ประสบการณ์สุดท้าทายของ ‘คุณอีฟ-ทยา ทีปสุวรรณ’ กับ Rugby School บ้านหลังใหญ่แห่งความสุข!!
Education

ประสบการณ์สุดท้าทายของ ‘คุณอีฟ-ทยา ทีปสุวรรณ’ กับ Rugby School บ้านหลังใหญ่แห่งความสุข!!

“Rugby School นิยามแห่งความสุขในโรงเรียนประจำน้องใหม่ของไทย”

ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านร่มไม้ เสียงนกร้องเหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว บรรดาเด็กๆในเครื่องแบบนักเรียนเดินจากหอนอนซึ่งมีลักษณะเหมือนบ้านหลังใหญ่สองหลัง หลังหนึ่งเป็นที่พักของเด็ก Prep School ส่วนอีกหลังเป็นของเด็ก Senior School พวกเขามุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร เพื่อรับประทานมื้อเช้าก่อนจะเข้าห้องเรียนตามตารางประจำวันของเด็กหอ

คุณอีฟ-ทยา ทีปสุวรรณ

'คุณอีฟ-ทยา ทีปสุวรรณ' พูดคุยทักทายเด็กนักเรียนอย่างเป็นกันเอง เธอคือผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติรักบี้ประเทศไทย นับเป็นสาขาแรกและสาขาเดียวของ Rugby School ประเทศอังกฤษ ที่มีประวัติยาวนานกว่า 450 ปี โรงเรียนนานาชาติรักบี้ประเทศไทยนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 1,400 ไร่ ในจังหวัดชลบุรี ไม่ไกลจากมอเตอร์เวย์และเมืองพัทยา และเปิดสอนมาได้สองปีแล้ว เราพบกับคุณอีฟระหว่างที่เธอเดินตรวจตราโรงเรียนด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

“ปีแรกเราเปิดแบบไป-กลับก่อน พอปีที่สองถึงได้รับเด็กประจำ มีทั้ง Prep Boarding และ Senior Boarding ตอนที่คิดว่าจะเปิด มีหลายคนปรามาสไว้เลยว่า ทำโรงเรียนประจำ ยูตายแน่ เพราะจะปวดหัวมาก ซึ่งก็ใช่ เพราะมีสารพัดเรื่อง ทั้งเรื่องดี และเรื่องที่เป็นปัญหาให้ต้องแก้ไขรายวัน เพราะเราเอาลูกเขามาดูแลหมด ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเวลาเด็กทะเลาะกัน เรามีกิจกรรมให้เขาเพียงพอหรือเปล่า เรียกว่าเด็กร้อยพ่อพันแม่มาอยู่รวมกันในนี้ แต่เราเชื่อในระบบโรงเรียนประจำ ถามว่าเราตัดสินใจผิดหรือเปล่า ไม่เลย เพราะถึงยังไงก็ยังจะทำโรงเรียนประจำอยู่ดี และเราเตรียมพร้อมมากค่ะในการรับเด็กประจำ”

“เราสร้างกฏระเบียบเป็นกรอบให้เขา ไม่แคบจนเกินไป ไม่กว้างเกินไป หนึ่งปีที่ผ่านมา เราเจอปัญหาที่ท้าทายอยู่เรื่อย แต่ว่าเด็กแฮปปี้มาก และเรารู้สึกว่าทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ด้วยซ้ำ และต้องให้เครดิต Head of School และ House Master ค่ะ เพราะดูแลเด็กตั้งแต่ตอนตื่นจนถึงหลับ ก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกดี” คุณอีฟพูดพลางยิ้ม

 

Quality Time

“ถามว่าเพราะอะไรเราถึงเชื่อมั่นในระบบโรงเรียนประจำ” สุภาพสตรีร่างสูงโปร่งที่ก้าวฉับๆอย่างทะมัดทะแมงยามตรวจตราโรงเรียนบอกกับเรา “ก็เพราะว่าโรงเรียนประจำสอนเด็กให้ช่วยเหลือตัวเอง นอนเป็นเวลา ทำการบ้านเป็นเวลา อ่านหนังสือเป็นเวลา เล่นเป็นเวลา ไม่ต้องเสียเวลาบนรถในช่วงไปกลับจากโรงเรียน อย่างที่เด็กกรุงเทพฯต้องเผชิญ”

ไม่มีการเรียนพิเศษ เด็กได้ปลดปล่อยพลังในตัวอย่างเต็มที่ และได้ใช้เวลาในโรงเรียนที่เรียกว่า Longer School Day “ขณะที่โรงเรียนนานาชาติทั่วไปเลิกเรียนตอนบ่ายสองโมงครึ่ง ถ้าจะเรียน extra activity ต่อก็จะอยู่ที่โรงเรียนจนถึงบ่ายสามโมงครึ่ง แต่ของเราเลิกตอนห้าโมงห้าสิบนาที ไม่มีการเล่นมือถือ ไม่มีการเรียนพิเศษ และอีกอย่างที่พ่อแม่ชอบมากก็คือไม่ต้องห่วงว่าลูกจะเล่นแต่มือถือ หรือต้องพาลูกไปเรียนพิเศษ เพราะทุกอย่างจบในโรงเรียนหมด หลังเลิกเรียน เรามีช่วงเวลา Prep Time ให้เด็กทำการบ้าน มีกีฬาให้เลือกหลายสิบชนิด ทั้งบาสเก็ตบอล ว่ายน้ำ ฟุตบอล แบดมินตัน เทนนิส หรือกิจกรรมที่โรงเรียนอื่นอาจไม่มี อย่างพายเรือแคนู เรือคายัค แล่นเรือใบ ปีนเขา ซิปไลน์ ยิงธนู เทรคกิ้ง ขี่ม้า รวมทั้งกิจกรรมศิลปะ การแสดง และดนตรี”

“ความแตกต่างอีกอย่างของเราก็คือ เด็ก Year 3 ขึ้นไปจะได้เรียนกับ Specialist Teacher คือครูที่สอนประจำวิชานั้น เช่น ครูเลข หรือครูวิทยาศาสตร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์ด้วยความที่โรงเรียนเราอยู่ในโลเกชั่นที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมเยอะ มีกิจกรรมอย่างไปสวนน้ำที่พัทยา ฟาร์มช้าง ทะเล หรือดูหนัง เราคิดว่าเราพยายามจะนำโมเดลที่เห็นจากต่างประเทศมาไว้ที่นี่ทั้งหมด มีอย่างเดียวที่ไม่เหมือนคืออากาศ”

 

Summer Camp ที่เด็กๆรอคอย

คุณอีฟพาเราไปชมสถานที่ตั้งแคมป์ซึ่งใช้จัด Spring Camp และ Summer Camp ของโรงเรียน ที่จัดขึ้นในช่วงปิดเทอม โดยเปิดรับเด็กจากโรงเรียนอื่นด้วย และเต็มเร็วมาก เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมที่พวกเด็กๆรอคอยเลยทีเดียว

“ต้องบอกว่ามันส์หยดทุกวัน สนุกทุกวัน เพราะว่าเราเอาใจตัวเองไปใส่ในทุกกิจกรรม และเราทำงานใกล้ชิดกับแคมป์ไดเรคเตอร์ และผู้ช่วย ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดรูปแบบแคมป์ว่าเป็นอย่างไร เด็กจะทำอะไรบ้างในแต่ละวัน เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้มากมาย จนบางทีใส่กิจกรรมเข้าไปเยอะจนเด็กแทบสลบ เพราะเราอยากให้เด็กสนุก (ยิ้ม) ก็ปรับกันทุกวัน เป็นโชคดีของเราที่ได้ทีมที่ดี ไม่ว่าจะเป็นทีมครู หรือทีมแคมป์

“สำหรับแคมป์ มีเด็กต่างโรงเรียนมากกว่าเด็กในโรงเรียน เพราะเด็กในโรงเรียนอาจจะชิน เนื่องจากหลังเลิกเรียนเขาไปปีนเขา เล่นซิปไลน์กันอยู่แล้ว ก็จะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับเด็กต่างโรงเรียนกิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ เด็กบางคนไม่เคยจากอกพ่อแม่เลย พ่อแม่จึงอยากลองให้มาอยู่ ถ้าลูกชอบจะได้ให้เรียนยาว พ่อแม่แฮปปี้มาก เด็กๆก็แฮปปี้ อย่างซัมเมอร์แคมป์ประกาศไปสองอาทิตย์เต็มหมดแล้ว ตอนนี้ waiting list ยาวมาก เพราะเรารับได้แค่ 120 คนต่ออาทิตย์ เตียงไม่พอ และเราอยากให้ครูพักผ่อนบ้าง”

คุณอีฟกับกิจกรรมปีนเขาสุดแอดเวนเจอร์

คุณอีฟในชุดกีฬาพูดเสร็จก็ไต่บันไดขึ้นไปโหนซิปไลน์บนลวดสลิงที่ขึงกลางระหว่างเสาสองต้นซึ่งห่างกันราว 100 เมตรอย่างกระฉับกระเฉง เธอหัวเราะร่าด้วยความชอบใจแบบเดียวกับตอนที่เธอทิ้งตัวบนสไลเดอร์จากชั้นสองของอาคารเรียนของเด็กเล็กก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นจึงไปยิงธนู ซึ่งเธอแสดงฝีมือการยิงได้อย่างแม่นยำ

 

Green Campus

ความได้เปรียบของเมืองร้อนก็คือแสงแดดอันเจิดจ้า ที่เหมาะจะเป็นพลังงานทดแทนและสะอาด อันเป็นที่มาของการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารเรียนเพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ นอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ยังเป็นการสอนเด็กทางอ้อมให้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คุณอีฟบอกเราว่า

“เราได้รับการติดต่อจากบริษัท Banpu Infinergy ทำให้โรงเรียนเราเป็นกรีนแคมปัสแห่งแรกของไทย ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของเราอยู่แล้ว เพราะทุกวันนี้เราก็สอนเด็กเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานทดแทน การลดโลกร้อน การงดใช้หลอดและถุงพลาสติก ที่สำคัญเด็กของเราจะต้องรู้จักประหยัดไฟในชีวิตประจำวัน ประกอบกับเราอยากทำ Solar Rooftop อยู่แล้ว และแดดที่นี่ก็แรงมากด้วย ตอนนี้หลังคาแทบทุกตึกรวมทั้งที่จอดรถก็ติดแผงโซลาร์หมดแล้ว ส่วนทางเดินเราก็กำลังจะติดแผงโซลาร์เพิ่ม”

“นอกจากนี้เรายังมีรถไฟฟ้าของบ้านปูและของเราเองคันหนึ่ง ไว้ใช้รับส่งนักเรียน มีรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าให้ครูและพนักงานขี่ในโรงเรียน เรายังมีโครงการติดตั้งแผงโซลาร์ในทะเลสาบของโรงเรียนด้วยค่ะ เพื่อให้เรามีพลังงานสะอาดและอากาศที่บริสุทธิ์ เด็กนักเรียนได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขลักษณะที่ดีด้วยค่ะ”

 

Whole Person Whole Point

เด็กนักเรียนประจำของรักบี้สคูลมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ด้วยกันคือ Flexi Boarding สำหรับผู้ปกครองที่อยากให้ลูกมาใช้ชีวิตแบบเด็กประจำสัปดาห์ละ 2 วัน Weekly Boarding เด็กจะกลับบ้านวันศุกร์ แล้วมาเข้าเรียนตอนเช้าวันจันทร์และ Full Boarding ซึ่งเด็กจะกลับบ้านเมื่อครบ 3 สัปดาห์ แบบเดียวกับโรงเรียนประจำทั่วไปในระบบอังกฤษ

“ถามว่าเพราะอะไรเราถึงเชื่อในระบบโรงเรียนประจำ ก็เพราะโรงเรียนประจำสอนให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง มีวินัย เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน กับครู เด็กมีมารยาทดี เราสามารถรองรับเด็กได้ถึง 1,300 คน หรือถ้าจะมีถึง 1,500 คนเราก็มีพื้นที่ให้สามารถขยับขยาย เพราะเราใช้ไปแค่ 190 ไร่จาก 1,400 ไร่ เราอยากให้ที่นี่เป็น Wisdom Valley เป็นเมืองแห่งคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

“เป้าหมายของเราคือ การพัฒนาชีวิตเด็กแต่ละคนให้เต็มศักยภาพที่สูงสุดของเขา เรามีปรัชญาประจำโรงเรียนที่ว่า ‘Whole Person Whole Point’ เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ความชอบที่ไม่เหมือนกัน และเราอยากให้พวกเขาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งในเรื่องไอคิว หรืออีคิว เรื่องของทัศนคติ เรื่องของค่านิยมที่ดี ที่จะเติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไป ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องตัวเลขรายได้ แต่เป็นความสุขทางใจ เป็นรางวัลของทุกคน เราจะชื่นใจทุกครั้งที่ผู้ปกครองมาบอกว่า ตัดสินใจถูกจริงๆที่ส่งลูกมาเรียนที่นี่ เพราะลูกบอกว่าอยากมาเรียนทุกวัน”

อีกสิ่งหนึ่งที่คุณอีฟบอกเราว่า เบื้องหลังความสำเร็จทุกวันนี้ นั่นคือ “ครูที่นี่ถือเป็นหัวใจหลักของโรงเรียนเลยค่ะ เพราะเราเลือกครูที่ดีที่สุดมีประสบการณ์และพื้นฐานการศึกษามายาวนาน ทำให้ผู้ปกครองวางใจในโรงเรียนของเรา”