เคล็ดลับสุดสตรองของ ‘ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ในฐานะคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว
Education

เคล็ดลับสุดสตรองของ ‘ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ในฐานะคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

ความสุขที่ได้เลี้ยงดูลูกสาวตัวน้อย กับสิ่งดีๆ ที่ได้สัมผัสเมื่อพิพิมก้าวเข้ามาในชีวิต

ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน “คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว” ที่ต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพัง ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนัก และกับผู้ชายคนนี้ 'คุณทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์' เรามักจะได้เห็นเขาในฐานะคนรุ่นใหม่ไฟแรง เต็มไปด้วยความมั่นใจและไหวพริบที่เฉียบคม เมื่อมาพูดถึงกันในบทบาทพ่อเลี้ยงเดี่ยว เขาจะมีมุมมอง มีทัศนคติในการดูแลลูกสาวคนเดียวอย่างน้องพิพิมเช่นไร เรามาพูดคุยกับเขากัน

ความสุขบนพื้นฐานของความเข้าใจซึ่งกันและกัน

“ถึงแม้ว่าครอบครัวจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็สามารถทำให้ลูกสาวมีความสุขได้” คุณทิมเริ่มต้นบทสนทนาว่าด้วยเรื่องของ “ความสุข” และได้ขยายความให้ฟังเพิ่มเติมว่า

“โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า การเลี้ยงดูบนพื้นฐานของความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดี เลี้ยงลูกในทางบวก ก็จะทำให้ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่มีความสุขขึ้นได้” ซึ่งความสุขของชายผู้นี้ ก็ไม่ได้หายากหรือไกลตัวเลย ความสุขของเขาอยู่หลังประตูบานเดียว

 

การกอดของลูกสาว การชาร์จแบตฯ ที่มีความหมายของคุณพ่อ

“เป็นเรื่องตลกที่เด็ก 3 ขวบ เขารู้อารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่เขานะ” คุณทิมเล่าให้เราฟังถึงช่วงเวลาพิเศษในวันที่เหนื่อยยากจากภาระหน้าที่ต่างๆ นอกบ้าน เมื่อเปิดประตูเข้ามา “น้องพิพิม” ลูกสาวตัวน้อยก็จะวิ่งเข้ามากอดจากด้านหลัง ซึ่งอ้อมกอดนี้คุณทิมและน้องพิพิมเรียกกันอย่างน่ารักว่า “การชาร์จแบตฯ ให้พ่อ” เหมือนลูกสาวจะเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตของหนุ่มไฟแรงคนนี้ ถึงแม้ว่าในตอนท้ายจะจบที่การอ้อนขอของเล่นหรือขนมก็ตาม

ก่อนที่จะถึงช่วงเวลาชาร์จแบตฯ ชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายของสองพ่อลูกก็น่าสนใจไม่น้อย คุณทิมนิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ถ่ายทอดให้เราฟัง

 

ชีวิต 1 วัน ของคุณทิมและน้องพิพิม

เช้าวันใหม่ของสองพ่อ-ลูก เริ่มต้นที่คุณพ่อจะเป็นคนปลุกลูกสาวด้วยตัวเอง โดยมีคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นละแวกโรงเรียนเป็นแรงผลักดันให้สาวน้อยลุกขึ้นมารีบอาบน้ำแต่งตัว รอช้าไม่ได้ เพราะขนมปังหน้าถั่วแดงแสนอร่อยรอคอยให้สาวน้อยไปลิ้มรสอยู่ จากนั้นสาวน้อยจะเข้าโรงเรียนอย่างมีความสุข พร้อมคำสัญญาจากคุณพ่อว่า “บ่ายสองโมงพ่อจะมารับ”

ก่อนถึงเวลานัด คุณพ่อจะรีบสะสางงานเพื่อไปรับลูกสาว แน่นอนว่าต้องมีงอนกันบ้างหากวันไหนคุณพ่อมาสาย หรือถ้าวันไหนคุณทิมไปรับไม่ได้ จะไม่มีคำถามว่า “ทำไมคุณพ่อไม่มารับ” เพราะคุณพ่อทิมจะต้องบอกพิพิมล่วงหน้าว่า วันนี้ใครจะไปรับแทน ซึ่งการทำเช่นนี้คุณทิมใช้คำเรียกว่าเป็น “การบริหารความคาดหวัง”

หลังจากรับแล้วจึงไปเล่นกันต่อที่สวนสาธารณะใกล้ๆ ก่อนจะกลับมาทำอาหารร่วมกัน และจบวันด้วยการพาเข้านอนพร้อมเล่านิทานให้ฟัง คุณทิมเล่าเสริมเกี่ยวกับกิจกรรมธรรมดาๆ ในทุกๆ วัน แต่แสนพิเศษในความรู้สึก

 

ทำอาหารง่ายๆ ร่วมกัน ช่วงเวลาพิเศษที่ทำให้ได้รู้จักลูกมากขึ้น

สิ่งสำคัญของทุกๆ วัน ที่ต้องทำด้วยกันก็คือ “การทำกับข้าวง่ายๆ” คุณทิมจะพยายามให้น้องพิพิมมีส่วนร่วมในการลงมือทำ เพื่อให้รู้ว่า “เราทำได้” ไม่ว่าจะเป็นการตอกไข่ การช่วยกันพลิกไข่เจียว หรือแม้แต่การซาวข้าวด้วยตัวเอง

“เป็นวิถีธรรมชาติที่มีค่า เป็นช่วงเวลาที่จะแลกเปลี่ยนกันว่า ระหว่างวันพิพิมทำอะไรมาบ้าง คุณครูชื่ออะไร เพื่อนชื่ออะไร นอนกลางวันข้างใคร วันนี้อาหารกลางวันเป็นยังไง เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน” สิ่งที่ชายหนุ่มได้เรียนรู้จากการดูแลลูก กับความรู้สึกแปลกใหม่ที่มาพร้อมกับการมาถึงของ “น้องพิพิม”

 

ลดอัตตา เพิ่มความเสียสละ รู้จักความอดทน

แน่นอนว่าการมีลูกย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนๆ หนึ่งไม่น้อย ทางเราได้เอ่ยถามถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อน้องพิพิมได้ก้าวเข้ามาในชีวิต คุณทิมตอบทันทีว่า

“ผมอดทนมากขึ้น มีวินัยมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวตนของเราหรืออัตตาลดลงไปเยอะ การคิดถึงตัวเองลดลงไปมาก อะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องเสียสละก็ต้องเสียสละ เพื่อให้ลูกมีความสุขมากขึ้นเท่าที่จะเป็นไปได้”

สามารถติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ได้ในนิตยสาร HELLO! EDUCATION 2019

หรือดาว์นโหลดฉบับดิจิตอลได้ที่  www.ookbee.com www.shop.burdathailand.com