ดารณี สุโกศล แคลปป์ ส่งลูกชาย ฝ่าโควิด สู่นิวยอร์ก
ดารณี สุโกศล แคลปป์ ส่งลูกชาย ฝ่าโควิด สู่นิวยอร์ก
Education

ดารณี สุโกศล แคลปป์ ส่งลูกชาย ฝ่าโควิด สู่นิวยอร์ก

เปิดใจคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ส่งลูกเข้าเรียนปี 1 ที่ NYU ท่ามกลางวิกฤติ Covid-19 ซึ่งกำลังระบาดหนักในอเมริกา

ในห้วงวิกฤติ Covid-19 ที่กำลังระบาดหนักในสหรัฐอเมริกา ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนต่างชาติในอเมริกาต้องเผชิญกับความผันผวนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียน การขอวีซ่า การเดินทาง รวมทั้งการเรียนในห้องและการเรียนออนไลน์ ที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะการระบาดของโรคในอเมริกาซึ่งมีผู้ติดเชื้อ Covid-19 มากเป็นอันดับ 1 ของโลก

คุณณี-ดารณี สุโกศล แคลปป์ ก็เป็นหนึ่งในผู้ปกครองของนักเรียนลูกครึ่งไทย-อเมริกันซึ่งไปร่ำเรียนที่อเมริกา ลูกชายคนเล็กของเธอ นิโคลัส สุโกศล บริโอเนส ที่เพิ่งเรียนจบจาก Suffield Academy และกำลังจะเข้าเรียนที่ School of Engineering ของ New York University (NYU) คือหนึ่งในนั้น

 

คุณดารณี กับนาตาเลีย และนิโคลัส

เขากลับเมืองไทยเมื่อเดือนมีนาคม เป็นช่วงสปริงเบรค แต่พอจะกลับไปเรียนก็ทำไม่ได้  เพราะ Suffield Academy ปิด เทอมสุดท้ายนิคเขาเลยต้องเรียนออนไลน์ และต้องเรียนตามเวลาทำการของที่โน่น โดยเริ่มตั้งแต่สองทุ่มจนถึงตีสามตามเวลาบ้านเรา

แม่ไม่ได้อยู่ด้วยค่ะ (หัวเราะ) ให้เขาเรียนเอง เพราะเขาเรียนมาแล้วสองเทอม ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเรียนอะไรบ้าง แล้วเป็นเทอมที่โรงเรียนประกาศว่า จะวัดผลแค่ pass หรือ fail ยูจะได้คะแนนเท่าไรก็ pass หมด แม่ก็เลยชิลล์ (หัวเราะ) ไม่เครียดมาก เพราะเด็กบางคนก็ไม่พร้อม เนื่องจากสำหรับบางคนเป็นการเรียนข้ามไทม์โซน

ประกอบกับตอนนั้นเขาเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว เพราะนิคสมัครแบบ early decision ซึ่งเหมือนเป็น commitment ว่าถ้าเข้าได้ก็ต้องไป แต่แลกกับการรู้ผลเร็ว ซึ่งการสมัครแบบนี้เข้าง่ายกว่าการสมัครตามปกติมาก

นิโคลัสอยู่เมืองไทยเป็นเวลานานเกือบหกเดือน และเพิ่งเข้าเรียน New York University เมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยไม่ได้เลื่อนการเปิดเทอมออกไป

คุณแม่ดารณีและคุณลูกชายเฟรชชี่ของ NYU

ผู้ปกครองครึ่งหนึ่งของเด็กไทยไม่ให้ลูกไปเรียน แต่เลือกเรียนออนไลน์ 100% จากกรุงเทพฯค่ะ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเขาเปิดโอกาสให้เรียนออนไลน์ได้ แต่ณีเลือกให้ลูกไป เพราะเหตุผลแรกคือเป็นการเรียนปี 1 ไม่ใข่ปี 2 หรือปี 3 ซึ่งการเรียนปี 1 ในมหาวิทยาลัยเป็นการเริ่มต้นชีวิตแบบผู้ใหญ่ เขาจะได้ใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ไม่มีใครมาเฝ้าจะนอนกี่โมงก็ได้ จะออกไปไหนเมื่อไรก็ได้ นอกจากนี้ณียังอยากให้เขามีประสบการณ์การใช้ชีวิตในนิวยอร์กให้ได้มากที่สุด แม้ว่าเขาจะเคยเรียนไฮสคูลที่อเมริกาแล้วก็จริง แต่ก็ไม่เหมือนกัน อยู่ไฮสคูลจะมีครูคอยดูแล แต่ที่มหาวิทยาลัยเขาจะมีความเป็นอิสระกว่า

ถ้าเขาไปเรียนปี 2 เขาไม่ต้องไปก็ได้ เพราะรู้แล้วว่าบรรยากาศการเรียนเป็นยังไง นิคเขาอยู๋บ้านมาหลายเดือน สงสาร (หัวเราะ) ณีมองไม่เหมือนคนอื่น ตรงที่ชีวิตมันต้องดำเนินต่อไป แล้วเขาเองก็ไม่ใช่สายปาร์ตี้ เขาเป็นคนรักสันโดษอยู่แล้ว

แต่ห้วงเวลาก่อนเดินทางไปนั้นกลับเป็นช่วงเวลาที่คุณณีเครียดเหลือเกิน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนมีสูงมาก คุณณียอมรับกับเราว่า ช่วงก่อนหน้านี้เธอเป็นห่วงกังวลมากเลยทีเดียว

ครอบครัวสุโกศลเลี้ยงฉลองที่นิคเข้ามหาวิทยาลัยได้

ณีให้นิคทำทุกอย่างที่ทางการให้ทำ ให้ไปตรวจโควิด ทำเอกสาร Fit to Fly แต่เอาเข้าจริงพอไปถึงสนามบินเจเอฟเค ไม่มีใครขอเลย เขาบอกว่าไม่เห็นมีมาตรการพิเศษอะไร แต่พอไปถึง NYU ปรากฏว่าทางมหาวิทยาลัยกลับเข้มงวดมาก เพราะเขายังเปิดต่อ ไม่เหมือน Columbia Univerity ที่ประกาศปิดหลังจากเปิดทำการได้ไม่ถึงสามอาทิตย์

เขาให้กักตัว 14 วัน นิคเขากลัวว่าไม่รู้จะถึงนิวยอร์กวันไหน เพราะไฟลท์อาจแคนเซิล ณีเลยให้เขากักตัวที่โรงแรม แต่มีเงื่อนไขว่าพอไปถึงต้องตรวจโควิดภายใน 24 ชม.จากนั้นอัพโหลดผลตรวจเข้าเว็บของ NYU ผ่านไปจน 7-10 วันต้องตรวจอีกครั้ง แล้วอัพโหลดผลตรวจ ถ้าผลเป็นลบเขาถึงอนุญาตให้เข้าเรียนได้ 

ณีเลือกให้นิคกักตัวที่โรงแรมใกล้บ้านนาตาเลีย (สุโกศล บริโอเนส)  พี่สาวเขา เพื่อจะได้ไปส่งข้าวส่งน้ำใ้ห้ (หัวเราะ) พาน้องไปตรวจโควิด เพราะนาตาเลียอยู่นิวยอร์กมาสี่ปีแล้ว เชี่ยวชาญถนนหนทางในนิวยอร์กมากกว่า

สองพี่น้องร่วมฝ่าโควิด-19

ในการย้ายเข้าหอพักของ NYU ก็มีกฏเกณฑ์อยู่เหมือนกันต้องลงทะเบียนว่าจะย้ายเข้ากี่โมง ห่างกันคนละชั่วโมง มีคนช่วยได้แค่ 1 คน เขาจะบอกเลยว่าอย่าเอาของไปเยอะ ณีเลยบอกนิคว่า เอาแค่กระเป๋าเดินทาง 2 ใบกับผ้าปูที่นอน เท่านี้ก่อน แล้วค่อยหาซื้อเอา เพราะเกิดปิดหอต้องย้ายออกจะลำบาก เพราะตอนนิคย้ายออกจากไฮสคูลนั้นยุ่งมาก เพราะเขาอยู่เมืองไทย ต้องจ้างคนเฟซไทม์มาชี้ข้าวของทีละชิ้นว่า อะไรทิ้งอะไรเก็บ ต้องเช่าที่ฝากของอีก จนตอนนี้ยังไม่ได้ไปเอาเลย

ในการเข้าเรียนหรือใช้สถานที่แต่ละแห่งของมหาวิทยาลัยก็ต้องกรอกแบบฟอร์ม วัดอุณหภูมิร่างกาย และอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย และรอคำตอบจากมหาวิทยาลัยเป็นสีเขียวหมายถึงเข้าได้ สีแดงหมายถึงเข้าไม่ได้

เป็นขั้นตอนที่เรียกว่า Daily Covid Screener ต้องโชว์เมลตอบกลับนี้ให้ซีเคียวริตี้ดู ตอนนี้ณีได้แต่ภาวนาว่าหอจะไม่ถูกปิด เพราะถ้าปิดก็ต้องหาที่อยู่ใหม่ ตอนนี้ยังไม่ทราบเลยว่าถ้าปิดแล้วจะไปอยู่ที่ไหน เพราะยังไม่ได้คิด เนื่องจากความแน่นอนไม่มีแล้ว แต่เราจะต้องอยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้ Life goes on ค่ะ