Home > Celebrity > Weddings > เส้นทางความรักของ ‘เดช ศรีเฟื่องฟุ้ง-ภาดารี อุตสาหจิต’ ตัวตนที่สดใส รักครอบครัวของเจ้าสาวที่ทำให้ มั่นใจได้ว่านี่หล่ะคือ “คนที่ใช่.!”

คนหนึ่งเป็นหนุ่มไทยที่ไปเติบโตในต่างแดน ส่วนอีกคนเป็นสาวไทยที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย ตลอดเวลาที่ผ่านมาชายหนุ่มคนนี้มองหาสาวไทยที่มีแนวคิดแบบตะวันตกเหมือนตนเอง และเกือบจะถอดใจอยู่แล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งชายหนุ่มพบหญิงสาวในงานวันเกิดเพื่อน ตามด้วยการบังเอิญเจอกันในร้านอาหาร ความที่เป็น Foodie เหมือนกัน ความสนใจหลายอย่างที่ตรงกัน รสนิยมที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ทั้งสองตัดสินใจยกระดับสถานะความสัมพันธ์จากเพื่อนกลายเป็นแฟนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี ‘คุณเดช ศรีเฟื่องฟุ้ง คือชายหนุ่มคนนั้น เขาเป็นทายาทคนโตของจักษุแพทย์ไทยที่ไปใช้ชีวิตในเวสต์เวอร์จิเนีย ‘นพ.สราวุฒิ ศรีเฟื่องฟุ้ง และคุณกาญจนา บุญญาปะมัย ศรีเฟื่องฟุ้ง’ และยังเป็นนักศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยไอวีลีกอย่าง Columbia University สาขา Financial Engineering ที่นิวยอร์ก 

ส่วนสาวสวยผู้น่ารักก็คือ ‘คุณนาว-ภาดารี อุตสาหจิต’ บุตรีคนงามของ ‘คุณวิธิต และคุณโชติกา อุตสาหจิต’ แห่งไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป และสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือการ์ตูนในตำนานอย่าง ขายหัวเราะ มหาสนุก ปังปอนด์ และอื่นๆ อีกมากมาย 

“จริงๆ ผมเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก เพราะผมโตที่อเมริกา แม้ว่าจะมีเชื้อสายไทย แต่การเติบโตในสังคมฝรั่ง ทำให้มีความคิดและมุมมองหลายอย่างเหมือนฝรั่ง คู่กับความเป็นไทยบางส่วนที่ได้จากคุณพ่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นเวลาผมสนใจใคร จะจีบใครก็อยากหาคนที่มีความไฮบริดไทยฝรั่งแบบผม ซึ่งหาค่อนข้างยาก และยิ่งผมเป็นคน Introvert ชอบอยู่แบบง่ายๆ ก็ยิ่งต้องหาคนที่เข้าใจตรงนี้ และจะต้องเป็นคนที่ Independent ในระดับหนึ่ง  มีความรักอิสระสูง สามารถมีความสุขเวลาอยู่ด้วยกัน แต่ขณะเดียวกันก็สามารถมีพื้นที่ส่วนตัวด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังคนเดียว หรือกินข้าวคนเดียว ซึ่งผมชินกับชีวิตแบบนั้นอยู่แล้ว แต่การจะหาผู้หญิงแบบที่ผมชอบเป็นอะไรที่หายากมากๆ” คุณเดชเปิดใจถึงผู้หญิงในฝันที่เขารอมาตลอดทั้งชีวิต 

แต่ถามว่าเป็น Love at first sight หรือเปล่า คงต้องบอกว่าไม่ใช่ ทว่าเป็นความประทับใจที่ตามมามากกว่า ทั้งคู่พบกันในงานวันเกิดของ ‘คุณรุ่งโรจน์ เทิดน้ำเพ็ชร์’ เมื่อช่วงปลาย พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นเพื่อนของทั้งสองฝ่าย หลังจากมีคนแนะนำให้รู้จักกัน คุณนาวซึ่งคิดจะเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เมื่อทราบว่าคุณเดชเคยเรียนที่ Columbia University จึงพูดคุยกันเรื่องนี้เล็กน้อย และจากนั้นต่างคนต่างก็เอนจอยกับงานปาร์ตี้ 

เรื่องน่าจะจบลงแต่เพียงเท่านั้น ถ้าหากคุณนาวและคุณเดชไม่ไปรับประทานอาหารที่ร้าน Crab & Claw ในวันเปิดศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์เหมือนกันโดยบังเอิญ หญิงสาวจดจำชายหนุ่มซึ่งเจอกันในงานวันเกิดของรุ่นพี่ก่อนหน้านั้นได้ การพบหน้ากันเป็นหนที่สองซึ่งเป็นครั้งสำคัญนี้ คุณเดชถึงกับเซฟแชตครั้งนั้นเก็บไว้ในมือถือของตนเองเลย 

คุณนาว Line ทักคุณเดชว่า ‘Hi ka, I’m Now from P.Nob’s party. I think we are in the same restaurant. I’m on ur left.’ ฝ่ายชายมองไปทางซ้ายเห็นหน้าฝ่ายหญิงแล้วจำชื่อเธอได้ทันที ด้วยความดีใจที่ได้พบสาวสวยซึ่งเคยรู้จักจึงตอบไปว่า ‘Really?? Good seeing you na krab N.Now. We need to get the big group together again sometime soon.’ แล้วฝ่ายหญิงตอบกลับไปว่า ‘Same ka.’ อันเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ทั้งสองได้สานสัมพันธ์กันต่อ    

“นาวไปกินข้าวกับเพื่อน แล้วบังเอิญเจอพี่เดชในร้านเดียวกัน ก็เลย Line ไปทัก  จึงได้พูดคุยกันยาว ต่อมาอีกห้าเดือน เราสองคนจึงกลับไปกินข้าวที่ร้าน Crab & Claw อีกครั้ง แต่คราวนี้เราเลื่อนสถานะมาเป็นแฟนกันแล้ว” เจ้าสาวพูดพลางหัวเราะเบาๆ ด้วยความเขิน 

“เหตุผลที่ผมขอนาวเป็นแฟน ก็เพราะหลังจากได้พูดคุยกัน เห็นได้ชัดว่านาวเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจ มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง มีความ Adventurous ไม่กลัวที่จะออกนอก Comfort Zone ไม่ต้องพึ่งพาใคร ก็รู้สึกแปลกดีที่เขาเป็นผู้หญิงที่มีความคิดและไลฟ์สไตล์เหมือนคนที่โตเมืองนอกเลย เวลาอยู่ด้วยกันมีความสุข แค่นั่งอ่านหนังสือในห้องเดียวกัน หรือทำงานข้างๆ กัน ก็แฮปปี้แล้ว มีปัญหาอะไรก็แชร์ความคิดและปรึกษาเขาได้ตลอด นาวสามารถให้คำแนะนำดีๆ และเป็นกระจกสะท้อนมุมมองอื่นๆ ที่ผมคาดไม่ถึงด้วย”

สองปีที่ไกลกัน 

แต่ทว่าหลังจากใบสมัครเข้าเรียน Harvard Business School ของคุณนาวได้รับการตอบรับ ในอีกสองปีถัดมา ทำให้ทั้งคู่ต้องอยู่ห่างกันคนละทวีป ซึ่งต้องอาศัยความมั่นคงทางใจเป็นอย่างมาก “ช่วงที่นาวเตรียมตัวสมัครเข้าโปรแกรม MBA ที่อเมริกา ผมก็ช่วยติวและเตรียมความพร้อมให้เขา เพราะผมเคยผ่านขั้นตอนการสมัครเรียนปริญญาโทมาก่อน แต่ระหว่างนั้นในใจผมครึ่งหนึ่งก็รู้สึกเป็นกังวล เพราะรู้ว่าถ้านาวเข้าได้ก็ต้องคบกันแบบรักทางไกลนานถึงสองปี” 

ดังนั้นในวันแรกที่คุณนาวได้ข่าวดีว่า ได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนที่ Harvard Business School แล้ว นาทีแรกที่รู้ข่าวนี้ คุณเดชรู้สึกสองจิตสองใจระหว่างความยินดีและความผิดหวังเล็กน้อย เนื่องจากคุณนาวต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในอีกซีกโลก ทั้งสองต้องอยู่ห่างกัน กับอีกใจที่เป็นความยินดีกับแฟนสาวคนเก่งที่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกได้ อันเป็นโอกาสดีที่เธอจะได้พัฒนาตัวเอง และไปใช้ชีวิตท่ามกลางบรรยากาศใหม่ในต่างแดน 

“วันนั้นความรู้สึกต่างๆ ประดังประเดเข้ามาหาผม เริ่มจากความรู้สึกผิดหวังนิดหนึ่ง ตามด้วยความรู้สึกดีใจไปกับนาว ทำให้ผมตระหนักว่าความรักที่ผมมีให้นาว เป็นความรักที่ Mature แล้วจริงๆ ผมอยากให้ผู้หญิงที่ผมรักได้มีประสบการณ์ที่ดี เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ได้รู้จักคนเก่งๆ มีเพื่อนจากทั่วโลก และได้ใช้ชีวิตในแบบที่ผมเคยใช้สมัยเรียนอยู่อเมริกา ผมจึงมั่นใจว่าช่วงเวลาสองปีที่ห่างกันนี้จะผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว และรู้ใจตัวเองว่าอยากใช้ชีวิตร่วมกับนาวหลังจากที่นาวเรียนจบกลับไทยไปอีกนานแสนนาน” 

ด้านคุณนาวที่เป็นคนต้องห่างนั้นเล่า….รู้สึกอย่างไร ที่ต้องจากแฟนหนุ่มไปใช้ชีวิตยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเป็นเวลานานถึงสองปี  เธอบอกเราว่า “ช่วงที่เรียน Harvard นาวเรียนหนักมากเลยค่ะ ก็ได้พี่เดชซึ่งเป็นคนที่ใส่ใจมาก คอยโทร.มาให้กำลังใจ และหาโอกาสบินมาเยี่ยมนาวหลายครั้ง ทุกครั้งที่พี่เดชจะมาเยี่ยม จะไปขออนุญาตคุณแม่ก่อนทุกครั้ง และจะคอยถามว่าจะฝากอะไรไปให้นาวไหม ตอนนาวเรียนจบ ครอบครัวของนาวเดินทางไปร่วมงานรับปริญญาของนาวที่ Harvard ก็ได้พี่เดชนี่แหละเป็นคนวางแผนจัดการการเดินทางให้คุณพ่อคุณแม่นาวได้รับความสะดวกสบายที่สุด ทั้งการเที่ยวแคนาดา และล่องเรือสำราญเที่ยวอะแลสกากัน น้องๆ แฝดทั้งสามของนาวก็รักพี่เดชเหมือนเขาเป็นพี่ชายคนโตของครอบครัวเราหมดทุกคนค่ะ”   

ก่อนที่คุณนาวจะไปศึกษาต่อที่ Harvard เธอมีเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้ นั่นคือการเลี้ยงสุนัข  จึงส่งรูปสุนัขมองดูเด็กทารกพร้อมกับคำว่า Life Goal ไปให้คุณเดชทาง Line แม้ชายหนุ่มจะเห็นดีเห็นงามกับเธอด้วยว่าอยากเลี้ยงสุนัข แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเลี้ยงได้ง่ายๆ เพราะคุณแม่ของคุณนาวตั้งกฎเหล็กห้ามเลี้ยงสุนัขในบ้าน 

“ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนกฎเหล็กนี้ของคุณแม่ได้เลยค่ะ และพวกเราห้าพี่น้องก็ไม่เคยมีหวังกับการเลี้ยงหมาของตัวเองเลย พี่เดชเองก็รู้ว่านาวอยากเลี้ยงหมามากๆ เลยรวบรวมความกล้าไปเจรจากับคุณแม่นาวหลายต่อหลายครั้ง จนในที่สุดคุณแม่ก็ใจอ่อน พี่เดชก็เลยซื้อลูกหมาพันธุ์คอร์กี้มาให้นาวเป็นของขวัญหลังจากเรียนจบ และตั้งชื่อว่า Taco ซึ่งตอนนี้เป็นขวัญใจของทุกคนในบ้านนาวไปแล้วค่ะ รวมทั้งคุณแม่ด้วย”

หลังกลับถึงเมืองไทยได้ราวปีเศษ คุณเดชจึงให้ผู้ใหญ่มาทาบทามสู่ขอคุณนาวอย่างเป็นทางการ อะไรที่ทำให้คุณเดชมั่นใจว่าหญิงสาวคนนี้คือคนที่ ‘ใช่’ เขาตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “นาวเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากครับ เขาชอบเล่าให้ผมฟังว่า เขาต้องกินข้าวกับอากง (บันลือ อุตสาหจิต) ทุกเช้าก่อนไปทำงาน นอกจากนี้เขายังเป็นน้องคนรองที่สนิทกับพี่และน้องๆ แฝดสามอีกด้วย ซึ่งประทับใจผมมากเหมือนกัน เพราะถึงแม้ครอบครัวผมจะอยู่ในสังคมอเมริกัน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับครอบครัวและเครือญาติ ซึ่งเป็นค่านิยมแบบไทยที่คุณพ่อคุณแม่ผมปลูกฝังมาโดยตลอด เพราะตั้งแต่เด็กๆ เวลาปิดเทอมท่านจะส่งผมมาอยู่กับญาติๆ นานเป็นเดือนเพื่อให้สนิทกัน ทำให้ผมมั่นใจมากว่า นาวเป็นผู้หญิงที่เราเห็นอนาคตร่วมกันอย่างจริงจัง” 

ด้านคุณนาวก็บอกเราว่า เธอชอบที่เจ้าบ่าวของตนเองก็เป็น Foodie เหมือนเธอเช่นกัน และเริ่มต้นคบหากับคุณเดชตั้งแต่ครั้งที่เธอยังเป็น First Jobber จนกระทั่งจากบ้านไปเรียนต่อ ทำให้ทั้งสองพบเจอความเปลี่ยนแปลงตามประสบการณ์และวัยที่ค่อยๆ เติบโตขึ้น ทำให้เขาและเธอเรียนรู้และรักกันไม่มีเปลี่ยนแปร 

เมื่อคุณเดชแอบเซอร์ไพรส์ขอคุณนาวแต่งงานริมทะเล ที่ See View Resort บนเกาะช้าง จังหวัดตราด โดยได้รับความร่วมมือจากเพื่อนสนิททั้งสองของคุณนาว คุณแอ๊ม (กันต์รวี กิตยารักษ์) และคุณวิกกี้ (วิภาดา วงศ์ศิริเดช) ที่ต้องไปขอริมทะเล ก็เพราะคุณนาวเคยบอกคุณเดชว่า ถ้าจะขอแต่งงานก็อยากให้เลือกสถานที่สวยงามหน่อย

“พอพี่เดชชวนไปเกาะช้าง นาวตอบตกลงพร้อมทั้งคิดในใจว่า น่าจะเป็นทริปนี้แหละ (ยิ้ม) แต่ไม่รู้ว่าจะขอเมื่อไร หรือจะมาในรูปแบบไหน นาวจะแอบสังเกตพฤติกรรมเขาตลอด และคิดว่าน่าสงสัย เพราะเขาไม่ให้นาวแตะมือถือเขาเลย”

งานนี้คุณเดชถึงขนาดเตี๊ยมกับคุณแม่นาวพิมพ์การ์ดขอแต่งงาน โดยทำเหมือนการ์ดในบอร์ดเกมส์ซึ่งคุณนาวชอบเล่น ซึ่งคนแพ้จะได้การ์ดใบนั้น แต่ด้วยความที่คุณนาวเล่นเกมส์เก่งมาก ไม่แพ้สักที จนช่างภาพต้องส่งสัญญาณให้คุณเดชเร่งทำคะแนน เพราะแสงใกล้หมดแล้ว ทั้งคุณเดชและเพื่อนๆ จึงต้องพยายามทำให้คุณนาวแพ้ และเจ้าสาวถึงกับตะลึงเมื่อหยิบได้การ์ดขอแต่งงานใบนั้น กลายเป็นว่าเขาสามารถเซอร์ไพรส์เธอได้สำเร็จในที่สุด 

คุณนาวพูดถึงความรู้สึกในตอนนั้นว่า “นาวประทับใจพี่เดชมากค่ะ เพราะเขาเป็นผู้ชายที่ผู้ช้าย…ผู้ชาย ไม่ชอบทำเซอร์ไพรส์ ทำให้เวลาเขาทำเขาดูน่ารัก หรืออย่างทำการ์ดให้ ก็รู้สึกว่าผู้ชายตัวใหญ่มาทำของจุ๊กจิ๊กให้เรา นาวก็รู้สึกซาบซึ้งค่ะ” 

วันสำคัญ และเหรียญชำร่วย 

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ได้ถูกเนรมิตเป็นสวนกุหลาบสีหวาน เจ้าบ่าวมาพร้อมกับเพื่อนเจ้าบ่าวและขบวนแห่ขันหมาก เพื่อผ่านด่านประตูเงินประตูทองของบรรดาเพื่อนเจ้าสาวยาวเหยียด แต่ละด่านก็มีโจทย์ฮาๆ ให้เจ้าบ่าวสลัดความขี้อายออกไป เพื่อจะเต้น จะทำท่าตลกๆ หรือพูดคำยากๆอย่างเช้าฟาดฟักผัด เย็นฟาดผัดฟัก สร้างความครื้นเครงให้กับผู้มาร่วมงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าบ่าวเตรียมตัวมาดี และเต้นเกินคำเรียกร้องของผู้กั้นประตูไปมาก จนกระทั่งด่านสุดท้าย เจ้าบ่าวจึงนำช่อดอกฟาแลนนอปซิสสีขาวมามอบให้เจ้าสาวซึ่งอยู่ในชุดลูกไม้แขนยาวเข้ารูปกระโปรงสุ่มสีขาวของ Oat-couture และเครื่องประดับของต๊อกกวง จูเว็ลเลอส์ ซึ่งคุณมนตรี บุญญาปะมัย คุณลุงของเจ้าบ่าวเป็นผู้ออกแบบ 

พิธีสวมแหวนเป็นไปตามฤกษ์ 7.49 น. โดยมี ‘คุณทิพพาภรณ์ เจียรวนนท์ อริยวรารมย์’ ซึ่งเป็นเพื่อนคุณแม่คุณนาว และเป็นผู้ใหญ่ที่คุณนาวรักและเคารพ และ ‘ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์’ เป็นประธานฝ่ายหญิง และ ‘คุณสมบัติ พานิชชีวะ’ เป็นประธานฝ่ายชาย ตามด้วยพิธีจดทะเบียนสมรส พิธียกน้ำชาญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย และพิธีส่งตัว ก่อนจะรับประทานอาหารจีนร่วมกัน ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก และอยากกลับมารับประทานอีก แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าทางโรงแรมเสิร์ฟอาหารจีนเฉพาะในงานจัดเลี้ยงเท่านั้น 

ให้หลังจากนั้นอีกเก้าวัน 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 จึงเป็นการฉลองมงคลสมรสที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์ โดยมี ‘คุณทิพพาภรณ์และ ดร.ชวัลวัฒน์’ เป็นประธานฝ่ายหญิงอีกเช่นเคย ส่วนประธานฝ่ายชายคือ ‘คุณสารัชถ์ และคุณนลินี รัตนาวะดี’ ผู้บริหารบมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ 

ส่วนเพื่อนๆ ของบ่าวสาวที่อยู่ต่างประเทศ จำต้องยกเลิกการเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีที่เมืองไทย เพราะสถานการณ์โควิด จึงทำคลิปอวยพรส่งมาให้ รวมทั้งคุณตูน บอดี้สแลมด้วย ซึ่งถือเป็นเซอร์ไพรส์ที่ประทับใจทุกคนในงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณเดชและคุณนาว 

คุณนาวในวันนั้นดูเจิดจรัสในชุดลูกไม้ไม่มีแขน กระโปรงบานชายยาวสีขาวปักเลื่อมทั้งตัวของ Oat-couture อีกเช่นกัน และผ้าคลุมผมชายยาว ซึ่งขับให้เจ้าสาวดูมีออร่า แต่สมาชิกครอบครัวอีกหนึ่งหน่วย ที่ก่อนหน้านั้นคุณนาวเคยปรารภกับสามีว่าอยากให้มาร่วมงานด้วย นั่นก็คือเจ้า Taco ซึ่งก็มาในชุดทักซิโด้สมกับเป็นขวัญใจของสมาชิกทุกคนในครอบครัว และคุณนาวยังอยากให้มีการจุดพลุสว่างสดใสสวยงามเป็นการจบพิธีฉลอง เพื่อเป็นความทรงจำที่ดี 

“ต้องขอบคุณพี่เดชที่ช่วยจัดให้นาวครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปรากฏตัวของเจ้า Taco และโชคดีที่วันนั้นฝนไม่ตก และสถานที่จัดงานของเราอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงได้ภาพพลุสว่างไสวทาบทาท้องฟ้าและสะท้อนบนท้องน้ำ เป็นภาพที่ประทับในความทรงจำทุกคนที่ได้เห็น รวมทั้งนาวด้วยค่ะ” 

แขกที่มาร่วมงานทุกคนจะได้รับของชำร่วยเป็นเหรียญยูเอสดอลลาร์ของรัฐนิวยอร์ก และแมสซาชูเซตส์ ซึ่งเป็นรัฐที่คุณเดชและคุณนาวเคยไปศึกษาและมีความทรงจำดีๆ ที่นั่น และที่พิเศษไปกว่านั้น ยังเป็นการสืบทอดธรรมเนียมเล็กๆ จากงานวิวาห์ของบุพการีฝ่ายคุณเดช ที่มอบเหรียญเป็นของชำร่วยที่ระลึกในงานของท่านด้วยเช่นกัน 

บ่าวสาวซึ่งในปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารและเป็น Founder ธุรกิจสตาร์ทอัพ ทางด้านซอฟต์แวร์และ AI ชื่อว่า ไลท์เวิร์ค เอไอ ต่างก็รู้สึกซาบซึ้งกับความช่วยเหลือของทุกคนที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งญาติมิตร

“นาวและพี่เดชอยากขอบคุณญาติๆ และเพื่อนๆของทั้งสองฝั่ง ที่ให้ความช่วยเหลือเราในการจัดงานครั้งนี้ และรู้สึกดีใจและซาบซึ้งใจที่พวกเขามาร่วมยินดีในวันสำคัญของเรา ที่ผ่านมาครอบครัวนาวได้ชื่อว่าญาติเยอะ แต่พอมาเจอพี่เดช ปรากฏว่าญาติเยอะกว่านาวอีก ก็รู้สึกอบอุ่นดีค่ะ” คุณนาวพูดพลางหัวเราะเบาๆ 

วิดีโอพรีเซนเทชั่นที่ฉายในงานฉลองมงคลสมรสของทั้งคู่ คุณนาวบอกว่าเธอรู้สึกประทับใจกับคำพูดของคุณเดชมากที่ว่า “Always stay together, always stay at each other’s side and I’m looking forward to the rest of my life with you. 

“นาวเชื่อว่าพี่เดชเป็นคนรักษาสัญญาค่ะ”

Never miss an update

Subscribe to our newsletter to get the latest updates.

No Thanks
You’re all set

Thank you for your subscription.