[bttseo_breadcrumb]

หลายปีก่อนเรียกว่าสร้างเสียงฮือฮา เมื่อมีข่าวว่าพิธีกรชื่อดังที่เรารู้จักกันในนามว่า ‘วู้ดดี้’ หรือ ‘วุฒิธร มิลินทจินดา’ ประกาศเปิดตัวแฟนหนุ่ม ‘คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล’ ตามด้วยภาพพรี-เวดดิ้งสุดสวีท กระแสต่างๆ มากมายทั้งยินดี ทั้งตั้งคำถาม ถามหาความเหมาะสม และสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลย ที่ทั้งคู่ต้องเผชิญ คือกระแสสังคมที่พร้อมตัดสินตัวตน และโจมตีถึงครอบครัว

วันที่โลกรู้ความลับของเรา

“จำได้ว่าปรึกษาโอ๊ต เราจะบอกทุกคนเลยไหม จะดีไหม ก็มานั่งคุยกันถึงข้อดีข้อเสียมีอะไรบ้าง และได้ข้อสรุปว่า ถ้าการเปิดตัวของเราจะช่วยเหลือใครได้บ้าง และความสัมพันธ์ของเราจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของสังคม เราคิดว่าก็ควร ในเมื่อทุกคนก็คือคนเหมือนกัน มีสิทธิ์ที่จะรักเหมือนกัน และทุกอย่างก็เป็นเรื่องปกติ เราก็จะใช้ชีวิตให้เห็นว่านี่เป็นเรื่องปกติ ใครจะออกมาแสดงตัวตนในระดับที่เขาแฮปปี้ หรือไม่แสดงตัวตนก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา แต่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติให้ผู้คนเห็นว่า นี่คือเรื่องปกติ”

การเปิดเผยของเรา คนอื่นจะได้รู้ว่าเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ผิด เป็นแบบนี้ก็ไม่ได้สิ้นหวังว่า ฉันจะไม่มีชีวิตคู่ ฉันจะไม่มีหน้าที่การงานที่ดีเราควรมาถึงจุดที่ตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า แล้วสังคมจะไม่โอเคกับเขาทำไม ผมจะใช้ชีวิตอย่างนี้ ทำไมต้องไม่โอเคกับผมด้วย และผมก็ไม่มายด์ด้วยถ้าจะไม่โอเคกับเรา

‘คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล’

“การที่เรามีวันนี้ เป็นคนมีชื่อเสียง เราต้องรับผิดชอบเหมือนกันนะ เราต้องใช้ชีวิตอย่างถูกต้องและเป็นแบบอย่างที่ดี และเรามีหน้าที่ เราเกิดมาเป็น LGBT หากมีปัญหาหรือ LGBT ยังไม่ได้รับความเท่าเทียมในเรื่องอะไร เป็นหน้าที่ของเราที่จะใช้พลังเท่าที่มีสนับสนุนให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ”

คุณวู้ดดี้เสริม “ก็ไม่ใช่ว่า จะไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เลย แต่เราบอกกันและกันว่า ตราบใดที่ยังมีข้อความเชิงลบตามคอมเมนต์เราในโซเซียลเรื่องนี้ก็แปลว่า เราต้องทำงานรณรงค์ในเรื่องนี้หนักขึ้นกว่าเดิมอีก แต่เราจะไม่เอาข้อความลบๆ พวกนั้นมาคิดในแง่ลบ มันผ่านจุดนั้นไปแล้ว และถ้าเรายังเอามาเป็นอารมณ์ลบ เราก็จะมองเห็นแต่ทางตันและไปต่อไม่ได้” 

บอกครอบครัวเตรียมใจ รับมือกับแรงกระแทกจากสังคม

เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจจะเปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเขา สิ่งแรกที่กังวลคือความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่ คุณโอ๊ตบอกว่า “ไม่ได้เป็นคนที่พูดกับพ่อเยอะครับ และก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคุยเรื่องนี้กันตรงๆ แต่พอมีข่าวผมกับวู้ดดี้ออกมา ก็ตัดสินใจว่า เราไปพูดกับพ่อตรงๆ ก่อนดีกว่า ก็เลยนัดพ่อกินข้าว พ่อเข้าใจวู้ดดี้อยู่แล้ว ก็บอกพ่อไป ‘พ่อรู้ยัง เราคบกันนะครับ แล้วก็มีข่าวออกมา พ่อเสียใจไหม’

“พ่อพูดกับผมว่า ‘พ่อกับแม่เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี

และเลี้ยงให้เป็นคนมี Principle ในการใช้ชีวิต ลูกจะใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้ เรื่องอื่นพ่อไม่ติด’

‘คุณโอ๊ต-อัครพล จับจิตรใจดล’

“พอคุณพ่อพูดเช่นนั้น มันเหมือนปลดอะไรที่ล็อกเราอยู่ออก ผมรู้สึกถึงความรักที่พ่อกับแม่มีให้เสมอมา ไม่เคยไม่ได้รับความรักจากท่าน แต่ก็จะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ค้างคาอยู่ มีเรื่องที่เราปิดเขาอยู่ก่อนหน้านั้นและนี่เป็นข้อสุดท้ายที่เราไม่เคยพูดเปิดใจกับท่านเลย พอได้พูด อะไรหนักๆ มันวางลง มันสบายแล้ว”

คุณวู้ดดี้ก็เช่นกัน “ผมคงต้องขอบคุณทั้งพ่อและแม่ผมที่เปิดใจยอมรับลูกอย่างที่ผมเป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมไม่แน่ใจพ่อจะยอมรับหรือเปล่า จำได้ว่า พ่อเรียกผมไปคุย และบอกว่า ‘จำไว้เลยนะ ยูอาจจะไม่รู้ แต่ว่าไอภูมิใจในตัวยู ไม่ว่ายูจะเป็นอะไรก็ตาม’ 

โห…วันนั้น ผมรู้สึกเหมือนบินได้ ฉันไม่เคยรู้ว่า โลกมีอารมณ์แบบนี้ด้วย ฉันเข้าใจว่าโลกมีอารมณ์อยู่แค่นี้ แต่มันมีอารมณ์ที่เหมือนก้อนหินที่เคยล่ามเราไว้ถูกปลดออกไป และเราก็บินขึ้นมา”

เมื่อตัดสินใจจะแถลงถึงความสัมพันธ์กับคุณโอ๊ต คุณวู้ดดี้ได้ส่งข้อความไปบอกคุณแม่ก่อนว่า ‘จะบอกกับทุกคนเรื่องความสัมพันธ์แล้วนะครับ อยากให้แม่เตรียมตัวเตรียมใจไว้หน่อย’ 

‘ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามนะลูก จงภูมิใจในความรักที่ลูกมี เพราะไม่มีอะไรจะน่าสุขใจในโลกใบนี้ในการเกิดมาเป็นคน เท่ากับเราได้สัมผัสกับความรักไม่ว่าจะในรูปแบบใด’ 

คุณแม่คุณวู้ดดี้กล่าว

ฝ่าฟันแสดงเรียกร้องกฎหมายรับรองสิทธิ LGBT

“กฎหมายเมืองไทยไม่รองรับกลุ่มคน LGBT เราสองคนไม่ได้มีสิทธิ์เท่าเทียมกับคนส่วนใหญ่ในประเทศครับ” คุณวู้ดดี้บอก “เราแต่งงานกันไม่ได้ เราขึ้นชื่อว่าเป็นคู่ชีวิตก็ไม่ได้ แปลกไหมครับ เราไม่ได้สิทธิ์ตรงนี้ และนี่เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่เราควรจะต้องได้”

คุณโอ๊ตเสริมว่า “เราโชคดีที่ครอบครัวเราไม่ได้ปิดกั้นเรื่องนี้ การรองรับของกฎหมาย อย่างจะจดทะเบียนกันหรือเปล่า อาจจะมีความสำคัญน้อยลงมา ถามว่าสำคัญไหม สำคัญครับ แต่ถ้าที่บ้านไม่ยอมรับ สิทธิ์เหล่านี้ยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่ อย่างสิทธิ์ดูแลคนรักตอนเข้าโรงพยาบาล สมมุติเขาเป็นอะไรถึงขั้นโคม่า เราสามารถเซ็นแทนเขา ตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างแทนเขา แต่นี่ไม่มีอะไรรองรับ และถ้าทางบ้านไม่โอเคกับความสัมพันธ์นี้เลย สิทธิ์เข้าไปเยี่ยมก็ยังไม่ได้”

ทั้งคู่เคยคุยกันว่า ถ้าเมื่อไรเมืองไทยให้การยอมรับสิทธิ์ของ LGBT ทั้งคู่จะแต่งงานกันใหม่และจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ  ส่วนเรื่องลูก คุณโอ๊ตบอกว่า “เราเคยคุยเรื่องนี้กันหลายรอบ สังคมแม้จะเปลี่ยนไปในทางที่ยอมรับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น แต่ก็อาจจะยังไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์สำหรับเด็กที่จะต้องเกิดมาในครอบครัวที่มีพ่อ 2 คน เขาก็จะโดนล้อ เขาก็จะมีปัญหา คงไม่เอาเขามาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้จะดีกว่า 

“เราถามกันว่า ถ้าเราไม่มีลูก เราจะขาดอะไรมั้ย ถ้าตอบว่า ‘ขาด’ ก็หมายถึงความต้องการมีลูกมาจากความต้องการของเราสองคน เพื่อเรา ไม่ใช่เพื่อเขา แต่ก็โชคดีที่ตอบว่า ไม่ขาด”


ติดตามบทสัมภาษณ์แบบ ‘Pride Month’ เอ็กซ์คลูซีฟได้ใน นิตยสาร HELLO! ฉบับเดือนมิถุนายน 2564

วาง แผงแล้ววันนี้! 📞 ติดต่อสั่งซื้อโทร 0 2676 8999 ต่อ 217 หรือ 084 079 5678
🛒 สั่งซื้อออนไลน์ที่
shop.burdathailand.com หรือ Line ID: @hellomagazineth