เทคนิควางรากฐานชีวิตให้ทายาทเพียงคนเดียวของ ‘มนนเทพ พรประภา’
เทคนิควางรากฐานชีวิตให้ทายาทเพียงคนเดียวของ ‘มนนเทพ พรประภา’
View Gallery
Education

เทคนิควางรากฐานชีวิตให้ทายาทเพียงคนเดียวของ ‘มนนเทพ พรประภา’

"การศึกษา" และ "การเติบโตอย่างมีคุณค่า" คือ เป้าหมายสำคัญสำหรับ 'น้องปุญญ'

ในครอบครัวที่มีธุรกิจหลายแขนงที่ต้องการทายาทมาช่วยสานต่อให้ก้าวหน้าต่อไปนั้น คนส่วนใหญ่มักมองว่าจะต้องมีการวางตัวลูกหลานให้มาสืบทอดกิจการต่อ แต่ถ้าถามทายาทจริงๆ แล้วมักได้คำตอบคล้ายๆ กันว่าไม่ได้มีการวางตัวไว้ล่วงหน้า แล้วแต่ความสามารถหรือความชอบของลูกหลาน แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนมักจะวางแผนเหมือนกันคือ ให้การศึกษาแก่ลูกๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เช่นเดียวกับครอบครัว ‘พรประภา’ ของ 'คุณมนนเทพ พรประภา' ซึ่งก็มีลูกชายคนเดียวคือ 'น้องปุญญ –มานูเอล ปัญญวัฒน์ พรประภา' อายุ 11 ปี ดังนั้น การศึกษาของน้องปุญญจึงได้รับการวางแผนมาอย่างดีที่สุดและความที่น้องปุญญเกิดที่ประเทศเยอรมนี ภาษาเยอรมันจึงเป็นภาษาแรกที่เขาพูดได้ และเมื่อกลับมาเมืองไทย คุณพ่อจึงให้เข้าเรียนโรงเรียนที่สอนภาษาเยอรมันเพื่อความต่อเนื่องทางภาษา

น้องปุญญกับวิวหน้าโรงเรียน

และเลือกให้น้องปุญญ เรียนที่โรงเรียนประจำ ชื่อ ‘Institut aufdem Rosenberg’ อยู่ที่เมือง St.Gallen สวิตเซอร์แลนด์ เป็นโรงเรียนประจำระดับเอ ลิสต์ ติดระดับท็อปที่คนมีสตางค์ของเยอรมันส่งลูกหลานมาเรียน และห่างจากชายแดนสวิส-เยอรมันไม่ถึงชั่วโมง เป็นโรงเรียนที่คุณภาพดีมาก ตั้งมาร้อยกว่าปี และที่สำคัญ การสอนทุกอย่างเป็นภาษาเยอรมันชั้นสูง หรือโฮคดอยช์(Hochdeutsch) ไม่มีสำเนียงใต้หรือจากที่อื่นๆ มาปนเป็นภาษาเยอรมันผู้ดี ครูหรือบุคลากรก็เป็นครูทั้งสวิสและเยอรมัน ผมก็แวะไปดู และครูใหญ่ก็พาไปแนะนำเขาบอกว่าเขารับเด็กตั้งแต่อายุ 8 ขวบ แต่ถ้า 7 ขวบเด็กคนไหนพร้อมก็มาได้

โดยโรงเรียนนี้แบ่งเป็น 5 หลักสูตร คือ

หลักสูตรการเรียนแบบเยอรมัน (German Abitur)

หลักสูตรสวิส (SwissMatura)

หลักสูตรอังกฤษ (British A Levels)

หลักสูตรอเมริกัน (US High School)

หลักสูตรอิตาลี (ItalianMaturit)

“ข้อดีคือ ภาษาเยอรมัน แน่นอนใช้ในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์เป็นส่วนใหญ่ และในออสเตรีย แต่ไม่เท่าฝรั่งเศส เพราะฝรั่งเศสมีอาณานิคมเยอะ มองลึกลงไปอีกหน่อย ความได้เปรียบคือ อย่างน้อยที่สุดเขาสามารถไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในสวิส ออสเตรียได้หมดหรือจะเป็นที่อื่นก็ได้ถ้าเขาสมัครสอบภาษาอังกฤษ ผมคิดว่ามีตัวเลือกมากกว่า การเรียนภาษาเป็นการฝึกตรรกะ ฝึกสมอง และทำให้เราได้เปรียบ ถ้าเราสามารถพูดได้หลายภาษาก็เป็นกำไรชีวิต”

น้องปุญญโชว์เหรียญรางวัลจากสกี และถ้วยรางวัลที่ 1 จากเทนนิส

โดยที่โรงเรียนนั้นเน้นรูปแบบของการศึกษา วิชาการที่เข้มข้น แต่ก็ไม่ละเลยถึงรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันโดยฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย มีความสามารถที่ดีเพรียบที่จะเข้าสังคม เริ่มจากการฝึกให้ทุกคนตื่นเวลาหกโมงครึ่ง ถ้าไม่ตื่น ครูจะปลุกจนตื่น เอาน้ำสาดก็มี ตื่นมาแปรงฟัง อาบน้ำ แต่งตัว หวีผมด้วย แล้วก็ทำเตียงเองให้เรียบร้อย ตอนอยู่บ้านไม่เคยทำ ครั้งแรกครูโชว์ให้ดู หลังจากนั้นก็ต้องทำด้วยตัวเอง จะต้องใส่สูทผูกเนกไททุกวันทั้งตอนไปเรียน และตอนกินข้าว ตอนแรกก็ผูกไม่เป็น ใส่แบบสำเร็จรูปที่ยืดได้ เพื่อนก็มาแกล้งดึง ผมก็ถามปาป๊าว่าผมขอเนกไทอันจริงหน่อย ปาป๊าก็สอนวิธีผูกให้ ห้ามใส่กางเกงยีนส์ไป รองเท้าต้องสีดำ ผูกเชือกหรือสวมก็ได้ วันเสาร์อาทิตย์เวลาจะไปกินข้าวก็ต้องแต่งตัวแบบนี้ ผมมีแจ็กเก็ต 4 ตัว สีดำ 2 ตัวสีน้ำเงิน 2 ตัว ใส่สีอะไรก็ได้ครับ ต้องสีสุภาพ แต่บางครั้งครูใส่สีทอง แดง ฟ้า ก็มี ครูก็ต้องใส่สูทเหมือนกัน และนอกจากเรื่องเรียนที่ว่าเด่นแล้ว มารยาทที่ว่างามจนได้รับคำชมเชยจากอาจารย์แทบทุกปี เรื่องกีฬาก็ยังโดดเด่นไม่แพ้ใครการันตีด้วยเหรียญรางวัลทั้งถ้วยรางวัลจากกีฬาเทนนิส , แข่งสกีจับเวลา และได้รับรางวัล 2 ปีซ้อน

“ความตั้งใจของผมคือเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วให้ทำงานที่โน่นเพื่อหาประสบการณ์อย่างน้อย 3 - 5 ปีและอีกอย่าง การที่จบมหาวิทยาลัยที่โน่นแล้วทำงานมันจะทำให้เขาเรียนรู้ว่าเมื่อเข้าไปในชีวิตจริง โตเป็นผู้ใหญ่การจะหาเงินเพื่อมาเลี้ยงชีพตัวเองมันต้องใช้อะไรบ้างเขาจะเรียนรู้ด้วยตัวเอง คือเราจะไม่บอกว่าเรียนจบแล้วต้องกลับมา ถ้าวันหนึ่งเราต้องการให้เขามาช่วยธุรกิจของครอบครัว นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยส่วนตัวแล้วผมอยากให้เขาทำงานอยู่ที่โน่นสักพักหนึ่ง แต่จะเรียนด้านไหนแล้วแต่การตัดสินใจของเขา”

น้องปุญญเต้นรำในงานประจำปีของโรงเรียน

 

ด้วยความที่ครอบครัวไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันทำให้เมื่อมีเวลาก็จะพยายามพากันไปท่องเที่ยวด้วยกัน คุณย่าน้องปุญญเองก็บอกว่าให้เที่ยวตั้งแต่ตอนที่่ท่านยังสามารถไปไหนมาไหนได้ นอกจากนั้นช่วงปิดเทอมก็ให้น้องปุญญบวชเณร 3 อาทิตย์ที่วัดพระราม 9 เพราะถ้าขึ้นเกรด 9 (มัธยมศึกษาปีที่ 1) จะไม่ค่อยมีเวลาจนโตเลย อีกทีก็บวชพระ เราอยากให้เขาซึมซับอีกครั้งหนึ่ง ทั้งคุณย่าทวดและคุณยายทวดก็เริ่มมีอายุแล้วอย่างน้อยก็บวชให้ญาติได้มารวมกัน เห็นผ้าเหลือง” ตลอดเวลาจะคอยใส่ใจ และให้คำปรึกษาตลอด เพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีคุณค่าและเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในสังคม นั่นคือ รู้จักการให้ การแบ่งปัน และทำประโยชน์เพื่อสังคม คุณพ่อกล่าวปิดท้าย