รู้จัก ‘สาธิตพัฒนา’ โรงเรียนในฝันที่คืนเวลาให้เด็ก
รู้จัก ‘สาธิตพัฒนา’ โรงเรียนในฝันที่คืนเวลาให้เด็ก
Education

รู้จัก ‘สาธิตพัฒนา’ โรงเรียนในฝันที่คืนเวลาให้เด็ก

โรงเรียนมัธยมหลักสูตรไทยมาตรฐานนานาชาติเคมบริดจ์สุดไฮเทคที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล

มีเด็กจำนวนมากที่ฝันถึงเวลาว่างที่จะใช้ไปในกิจกรรมอื่นนอกจากการเรียนพิเศษเพิ่มเติม สำหรับผู้ปกครองก็อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนมาตรฐานนานาชาติ ในราคาที่ไม่ทำให้ต้องกระเป๋าฉีก โรงเรียนแบบนี้มีด้วยหรือ  HELLO! จะพาคุณไปทำความรู้จักโรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กและผู้ปกครองได้อย่างครบถ้วน

เราได้พบกับอาจารย์แบงค์-เศรษฐพล ไกรคุณาศัย ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม ที่คร่ำหวอดในแวดวงการศึกษาไทยมาตั้งแต่จำความได้ จะมายืนยันกับเราว่า โรงเรียนในฝันที่เด็กและผู้ปกครองไทยมองหานั้นมีอยู่จริง และตอบโจทย์ได้มากกว่านั้นอีก

โรงเรียนสาธิตพัฒนา

อาจารย์แบงค์-เศรษฐพล ไกรคุณาศัย ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม

“ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า เนื่องจากแบคกราวด์ผมทำโรงเรียนมาตลอด 20 กว่าปี ไปเป็นที่ปรึกษาให้กับรร.เอกชน แล้วก็มีเครือข่ายที่ค่อนข้างแน่น เพราะนอกจากที่บ้านจะมีโรงเรียนสหวิทย์ ที่สุพรรณบุรีแล้ว ยังมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาด้วย ก็เลยมีประสบกการณ์บริหารโรงเรียนหลากหลายหลักสูตร และได้ทำงานกับ University of Cambridge ด้วย”

บังเอิญเหลือเกินที่อาจารย์แบงค์รู้จักผู้ก่อตั้ง Learn Corporation เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว เมื่อทาง Learn Corporation จะมีโรงเรียนในระบบสักแห่ง จึงชักชวนเขามาร่วมบริหาร ซึ่งเขาก็ตอบตกลง

“จุดที่ผมตัดสินใจรับเพราะมองเห็นปัญหาโลกแตกของโรงเรียนมัธยมไทย นั่นคือ โทษเด็กนักเรียนว่าไม่สนใจเรียน เอาแต่กวดวิชา โรงเรียนกวดวิชาก็บอกว่าโรงเรียนมัธยมไม่ตอบโจทย์เด็ก ถึงได้มากวดวิชากันเต็มไปหมด ถึงขนาดเด็กบางคนเอาการบ้านจากโรงเรียนกวดวิชามาทำที่โรงเรียนแล้วไม่ฟังครูสอนก็มี

โรงเรียนสาธิตพัฒนา

บรรยากาศในโรงเรียน

“โรงเรียนในฝันนี้ เด็กจะไม่ต้องกวดวิชาอีกต่อไป เป็นการคืนเวลาให้เด็ก และนำสิ่งที่ตรงกับแผนในอนาคตของเด็ก มาสอนตั้งแต่เขาอยู่ม.1-6 โดยเราเรียกตัวเองว่า Individual Development Plan School (IDP School)  สุดท้ายแล้วเขามีความถนัดในเชิงนี้นะ แล้ววางแผนร่วมกันว่าอยากเรียนชั้นอุดมศึกษาแบบไหน แล้วก็จัดคอร์สเรียนให้ตรงกับความต้องการของนักเรียนแทบจะรายคนเลย”

ID Plan คือแผนการเรียนรู้รายบุคคลที่ครู นักเรียนและผู้ปกครองร่วมกันวางแผนและค้นหาว่าเป้าหมายในการเรียนมัธยม เด็กต้องการประกอบอาชีพอะไรกันแน่ อาชีพในฝันของเขาในอนาคตมีอยู่จริงไหม และจะเป็นแบบไหน โดยทางโรงเรียนจะเก็บผลการเรียนของเด็กตั้งแต่ม.1 -ม.4

ร่วมกับโปรแกรมที่โรงเรียนพัฒนาขึ้นเอง RIASEC ซึ่งจะโชว์ให้เห็นเลยว่าขั้วความถนัดของ RIASEC  6 ขั้ว ขั้วไหนเด่น กระทรวงแรงงานทั่วโลกทั้งอเมริกา แคนาดา ใช้ RIASEC เป็นตัวบอกว่าคนที่จะทำอาชีพแพทย์ได้ดี จะต้องมีขั้วของ I กับ S มาก I คือนักวิชาการ นักวิเคราะห์ นักวิจัย S คือมีความเสียสละเพื่อสังคม ถ้า 2 ขั้วนี้แรงจะประกอบอาชีพแพทย์ได้ดี

โรงเรียนสาธิตพัฒนา

“เนื่องจากปีนี้โรงเรียนมัธยมของรัฐสอบเข้าช้า เราจึงเปิดรับต่อ จริงๆเราก็ได้จำนวนตามแผนที่วางไว้ เด็กที่เรารับประกอบด้วยเด็ก 3 กลุ่ม คือเด็กทุนวิชาการ เราแจกทุนเรียนฟรีด้วย ม.1 มี 25 คน ไม่เกิน 30 คน ม.4 25 คนไม่เกิน 30 คน เราได้เด็กที่เก่งมากทางวิชาการ เกรดเฉลี่ยไม่ต้องพูดถึง ได้รางวัลเรียนดีมากมาย กลุ่มที่ 2 เด็กที่มีศักยภาพ มีความสามารถทางวิชาในระดับมาตรฐาน สามารถติดตามบทเรียนได้อย่างราบรื่น เป็นกลุ่มใหญ่ตรงกลาง แล้วก็มีอีก 20% ที่ถ้าพูดตามมิติวิชาการ เขายังต้องการความช่วยเหลือ เราต้องดูแลเขา มาร่วมค้นหาว่าเขาอยากเรียนไปประกอบอาชีพอะไร มาสร้างแผนด้วยกัน

“ดังนั้นเราจะมีเด็กหัวกะทิ เด็กที่มีศักยภาพ เด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ เราจัดกลุ่มภาค iPAD ประกอบด้วยเด็ก 3 กลุ่มนี้ ไม่มีการแยกห้องคิง เพราะเราเชื่อว่าเราต้องเป็นสังคมจำลองให้เด็ก ต่อไปในอนาคตเวลาเขาทำงานเขาไม่สามารถอยู่กับคนแบบตัวเองได้เพียงอย่างเดียว ตลอดหกปีที่อยู่กับเรา เวลาเด็กไม่เข้าใจก็จะเกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หรือแม้แต่บางครั้งเด็กเก่งอาจไม่อยากช่วยเด็กอ่อน ก็จะเกิดการเรียนรู้ว่าในชีวิตจริงเป็นแบบนี้ มิติการเรียนรู้ทางสังคมมีมากมาย

“แต่พอเขาเรียนกับครูฝรั่ง เราจะแบ่งกลุ่มตามความสามารถภาษาอังกฤษ บางทีเด็กเก่งก็ไม่ใช่ว่าเก่งอังกฤษ เวลาสื่อสารภาษาอังกฤษก็อาจสู้เด็กกลุ่มศักยภาพไม่ได้  ถ้าเราเอาเด็กที่ฟังพูดอ่านเขียนไม่ได้เลยมาอยู่กับกลุ่มที่คล่องเลย เด็กจะไม่ได้อะไรเลย ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก 

“เนื่องจากผมทำงานกับเคมบริดจ์มา 8 ปีแล้ว ก็เลือกร่วมมือในรูปแบบที่เรียกว่า CAIE Cambridge Assessment International Education ทำให้โรงเรียนเราได้รับการพิจารณาว่าเป็น Cambridge International School ในแง่ที่สามารถนำหลักสูตรของเคมบริดจ์ระดับมัธยมต้นและปลายมาใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ นักเรียนเราที่มีความสามารถเพียงพอสามารถสอบ IGCSE O-Level A-Level เหมือนเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติที่ใช้หลักสูตรอังกฤษเลย เพราะฉะนั้นนอกจากนักเรียนเราจะได้ใบรับรองการศึกษาแบบไทยแล้ว ยังสามารถสอบหลักสูตรอังกฤษได้อีกด้วย

สาธิตพัฒนา

โดมแห่งการเรียนรู้ภายในห้องสมุด

“คอนเสปท์นี้ถ้าย้อนไปสัก 8-9 ปีที่แล้ว ไม่มีวันทำได้ ไม่มีโรงเรียนไหนที่จะคุ้มทุนในการจ้างครูมาทำแบบนี้ได้เด็ดขาด เพราะการสอนในแบบของเรา ทำให้ครูรับบทหนัก ซึ่งถ้าเราไม่มีแอพพลิเคชันที่เป็นตัวช่วยประมวลผลจะไม่มีวันทำสำเร็จ ดังนั้นงานหลังบ้านประมวลผลด้วย AI หมดเลย เวลาเด็กส่งงานได้คะแนนเท่าไร ไปเข้าขั้วอะไรใน RIASEC มันจะโชว์หมด งานที่ต้องดำเนินการโดย Advisor ก็ต้องใช้ AI

“ห้องๆ หนึ่งตามบัญชีรายชื่อจะมีนักเรียน 25-30 คน แต่เวลาเรียนจริงๆ จะเป็นกลุ่มเล็กไม่เกิน 12-15 คน เราจะแบ่งแค่ครึ่งห้องเท่านั้น ในช่วงที่เขาเรียนทฤษฎีโดยใช้ดิจิตอลคอนเทนท์เขาจะอยู่กับกลุ่มเขา โดยมี Advisor อยู่ด้วย และใช้ iPAD เป็นหลัก เพราะเราเป็น Apple Partnership ด้วย เขาจะเรียนดิจิตอลคอนเทนท์ในแผนการเรียนที่เกี่ยวข้องกับเขา บางคนอาจจะเรียนเลข ทฤษฎีสี ทฤษฎีดนตรี ขึ้นอยู่กับแผนของเขา กลุ่มเดียวกันอาจเรียนต่างกัน

“แต่พอเป็นภาคภาษาอังกฤษ ก็จะแบ่งกลุ่มย่อยตามระดับภาษาอังกฤษ เป็นมาตรฐานตาม Common European Framework ตกบ่ายเขาจะเรียนแบบ Project Approach เอาภาคทฤษฎีมาลงมือปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับว่าเขาเลือกวิชาเสรีแบบไหน

สาธิตพัฒนา

“การเรียนทฤษฎีชั้นสูง เด็กสามารถเลือกเรียนตามเวลาที่ต้องการ โดยใช้ดิจิตอลคอนเทนท์ที่เหมาะสม ซึ่งเครือ Learn Corp มีมหาศาล เช่น เนื้อหาวิชาการจาก OnDemand และเป็น resource ที่พิสูจน์ว่าเด็กเรียนแล้วสอบติดแน่นอน ดังนั้นทำให้เราสามารถจัดกลุ่มเด็ก และใช้ดิจิตอลคอนเทนท์ร่วมกับครูวิชาการได้อย่างเหมาะสม ไม่ทำให้งบประมาณการจ้างครูบานปลายเกินไป

"เมื่อจัดการเรียนภาคทฤษฎีจนนักเรียนมีความสามารถทางวิชาการที่สามารถสอบเรียนต่อตามแผนของตนได้แล้ว ก็จะทำให้มีคาบสอนที่โรงเรียนจะจัดการพัฒนาทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในชีวิตให้กับนักเรียน ซึ่งโรงเรียนสาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม ใช้หลักการสร้างภาคีเครือข่ายการศึกษาคุณภาพของเรา (STPS Quality Education Network) เข้ามาร่วมกันจัดการศึกษาในโรงเรียน ต้องได้ผู้รู้จริง มาจัดการศึกษาภาคปฏิบัติร่วมกัน เช่น วิชาดนตรีโดยวิทยาลัยดุริยางค์ศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิชาทักษะ Life Skills และ 21st Century Skills โดย Base Playhouse, Saturday School วิชาการแสดงโดย The Drama Academy by Kru Ngor สอนวิชาการเงินโดย โค้ชหนุ่ม The Money Coach และวิชา Creative and Entertainment Technology โดย ANT (มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์)

“พอเรียนถึงจุดหนึ่งจะมีแบบฝึกหัดอินเตอร์แอคทีฟบนนั้นเลย เด็กก็ทำแบบฝึกหัดไปด้วย พอทำแล้วมันจะวิ่งเข้าไปที่แดชบอร์ดของ Advisor ทันที จะรู้ว่านักเรียนเข้าใจบทไหนไม่เข้าใจบทไหน ถ้าเด็กไม่เข้าใจตรงไหน ผู้ปกครองจะเห็น ทีมวิชาการจะรีบแก้ไขปัญหาแบบรายสัปดาห์ และเมื่อเห็นว่าภาคทฤษฎีเด็กพร้อมแล้ว ถึงจะสอบเก็บคะแนน

สาธิตพัฒนา

“การสอบมิดเทอมและปลายภาคยังต้องมีอยู่ เพราะเป็นหลักสูตรแกนกลางที่เราต้องมี แต่การสอบมิดเทอมหรือปลายภาคต้องวัดความสามารถเด็กได้จริง ไม่ใช่แค่เชิงทฤษฎี บางวิชาก็ต้องกล้าสอบปฏิบัติ เช่นอยากเป็นเชฟ โรงเรียนเราไม่ขัดข้องเลยที่การสอบปลายภาคจะเป็นการสอบทำอาหาร คือมันเป็นการโชว์ได้หมดว่าเด็กเรียนทฤษฎีแล้วทำได้จริงหรือเปล่า เพราะถ้าได้แต่ทฤษฎีแล้วปฏิบัติไม่ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์อยู่แล้ว แผนการเรียนรายบุคคลของเราจะผูกกับอาชีพ ไม่ได้ผูกกับคณะของมหาวิทยาลัย”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางโรงเรียนยังคงเน้น Positive Education คืออะไร อาจารย์แบงค์บอกเราว่า “ถ้าจะอธิบายสั้นๆในประโยคเดียวเลย สามปีแรกผมตั้งเป้าเลยว่าอยากทำให้การเรียนการสอนไม่ใช่การยัดเยียด แต่เด็กเรียนสนุก ได้ประโยชน์  ตรงประเด็น คำว่าสนุก ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่เอะอะเอาเกมส์ให้เด็กเล่น การเรียนที่สนุกคือการเรียนที่เด็กรู้สึกว่าเขาเข้าใจและมีความก้าวหน้าในการเรียน เกิด Joy of Learning ที่เขาเห็นพัฒนาการของตัวเองแบบถาวร

“แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเราบอกว่าเธอต้องเรียน ถ้าเป็นแบบน้ันจะไม่ใช่ Positive Education แต่ต้อง positive ทั้งสมองและจิตใจด้วย”

 

สำหรับท่านผู้ปกครองที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารการรับสมัครนักเรียนและทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2564 ได้ทาง website: https://secondary.satitpattana.ac.th/  หรือ FB:@satitpattanaschool หรือ Line @satitpattanaschool