อมั่น ต้องใช้เวลา ความอดทนและความใจเย็น

“ผมเคยอยู่ในบอร์ดบริหารของเอราวัณกรุ๊ปมานาน พอจะรู้วิธีการบริหารโรงแรม แต่วันแรกที่ผมเปิด
โรงแรมแอดลิบ (Ad Lib Hotel) รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว แขกหายหมดเลย ในเมื่อโรงแรมว่างผมเลยจัดปาร์ตี้ให้ทุกคนมาฟรี ดีเจ มิกโซโลจิสต์ ดารา ใครต่างๆไม่มีที่เที่ยว เขาก็มาโรงแรมเราแล้วกลับก่อนเคอร์ฟิว แค่พลิกความคิดนิดเดียวก็แก้ปัญหาได้แล้วครับ”

ประสบการณ์ที่ได้มาจากความสำเร็จนั้นไม่ซาบซึ้งตรึงใจเท่ากับบทเรียนจากความล้มเหลวที่คุณกวินบอกว่า “มันจะทำให้คุณนอนไม่หลับ”

“เราผิดซ้ำซ้อน 2 ครั้ง เสียเวลารวมๆแล้ว 3 ปีในธุรกิจเสื้อผ้าและธุรกิจศูนย์บำบัด (rehab) ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำสิ่งนี้แล้วจะได้เงินเพราะเราเคยเห็นคนอื่นทำแล้วดี สุดท้ายเราก็พลาด ผมสงสัยตัวเองมากว่าทำไมล้มเหลว เพื่อนก็พูดตรงๆว่าเพราะยูไม่มีแพสชั่นในสิ่งที่ทำ พูดทุกอย่างเป็นตัวเลขไปหมด ก็ผมเรียนไฟแนนซ์มานี่ครับ”

จุดเริ่มต้นของธุรกิจออฟฟิศให้เช่า

“ช่วงปี 1997 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง คุณตาของผมเป็นคนหนึ่งที่เจอปัญหาแต่ไม่ถึงกับล้ม ท่านยัง
สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้แต่เงินต้นไม่ลดลงเลย และผมมาพบว่าท่านจ่ายดอกเบี้ยมาตลอด 11 ปี ผมเลยไปเจรจากับธนาคารซึ่งอาจจะด้วยเครดิตของครอบครัวที่ทำให้น่าเชื่อถือ คุณพ่อเองก็ให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินทุนมาส่วนหนึ่ง ทำให้ผมสามารถซื้อคืนอาคารอโศกทาวเวอร์ของคุณตามาได้และทำให้ท่านได้รีไทร์ได้เสียที น่าจะเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ เพราะคุณตาได้พักผ่อน 5 ปีก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่านไม่เคยนอนหลับเพราะกังวลกับหนี้ อายุตั้ง 72 แล้วตอนที่ท่านเจอวิกฤตและในปีเดียวกันนั้นยังเสียภรรยาไปอีก ผมไม่ได้ตั้งใจอยากทำธุรกิจออฟฟิศให้เช่า แต่มันเริ่มจากแพสชั่นที่อยากจะช่วยคุณตาครับ”

 
วิกฤตที่มีชื่อเป็นอาหารคล้ายว่าเป็นของแสลงสำหรับคุณกวิน เมื่อในจังหวะที่เขากอบกู้ชีวิตของคุณตาที่โดนควันหลงวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้ เขาพบว่าตัวเองได้อาคารหลังนี้มาในช่วงที่โลกเจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ลามจากสหรัฐไปทั่วโลก

“ลูกค้าที่อยู่ในตึกนี้ลดเหลือ 40% เท่านั้น คนที่ยังอยู่ก็มาขอลดค่าเช่าหรือขอไม่จ่าย แต่ถ้าทำแบบนั้นเราก็ไม่สามารถผ่อนจ่ายกับธนาคารได้เหมือนกัน ฉะนั้นเราต้องช่วยกันครับ เลยไปหาธุรกิจเล็กๆมาแชร์พื้นที่กัน เช่น ใน 1 เดือน บริษัทนี้ใช้ห้องประชุม 2 ครั้ง บริษัทนี้ใช้ 6 ครั้ง เราก็ดึงพื้นที่ห้องประชุมมาเป็นส่วนกลางให้หลายๆบริษัทได้แชร์กัน ทำให้เรามีลูกค้าเต็มภายใน6 เดือนจากที่เคยเหลือแค่ 40% และมีลูกค้าเต็มมาตลอดจนถึงตอนนี้ครับ”

นั่นคือตำนานของโค-เวิร์กกิ้งสเปซในนามว่า Glowfish ผู้บุกเบิกออฟฟิศให้เช่าในรูปแบบใหม่ในเมืองไทย ซึ่งคราวนี้เข้ามาถูกจังหวะในขณะที่คนรุ่นใหม่นิยมทำงานอิสระเป็นฟรีแลนซ์และทำธุรกิจสตาร์ทอัพกันมากขึ้น จนถึงกับมีคำกล่าวว่าโกลว์ฟิชคือแนวปะการังของสตาร์ทอัพในเมืองไทย “เราเกิดมาในช่วงเวลาที่เมืองไทยยังไม่รู้จักคำพวกนี้กันเลย” เขาต่อท้าย

เลือกปลุกปั้นธุรกิจใหม่ๆจากอะไร ?

“แต่ก่อนผมต้องวิเคราะห์ก่อนว่าธุรกิจนี้เวิร์กไหมก่อนจะลงมือทำ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ขอแค่รู้ว่า ‘ใครทำ’ แค่นั้นจบเลยครับ ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ เป็นคนดี ทำได้จริงและมีจริตตรงกันแล้วค่อยมาคุยกันต่อว่าจะทำอะไร จะทำอย่างไร คนอื่นอาจเริ่มต้นธุรกิจจากคำถามที่ว่า ‘ทำให้ใคร’ แต่เราไม่มีคำถามนั้นเลยเพราะรู้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่าจะทำให้เราเอง เพราะตลาดก็คือคนแบบเรานี่แหละ นี่คือวิธีการสร้างธุรกิจแบบเดียวที่ผมทำเป็น กล้าพูดเลยครับว่าวิธีการอื่นผมทำไม่เป็น”

การบริหาร ‘คน’

“เรามีธุรกิจหลายแบบ ในแต่ละธุรกิจก็ต้องใช้วิธีการต่างกัน คนเก่งที่สุดที่เรามีซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิง เราต้องทรีทเขาเหมือนเป็นแฟนเลย เพราะเขาเซนซิทีฟมาก ขี้น้อยใจหมดกำลังใจง่าย แต่ผมชอบทำงานกับผู้หญิงที่มีครอบครัวหรือคนที่เป็นแม่มาแล้ว เขาคือคนที่ต้องดูแลคนอื่น ทำให้เขามีความใส่ใจ รอบคอบ มีต่อมรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้ ในขณะที่ตัวผมเป็นคนที่ไม่ระวังหลังเลย คนทำงานระดับบริหารใน 3 องค์กรของเราเป็นผู้หญิงทั้ง 3 คน ทั้งที่โรงแรมแอดลิบโกลว์ฟิชและร้านอาหาร Kuppadeli

“เมื่อคุณทำงานกับคนเป็น สิ่งนี้ก็กลายเป็นข้อได้เปรียบของคุณเอง ผมเปลี่ยนสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับ
คนอื่นได้ ไม่อย่างนั้นคนอื่นก็ทำเหมือนเราได้ง่ายๆเลย ยุคนี้รีเทลกำลังจะตาย พื้นที่ศูนย์การค้ากลายมาเป็นร้านอาหาร ซึ่งธุรกิจอาหารก็กำลังจะตายเพราะคู่แข่งเยอะเกิน แล้วจะทำอะไรดีล่ะทีนี้ กลุ่มทุนใหญ่ๆเลยหันมาทำโค-เวิร์กกิ้งสเปซกันหมด แต่ดีไซน์สวยๆ คุณมีเงินไปจ้างอินทีเรียร์มาก็ทำได้ โลเกชั่นของหลายๆเจ้าก็ดีกว่าของเรา แต่ทำไมโกลว์ฟิชยังมีคนต่อคิวจะเข้ามาใช้บริการ ตั้งแต่สมัยที่ผมแก้วิกฤตหนี้สินอาคารของคุณตา ผมได้บทเรียนว่าเราต้องช่วยให้คนอื่นอยู่ได้เพื่อที่เราจะอยู่ได้ด้วย เหมือนประโยคในหนังเรื่อง Jerry Maguire ที่บอกว่า ‘Help me, help you.’ สุดท้ายทำให้เราเข้าใจว่าโค-เวิร์กกิ้งสเปซไม่ใช่เรื่องของการแชร์พื้นที่แต่เป็นการที่คนมาแชร์กันเพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้ เราอยู่จุดนี้ได้เพราะเรื่องของคน ซึ่งต้องใช้เวลาสร้าง คุณจ้างดีไซเนอร์เก่งๆมาก็สร้างคนไม่ได้ มีพื้นที่ดีๆก็สร้างคนไม่ได้ครับ

“ยิ่งในยุคที่คอมพิวเตอร์ทำได้ดีกว่าคนเกือบทุกอย่าง เหลือสิ่งที่คนยังทำได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์อยู่ไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นคือความคิดสร้างสรรค์ครับคอมพิวเตอร์คิดได้ดีกว่าคน แต่ยังครีเอทเองไม่ได้ ถ้าคุณคิดว่าการทำงานกับคนเป็นเรื่องยากแล้วหันไปทุ่มเทกับเทคโนโลยี ผมจะบอกว่าเทคโนโลยีแค่ทำให้คุณสู้คนอื่นได้ แต่ทำให้คุณชนะไม่ได้ เพราะใครๆก็มีเทคโนโลยีกันหมดแล้ว ฉะนั้นเรามาเก่งด้านคนน่าจะดีกว่า มาถูกทางแล้ว ถ้าไฮเทคเราไม่ชนะเขา เราไฮทัชก็แล้วกันครับ”

ทั้งชีวิตของชายหนุ่มชื่อกวิน ว่องกุศลกิจเลือกจะอยู่นอกกรอบและกฎเกณฑ์ใดๆ และเขามาอยู่ในจุดที่ฝันไว้ได้ด้วยพลังศรัทธาในแพสชั่นและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ จนกลายเป็นปรัชญาในการทำงานว่าอะไรที่มีคนเคยทำแล้ว จะไม่ขอทำซ้ำ หากการพาตัวเองไปอยู่แนวหน้าเป็นผู้กล้าคิดใหม่ทำใหม่เสมอ หลีกเลี่ยงได้ยากว่าต้องมีผู้ทำซ้ำและลอกเลียนโดยไม่เสียเวลาหยุดคิด คุณกวินมีคอมเม้นต์สั้นๆในประเด็นนี้ว่า “แค่คิดจะทำตามก็ช้าไปแล้วครับ”

ติดตามเรื่องราวของเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ของ The Achievers ทั้ง 10 ท่าน ได้ใน  THE YOUNG ACHIEVERS  

Never miss an update

Subscribe to our newsletter to get the latest updates.

No Thanks
You’re all set

Thank you for your subscription.