Home > Celebrity > Exclusive Interviews > เปิดมุมมอง ‘วิเศษ สิงห์สัจจเทศ’ ธุรกิจแฟชั่นยุคนี้ต้องปรับตัวสู่โกลบอลแบรนด์

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่โลกตกอยู่ภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคโควิด – 19 อุตสาหกรรมแฟชั่น ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และถูกสถานการณ์โรคระบาดผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ในรูปแบบวิชวล และการแข่งขันกันอย่างดุเดือดบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ครั้งนี้ HELLO! มีโอกาสพูดคุยกับ ‘คุณวิเศษ สิงห์สัจจเทศ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจ บริษัท ยัสปาล จำกัด ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการแฟชั่นมากว่า 20 ปี ถึงการปรับตัวรับวิกฤติครั้งนี้ รวมถึงความท้าทายของธุรกิจแฟชั่นในปัจจุบัน และคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ยัสปาล (JASPAL) ที่ได้ร่วมคอลลาบอเรชั่นกับดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง ‘ไดแอน วอน เฟิร์สเทนเบิร์ก’ (Diane von Fürstenberg) หรือ ดีวีเอฟ (DVF)

ลดค่าใช้จ่าย เน้นแฟชั่นใช้ได้จริง ปรับตัวในยุคโควิด – 19

เริ่มที่สถานการณ์ปัจจุบัน คุณวิเศษเล่าถึงผลกระทบจากโควิด – 19 แบบติดตลกว่า ถ้าบอกว่าดีก็เดี๋ยวหาว่าโม้ ผมว่ามันก็ค่อนข้างติดขัดทั้งในวงการเสื้อผ้า อาหาร และการท่องเที่ยว ทุกคนก็คงจะเห็นว่ามันไม่ง่าย และร้านเราเองก็อยู่ในห้างสรรพสินค้า ทำให้ได้รับผลกระทบเวลามีมาตรการล็อกดาวน์ ห้ามเข้า หรือจำกัดจำนวนคน ทำให้เราค่อนข้างซัฟเฟอร์พอสมควรตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนการปรับตัวต้องรัดเข็มขัดเยอะเลย ปรับตัวแน่นอน อย่างการออกคอลเลกชั่นในอดีต เราไม่เคยต้องคำนึงถึงผลกระทบจากโรคระบาด ไม่เคยคิดว่าร้านจะโดนปิด หรือมีข้อจำกัดต่าง ๆ จากปัจจัยภายนอก

“วิกฤติครั้งนี้สอนเราเยอะในเรื่องวางแผนการออกคอลเลกชั่น ทำอย่างไรให้สินค้าที่ออกมาใหม่ ไม่ได้เจาะจงว่าสวมใส่ได้แค่ในช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่สามารถหยิบมาใช้ได้หลายโอกาส เป็นสิ่งที่เราต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าล้นสต็อก ในช่วงที่มีการใช้มาตรการล็อกดาวน์นานกว่า 1-2 เดือน แต่ถ้าเรายังใช้จ่ายแบบเดิม มันก็จะทำให้เกิดความกดดันในการสต็อกสินค้า”

สร้างไลฟ์สไตล์และแฟนคลับใหม่ ๆ ผ่านการคอลลาบอเรชั่น

ที่ผ่านมาแบรนด์ยัสปาลมีการคอลลาบอเรชั่นกับดีไซเนอร์และแบรนด์ระดับโลกมากมาย รวมถึงล่าสุดที่มีการออกคอลเลกชั่นร่วมกับดีวีเอฟ คุณวิเศษ เผยแนวคิดในการจับมือกับแบรนด์อื่น ๆ ว่า การคอลลาบอเรชั่นคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของแบรนด์ ไม่ได้เป็นสัดส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่เรายังลงทุนในคอลเลกชั่นของตัวเอง เน้นให้สินค้าดูทันสมัยอยู่เสมอ แต่การไปคอลลาบอเรชั่นกับแบรนด์อื่นถือเป็นการขยายตลาดและฐานแฟนคลับมากขึ้น ได้เปิดไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์

ด้วยความเป็นยัสปาลเราอาจจะนำเสนอสินค้าออกมาได้ในระดับหนึ่ง แต่หากร่วมกับศิลปินหรือแบรนด์ต่าง ๆ สร้างสรรค์ลายใหม่ ๆ ขึ้นมา ก็จะได้แฟนคลับ ได้ไลฟ์สไตล์ของเขาพ่วงเข้ามา เติมเต็มไลฟ์สไตล์ของยัสปาลให้กว้างมากขึ้นจากเดิม

คงเอกลักษณ์ด้านคุณภาพและสวมใส่ได้จริง

แม้มีโอกาสร่วมมือกับดีไซเนอร์ ศิลปิน และแบรนด์ชั้นนำมากมาย แต่คุณวิเศษกล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์ที่ยังคงไว้เสมอว่า ต้องคอยย้ำเตือนว่าเราคือใคร ซึ่งแบรนด์ยัสปาลเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับลายผ้า คุณภาพ การตัดเย็บ และสามารถใส่ได้จริง สินค้าทุกชิ้นของแบรนด์เป็นแฟชั่นที่เน้นเรื่องการสวมใส่ได้จริงเป็นหลักไม่ว่าจะใส่ไปทำงาน หรือไปอีเวนต์ และใส่ได้อีกหลายโอกาส ไม่ได้เป็นสินค้าที่แฟชั่นจ๋าจนเข้าถึงไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่นหลัก ๆ ของแบรนด์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาไปคอลลาบอเรชั่นกับดีไซเนอร์หรือศิลปินอื่น ๆ เราก็จะนำจุดเด่นที่กล่าวมาเป็นโจทย์ให้กับเขา หรือคนที่เราเลือกไปคอลลาบอเรชั่นด้วยก็ต้องมีสิ่งเหล่านี้อยูในตัว

ดึงความเป็นดีวีเอฟสร้างแรงบันดาลใจสาวไทย

สำหรับการร่วมมือกับดีวีเอฟล่าสุด คุณวิเศษ เล่าว่า ดีวีเอฟคือไอคอนิก หรือฮอลล์ ออฟ เฟม ของวงการแฟชั่นอยู่แล้ว จึงถือเป็นความภาคภูมิใจเลยก็ว่าได้ ในการโน้มน้าวใจให้เขามาร่วมคอลลาบอเรชั่นกับเราได้ ทั้งที่เราเป็นเพียงแบรนด์โลคัลแบรนด์หนึ่งในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งบางครั้งเมืองไทยอาจไม่ได้อยู่ในเรดาห์เขาเลย แต่ด้วยการคอลลาบอเรชั่นกับแบรนด์อื่น ๆ ที่ผ่านมา และมาตรฐานของแบรนด์จึงทำให้เราสามารถโน้มน้าวใจให้เขามาร่วมกับเราได้ อันนี้เป็นความภูมิใจ

ส่วนคอลเลกชั่น Jaspal X Diane von Fürstenberg แน่นอนว่าดีวีเอฟมีความเป็นไอคอนิกอยู่แล้วในเรื่องของลายพรินต์ เขามีคลังลายพรินต์มากมายจนสามารถจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ได้ รวมถึงมีแคมเปญ ‘Incharge’ ซึ่งเป็นแฮชแท็กการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เขาให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเสมอภาค และการให้อำนาจกับผู้หญิง ครั้งนี้จึงเป็นการยกดีวีเอฟมาให้คนไทยได้สัมผัสจริง ๆ ทั้งลายพรินต์ที่เขาปรับดีไซน์ที่มีอยู่เดิมเพื่อแฟน ๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ และจุดยืนทางสังคมของแบรนด์ดีวีเอฟด้วย

โลคัลแบรนด์ต้องพัฒนาสู่โกลบอลแบรนด์

มาถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมแฟชั่น ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 20 ปี ให้ความเห็นว่า ตลาดตอนนี้ค่อนข้างเปิดกว้างด้วยอี-คอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดียต่าง ๆ การเข้าถึงสินค้าแฟชั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่คนให้ความสำคัญ เดี๋ยวนี้เวลาเล่นอินสตาแกรม หรือเฟซบุ๊กก็ต้องโชว์ไลฟ์สไตล์ทั้งการแต่งตัว การรับประทานอาหาร และการท่องเที่ยว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมีรสนิยมและไลฟ์สไตล์ที่ดี จึงนับเป็นข้อดีที่ทำให้ตลาดแฟชั่นมีความสำคัญและขยายกว้างมากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายที่มีคู่แข่งในตลาดมากขึ้นด้วย เพราะอี-คอมเมิร์ซทำให้คนเข้าถึงแบรนด์ในต่างประเทศง่ายขึ้น

“สมัยก่อนคนในประเทศอาจสามารถเข้าถึงได้แค่แบรนด์ในประเทศ หรือแบรนด์ต่างประเทศเฉพาะที่มีคนนำเข้ามาขาย แต่ตอนนี้ด้วยอี-คอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย หรือแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ต่าง ๆ ทำให้คนเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้น กลายเป็นความท้าทายใหญ่ของแบรนด์ที่เป็นโลคัล ในการพยายามพัฒนาให้แบรนด์เทียบเท่ากับโกลบอลแบรนด์ให้ได้”

คุณวิเศษกล่าวปิดท้าย