รู้รึยัง…ว่านี่คือ 9 มหา’ลัยชั้นนำใน UK ที่เท่ไม่แพ้ Oxbridge
รู้รึยัง…ว่านี่คือ 9 มหา’ลัยชั้นนำใน UK ที่เท่ไม่แพ้ Oxbridge
Education

รู้รึยัง…ว่านี่คือ 9 มหา’ลัยชั้นนำใน UK ที่เท่ไม่แพ้ Oxbridge

ใครว่าต้องเรียนต่อทีี Oxbridge เท่านั้นบอกเลยว่านี่คือทางเลือกใหม่สำหรับศึกษาต่อ

นอกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง Oxford และ Cambridge แล้ว ในสหราชอาณาจักร ยังมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ให้การศึกษาที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างกันอยู่นับไม่ถ้วน การจำกัดตัวเลือกอยู่แค่สองมหาวิทยาลัยนี้ จึงอาจเป็นการปิดกั้นตัวเองจากโอกาสดีๆ ก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ เพื่อประโยชน์สำหรับผู้อ่าน ทางเราจึงได้ทำการจัดอันดับ 9 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดให้เลือกไว้เรียบร้อย

อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London - ICL)

อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London - ICL)

ICL ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมือง Kensington ในกรุง London นอกจากจะเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักรแล้ว ยังได้รับการจัดอันดับโดย QS World University Rankings ในปี 2018 ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดอันดับที่ 8 ของโลกอีกด้วย

ถ้าพูดถึงเรื่องวิชาการแล้ว ICL มุ่งเน้นไปที่สายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ และธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นสายอาชีพที่ “มีความมั่นคงสูงในอนาคต” โดยเฉพาะ

 

มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University of College London - UCL)

มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University of College London - UCL)

UCL เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีความหลากหลายของสาขาวิชาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพของงานวิจัยและการสอนเป็นพิเศษ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่ได้รับรางวัลโนเบลอันทรงเกียรติถึง 29 รางวัล นับว่าโดยเฉลี่ยแล้ว UCL ได้รับรางวัลโนเบลในทุกๆ 10 ปีนับตั้งแต่การมอบรางวัลครั้งแรกในปี 1901 เลยทีเดียว

นอกจากนี้ UCL ยังมีความเป็นเลิศในการสอนตั้งแต่วิชาแพทยศาสตร์ไปจนถึงวรรณกรรม นิติศาสตร์วิศวกรรมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ทั้งนี้ รูปแบบการเรียนการสอนของ UCL ค่อนข้างแตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในสหราชอาณาจักร เนื่องจากสนับสนุนการศึกษาแบบบูรณาการความรู้จากหลากหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ค่อนข้างคล้ายกับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเสียมากกว่า

แน่นอนว่าสถานที่ตั้งของ University of College London ย่อมอยู่ในใจกลางกรุง London ตามชื่อ ทำให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงสภาพแวดล้อมของหนึ่งในเมืองที่ดีที่สุดในโลก อันอุดมไปด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลาย เครือข่ายชั้นนำระดับโลก และกิจกรรมมากมายให้ได้เปิดหูเปิดตายามค่ำคืน

 

คิงส์คอลเลจลอนดอน (King’s College London)

คิงส์คอลเลจลอนดอน (King’s College London)

จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกโดย QS World University Rankings แน่นอนว่า King’s College ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 25 ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยในอันดับต้นๆ

นอกจากจะเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแล้ว King’s College ยังเป็นศูนย์กลางในการทำวิจัยอีกด้วย ในปี 2014 บรรดานักวิจัยแห่ง King’s College ถึง 84% ต่างได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้นำระดับโลก” หรือไม่ก็ “มันสมองยอดเยี่ยมระดับนานาชาติ” เลยทีเดียว ทั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ปริศนาโครงสร้าง DNA อันซับซ้อน ก็ถูกไขให้กระจ่าง ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้นี่เอง

 

มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์​ (University of Manchester)

มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์​ (University of Manchester)

ที่มหาวิทยาลัย Manchester มีวิชาจากหลากหลายสาขาให้เลือกเรียนได้กว่า 1,000 วิชาในระดับปริญญาตรี แน่นอนว่ารวมไปถึงสาขาที่โด่งดังระดับโลกอย่างประวัติศาสตร์ (History) ภาษาอังกฤษ (English) การเมือง (Politics) รัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (International Relations) และมานุษยวิทยาสังคม (Social Anthropology) นอกจากนี้ ยังมีสาขาวิชาที่เป็นจุดแข็งที่สุดของมหาวิทยาลัยอย่างสายพยาบาลศาสตร์ (Nursing) ซึ่งถือว่าดีที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และสาขาวิชาพัฒนศึกษา (Development Studies) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 9

ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงอันโด่งดังของมหาวิทยาลัย Manchester ยังมาจากการที่มีบุคลากร - ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์ ศิษย์เก่า หรือศิษย์ปัจจุบัน - ที่ได้รับรางวัลโนเบลรวมถึง 25 คน

 

วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics and Political Science - LSE)

วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics and Political Science - LSE)

สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัย LSE ในใจกลางกรุง London ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่ดึงดูดบรรดานักศึกษาและบุคลากรชั้นนำมาจากทั่วทุกมุมโลก ดูจากสถิติแล้ว LSE เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีอัตราส่วนนักศึกษาต่างชาติสูงที่สุดในสหราชอาณาจักรเลยทีเดียว

ปัจจุบัน วิชาสังคมศาสตร์และการจัดการ (Social Science and Management) ของ LSE ถือว่าดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ในขณะที่วิชาสื่อและการสื่อสาร (Media and Communication) อยู่ในอันดับที่ 3 ยิ่งไปกว่านั้น LSE ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถเตรียมความพร้อมนักศึกษาสู่สายอาชีพวารสารศาสตร์และสิ่งพิมพ์ (Journalism) ได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก

 

มหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol)

มหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol)

เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ Bristol เองก็มีศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลโนเบลมากถึง 13 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Sir Paul Nurse ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนปัจจุบันนั่นเอง ในส่วนของวิชาที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัย Bristol เปิดให้เลือกเรียนกว่า 200 วิชาจาก 6 คณะ ได้แก่ ศิลปศาสตร์ (Arts) วิทยาศาสตร์ทั่วไป (Science) วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ (Biomedical Science) วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Sciences) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) สังคมศาสตร์ (Social Sciences) และนิติศาสตร์ (Law) นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรบัณฑิตศึกษา (Postgraduate Degrees) ให้เลือกอีกมากมาย อีกทั้งบางวิชายังเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนหลักสูตรควบคู่แบบ Combined Master’s ซึ่งจะได้รับปริญญาโทถึงสองใบหลังจบการศึกษาได้อีกด้วย

ที่สำคัญคือ สิทธิประโยชน์หลักจากการเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Bristol นอกจากการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกแสนทันสมัยแล้ว นักศึกษาแต่ละคนจะมีติวเตอร์ส่วนตัวคอยให้การสนับสนุนด้านการศึกษาอยู่ทุกเมื่อ ในส่วนของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกโดย QS World University Rankings มหาวิทยาลัยอยู่ในอันดับที่ 44 ของโลก

 

มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (The University of Edinburgh)

มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (The University of Edinburgh)

มหาวิทยาลัย Edinburgh มีวิชาที่เปิดสอนกว่า 300 วิชา ขอบเขตการวิจัยมากมายถึง 135 สาขา อีกทั้งยังมีหลักสูตรออนไลน์ถึง 60 วิชาจาก 20 วิทยาลัย โดยมีจุดแข็งคือสาขาวิชาภาษาศาสตร์ (Linguistics) ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

จากสถิติของ QS World University Rankings มหาวิทยาลัย Edinburgh ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 23 ในภาพรวม และมีอัตราการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 50 ของโลก ด้วยเหตุนี้ ใบรับรองจากมหาวิทยาลัยจึงเป็นใบเบิกทางสู่การประกอบอาชีพชั้นเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยยังรายล้อมไปด้วยปราสาทโบราณและภูเขาสูงใหญ่ นับได้ว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งในยุโรปเลยก็ว่าได้

 

มหาวิทยาลัยวอร์วิก (University of Warwick)

มหาวิทยาลัยวอร์วิก (University of Warwick)

มหาวิทยาลัย Warwick เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดอันดับ 10 ในสหราชอาณาจักร และอันดับที่ 57 ในระดับโลก โดยมีจุดแข็งคือวิชาภาษาอังกฤษและวรรณกรรม (English Language and Literature) อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของ Warwick Art Centre ซึ่งนับว่าใหญ่ที่สุดในบรรดาศูนย์ศิลปศึกษาอื่นๆ นอกกรุง London

มหาวิทยาลัย Warwick ยังมีชื่อเสียงด้านอัตราการจ้างงาน ซึ่งติด 1 ใน 20 ของมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ซึ่งจากการสำรวจโดย High Fliers Research พบว่า บัณฑิตจากมหาวิทยาลัย Warwick เป็นที่จับตามองโดยบรรดาผู้ประกอบการมากที่สุดในประเทศ

 

มหาวิทยาลัยลีดส์ (University of Leeds)

มหาวิทยาลัยลีดส์ (University of Leeds)

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรายการ Planet Earth ของช่อง BBC มหาวิทยาลัย Leeds อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดก็เป็นได้ เนื่องจากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์พื้นโลกและใต้ทะเล (Earth and Marine Sciences) ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของมหาวิทยาลัย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 18 ของโลก นอกจากนี้ ยังมีวิชาที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย เช่น ภูมิศาสตร์ (อันดับที่ 24) กายวิภาคศาสตร์และสรีระวิทยา (อันดับที่ 31) และภาษาอังกฤษและวรรณกรรม (อันดับที่ 40)

โดยปกติแล้ว คุณสมบัติขั้นต่ำในการสมัครเข้าเรียนต่อระดับชั้นปริญญาตรีคือ จะต้องผ่านการสอบ GCSE/GCE A Level ทั้ง 5 วิชาหรือเทียบเท่า ทั้งนี้ มาตรฐานความยากง่ายจะแตกต่างกันไปตามสาขาที่เลือก และการแข่งขันจะยิ่งสูงขึ้นตามกิตติศัพท์หรือชื่อเสียงที่ได้รับ อย่างเช่นสาขาวิทยาศาสตร์พื้นโลกและใต้ทะเลนั่นเอง

 

................................

เครดิต: Crimson Education