Home > Celebrity > Exclusive Interviews > เสริมทัพธุรกิจให้แข็งแกร่ง ‘ริน-ทิพย์ชยา พงศธร’ กับแนวความคิดทำธุรกิจอย่างยั่งยืน!

เมื่อพูดถึงนักธุรกิจหญิงแกร่งต้องบอกเลยว่าต้องมีชื่อผู้หญิงคนนี้ ‘คุณริน-ทิพย์ชยา พงศธร’ ซีอีโอสาวสายอาร์ต กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มธุรกิจโรงแรมกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ นักธุรกิจสาวที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวความคิดหลักเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ หรือ Sustainability ความเก่งของคุณรินที่มีบทบาทในการช่วยเสริมทัพให้ธุรกิจครอบครัวแข็งแกร่งประสบความสำเร็จอย่างมากในปัจจุบัน

คุณรินสวมกางเกงลายใบไม้สีเขียวใส และเสื้อเชิ้ตสีขาวจาก Club 21 x Saengkhae สวมเครื่องประดับ Cartier ทั้งนาฬิกา Panthère de Cartier ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ประดับเพชร กำไลข้อมือ Juste un Clou เยลโลว์โกลด์ประดับเพชร และแหวน Trinity de Cartier

สาวแกร่ง หนึ่งในสมาชิกครอบครัวใหญ่

ในฐานะทายาทคนเดียวของ ‘คุณวิเชียร และคุณวิมลทิพย์ พงศธร’ ซึ่งฝ่ายบิดาเป็นแชร์แมนกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ที่ทำธุรกิจมากมาย ฝ่ายมารดาเป็นรุ่นที่ 4 แห่งโอสถานุเคราะห์ แม้จะมีธุรกิจหลายสายจากทั้งสองตระกูล แต่ ‘คุณริน-ทิพย์ชยา พงศธร’ ขอใส่หัวใจที่รักในศิลป์ คราฟต์ และวัฒนธรรม ทำธุรกิจแนวคิดยั่งยืนที่โรงแรมขวัญใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่าง Raya Heritage ในหมู่ลูกพี่ลูกน้องและหลานรวมกว่า 30 ชีวิต การทำธุรกิจบนความยั่งยืนของธรรมชาติและชุมชน ความสนใจในการจัดการหลังความตาย และเป้าหมายของซีอีโอที่อยากทำธุรกิจให้น้อยลงแล้วกลับไปทำงานอาร์ตให้มากขึ้น

“คุณแม่มีพี่น้อง 5 คน ส่วนคุณพ่อมีพี่น้อง 11 คน รินก็เลยมีลูกพี่ลูกน้องอายุไล่ๆ กันทั้งหมด 20 คน คนโตสุดอายุ 49 เด็กสุดอายุ 18 เพิ่งจะเข้าปี 1 ปีนี้ เป็นลูกหลงน่ะค่ะ แล้วบ้านญาติๆ อยู่ใกล้ๆ กัน ตอนเด็กๆ พวกเราจะผลัดกันไปเล่นบ้านนั้นบ้านนี้ รินเลยเติบโตมาแบบอบอุ่นมาก (ลากเสียงยาว) ได้อยู่กับคนวัยใกล้ๆ กันตลอดค่ะ” 

ยามไปโรงเรียนก็ไม่แคล้วแวดล้อมไปด้วยญาติพี่น้องอุ่นหนาฝาคั่ง แต่ด้วยฮอร์โมนวัยรุ่นที่สูบฉีด กระตุ้นให้คุณรินรั้นอยากไปเจอโลกแบบฉายเดี่ยวดูบ้าง “รินตัดสินใจตั้งแต่ ม.ปลายแล้วว่าจะไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองนอก เราเรียนที่มาแตร์มาตลอด มีคนไปรับไปส่ง มีคนช่วยทำทุกอย่างให้ เราเลยอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเราอยู่เองได้หรือเปล่าในสังคมที่ไม่เหมือนกับที่บ้านเรา ก็บอกที่บ้านเลยว่ารินจะไม่เอ็นทรานซ์ จะไปเรียนเมืองนอกนะ แล้วรินก็เรียนภาษา ทำสอบทุกอย่าง เพราะถ้าพลาดก็ไม่มีที่เรียน น่าจะเป็นที่วัยด้วยที่เราหัวรั้น ก็อยากได้แบบนี้น่ะ (หัวเราะ)”

ไม่กี่ปีถัดมาเธอได้ไปเมืองนอกคนเดียวสมใจที่ Georgetown University กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา เธอเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่อยากได้พื้นฐานวิธีคิดทางธุรกิจ และเรียนภาษาเยอรมันเพราะอยากเชื่อมโยงกับรากเหง้าของคุณย่าที่เป็นลูกครึ่งเยอรมัน หนึ่งปีหลังเรียนจบที่จอร์จทาวน์ คุณรินบินเดี่ยวไปหาประสบการณ์ใหม่ตัวคนเดียวที่อังกฤษบ้าง “รินไปเรียนด้าน Brand Management ที่ Istituto Marangoni น่าจะเป็นรุ่นบุกเบิกหลังจากที่เขาไปเปิดสาขาที่ลอนดอน จากแต่ก่อนต้องไปเรียนที่มิลาน ตอนเรียนปริญญาตรีมีวิชาเลือกประวัติศาสตร์ศิลปะที่รินตามเพื่อนไปเรียน เราเกิดไปชอบวิชานี้ แต่เหมือนมันสายไปแล้ว เราเรียนเมเจอร์เศรษฐศาสตร์อยู่ พอปริญญาโทเลยเรียนอาร์ต ก็แอบรู้สึกว่าทำไมเรียนสบายขึ้นเยอะ ไม่มีตำรามาก เน้นการทำโปรเจกต์ ทำแผนธุรกิจ เรียนรู้จากคนทำงานในสายอาร์ตจริงๆ สนุกไปอีกแบบค่ะ”

ทายาทโอสถสภาที่ไม่เคยทำงานที่โอสถสภา 

ด้วยปริญญาสองใบจากทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก คุณรินกลับมาร่อนใบสมัครงานที่อ่าวไทยอยู่หลายเดือน ช้าก่อน! ก่อนที่เธอจะเล่าต่อ เราชิงถามว่าทายาทโอสถสภาทำไมตะลอนๆ ส่งใบสมัครงาน “รินไม่แน่ใจว่าอยากทำงานธุรกิจครอบครัวหรือเปล่าน่ะค่ะ ถ้าออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกก่อนน่าจะช่วยให้เรามีพื้นฐานที่ดีและช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น เลยส่งใบสมัครงานไปหลายที่ สุดท้ายรินได้เริ่มงานแรกที่ TCDC ในตำแหน่งผู้ช่วยภัณฑารักษ์ เป็นตำแหน่งจูเนียร์สุดค่ะ”

งานแรกในชีวิตสุดแสนโดนใจ ได้คลุกคลีกับศิลปะและงานดีไซน์ดังใจหวัง ก่อนที่ฝันดีของเธอจะมลายไปในช่วงเวลาปีกว่าๆ เท่านั้น “เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีปัญหาทางการเมือง เรามีโปรเจกต์ที่เตรียมงานมานาน มีงานหนังสือที่ต้องตีพิมพ์ แต่ทุกอย่างโดนเลื่อนออกไปหมด เราไม่แน่ใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นเลยออกมาดีกว่า ตอนที่รินไปทำงานข้างนอก รินคิดว่าคุณพ่อคุณแม่ก็อยากให้รินมาทำธุรกิจของครอบครัวนะคะ

คุณรินเล่าด้วยว่าทางพรีเมียร์กรุ๊ปของฝั่งครอบครัวคุณพ่อทำธุรกิจหลากหลาย แบ่งเป็นสายธุรกิจที่ทำสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ทาโร่ อาหารแมว Atlas สายสิ่งแวดล้อมทำระบบและอุปกรณ์บำบัดน้ำเสียหรือถังแซท โซลาฟาร์มและโซลาเซลล์ สายไอทีทำงานวางระบบให้กับองค์กร สายธุรกิจการเงิน ทำธุรกิจรถสำหรับผู้บริหาร และสายอสังหาริมทรัพย์ที่ทำธุรกิจโรงแรม ได้แก่ โรงแรม Rayavadee ที่กระบี่ Tamarind Village และ Raya Heritage ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสายเดียวที่ไม่ใช่บริษัทมหาทุน

“คุณพ่อเคยถามว่าในธุรกิจที่ทำรินสนใจด้านไหน มีอันไหนที่ไม่เอาจริงๆ รินก็ตอบไปว่าในด้านทาโร่ไอทีและสิ่งแวดล้อม (หัวเราะ) เราคงไปบริหารงานไม่ได้ เราไม่มีความรู้ด้านนั้นเลย ส่วนงานทางครอบครัวฝั่งคุณแม่ รินไม่ได้เข้าไปทำเลยค่ะ ด้วยความที่เป็นคนละสายงานกัน”

สุดท้ายคุณรินจึงแขวนป้ายพนักงานแผนกดีไซน์ในธุรกิจโรงแรม “มันเป็นธุรกิจที่สร้างความสุข เป็นการผสมผสานกันระหว่างความสวยงาม ศิลปะ วัฒนธรรม และธุรกิจ ซึ่งเป็นทุกสิ่งที่เราชอบอยู่แล้วค่ะ”  

“ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน

เราจะเริ่มต้นที่ ‘ตำแหน่งจูเนียร์’ ที่สุดเสมอ

เริ่มต้นจากพนักงานแผนกดีไซน์ ในธุรกิจด้านโรงแรม

โรงแรมในความดูแลทุกแห่งล้วนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเข้าพักหัวกระไดไม่แห้งตลอดปี ทว่าโรงแรมดังแค่ไหนก็ต้องพ่ายให้กับโควิด “ธุรกิจเราพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ 90% พอโควิดมายอดนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 90 เป็น 0 เราเลยเริ่มทำการตลาดกับลูกค้าคนไทยมากขึ้น ซึ่งก็ไปได้ดีเลยค่ะในช่วงที่โควิดยังไม่รุนแรงมาก คนยังเดินทางได้ แต่พอปีนี้ก็หนัก ทุกอย่างปิดหมด ไม่มีเที่ยวบิน ลูกค้าคนไทยก็เลยเป็นศูนย์อีก”

เธอมีสีหน้าคิดหนักแต่ก็ฉายแววไม่ยอมแพ้ง่ายๆ “เราเพิ่งมาคิดกันไม่นานมานี้ว่าเราทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงอย่างเดียวไม่ได้อีกแล้ว เราต้องทำอะไรหลากหลาย ตอนนี้เลยใช้ความเชี่ยวชาญของเราไปทำด้าน Consulting สำหรับคนที่อยากทำโรงแรม ร้านอาหาร หรือมีโปรเจกต์รีโนเวต เป็นโอกาสที่เราได้ออกไปสัมผัสอย่างอื่นบ้างที่ไม่ใช่บ้านของเราตลอดเวลาค่ะ”

คุณรินในชุดเสื้อกางเกงสีครีมจาก ASAVA สวมเครื่องประดับ Cartier  ทั้งสร้อยคอ กำไลข้อมือ และแหวนรุ่น Juste un Clou เยลโลว์โกลด์ประดับเพชร และกำไลข้อมือ Love พิงก์โกลด์  และแหวน Trinity de Cartier

Raya Heritage ธุรกิจบนความยั่งยืน

“รายาวดีเป็นโรงแรมเก่าแก่เกือบ 30 ปี ส่วนแทมมาริน วิลเลจ เราซื้อกิจการมาจากเจ้าของเมื่อ 15 ปีก่อนและรีโนเวตใหม่ และรายา เฮอริเทจสร้างเสร็จเมื่อ 2 ปีก่อนนี้เองค่ะ เป็นโปรเจกต์ที่รินเริ่มทำตั้งแต่ศูนย์ ระหว่างนั้นก็สร้าง Botanical House สถานที่จัดงานเลี้ยง ฟังก์ชั่นและอีเวนต์ต่างๆ ส่วนตอนนี้กำลังทำ Raya Residence โครงการบ้านเดี่ยวที่กรุงเทพฯค่ะ” คุณรินเล่าถึงงานในความดูแลขณะเปิดโบทานิคอลเฮาส์ให้ HELLO! เข้าไปชมความร่มรื่นที่ไม่ต่างจากโอเอซิสในป่าคอนกรีต 

“อสังหาริมทรัพย์ทุกแห่งที่รินดูแลจะเน้นเรื่อง Sustainability ซึ่งในความคิดเรา ความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์นะคะ มันควรจะเป็นอยู่แล้ว เราทำงานด้วยความคิดที่ว่าเราไปหยิบยืมมาจากธรรมชาติ ผลกระทบที่เราสร้างควรจะเป็นเชิงบวกให้กับพื้นที่ตรงนั้น เราจะไม่รบกวนธรรมชาติและไม่รบกวนชุมชน อย่างรายาวดี ถึงเราไม่ได้เริ่มสร้างมาแต่แรก แต่ตอนเข้าไปพัฒนาที่ดิน เราไม่ได้ตัดต้นไม้เลย แล้วยังไปวางระบบบำบัดน้ำเสียที่ไม่ต้องปล่อยน้ำทิ้งลงทะเล เป็น Zero Discharge ระบบแอร์เป็นแบบที่ไม่ปล่อยความร้อนออกไปข้างนอก แล้วใช้เป็นระบบน้ำเย็นแทน และทำอีกหลายๆ อย่าง

“เราต้องลงทุนมากกว่าการก่อสร้างทั่วไป แต่เรามองว่าเป็นการลงทุนทางธุรกิจค่ะ ถ้าธุรกิจเราไปทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมลง ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้ เพราะเราก็พึ่งพาความสวยงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมในพื้นที่ตรงนั้นด้วย โรงแรมเราจะได้สวยท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สวย อีกแง่หนึ่งก็เป็นความสัมพันธ์กับชุมชนด้วยค่ะ พอเราไปทำสิ่งดีๆ มีความเกื้อกูลกัน คนในพื้นที่ก็อยากมาทำงานกับเรา เพราะเขามองว่าเราเป็นธุรกิจที่ดีมีคุณภาพ ถ้าเราอยากอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่คนในชุมชนไม่เข้าใจ มันก็สวนทางกันค่ะ ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกันว่าเราอยากทำธุรกิจไปยาวๆ เราไม่อยากทำลายสิ่งดีๆ ในพื้นที่ การทำอะไรฉาบฉวยได้กำไรง่ายและได้มากกว่าอยู่แล้วค่ะ แต่ความยั่งยืนต้องใช้เวลา”  

ความยั่งยืนที่ถือเป็นคุณค่าหลักในการทำงานของคุณรินจึงเป็นมากกว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่หมายถึงการอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาวของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งคนและธรรมชาติ รายา เฮอริเทจที่เพิ่งเปิดตัวได้ 2 ปีจึงกวาดรางวัลมากมาย เช่นChiang Mai Design Awards (CDA) ปี 2018 รางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น เหรียญเงิน ปี 2563 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ทั้งยังเป็น 1 ใน 400 โรงแรมของ The Leading Hotels of the World ที่มีคอลเลกชั่นโรงแรมระดับลักซ์ชัวรีในกว่า 80 ประเทศอีกด้วย


ติดตามบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากเหล่าเซเลบริตี้ Young Achievers ได้ใน

นิตยสาร HELLO! ‘ฉบับเดือนตุลาคม 2564′ วางแผงแล้ววันนี้⁠

📞 ติดต่อสั่งซื้อโทร 0 2676 8999 ต่อ 217 หรือ 084 079 5678⁠
🛒 สั่งซื้อออนไลน์ที่⁠
shop.burdathailand.com หรือ Line ID: @hellomagazineth