คิดอย่าง ‘หมู อาซาว่า’ กับ 10 ปีในวงการที่ได้เรียนรู้ว่า ‘แรงบันดาลใจ’ และ ‘แพสชั่น’ เป็นแค่วาทกรรม!!
Exclusive Interviews

คิดอย่าง ‘หมู อาซาว่า’ กับ 10 ปีในวงการที่ได้เรียนรู้ว่า ‘แรงบันดาลใจ’ และ ‘แพสชั่น’ เป็นแค่วาทกรรม!!

HELLO! จับเข่าคุย 'คุณหมู อาซาว่า' กับ 10 คำถามที่คุณจะเข้าใจตัวตนของเขาได้ทันที!

เมื่อแบรนด์ Asava กลายเป็นนามสกุลต่อท้าย 'คุณหมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา' มานานนับ 10 ปี จนกลายเป็นภาพจำอันติดตา หากคุณคิดว่าเส้นทางแฟชั่นของเขาเต็มไปด้วยกลีบกุหลาบและพรมแดง แปลว่าคุณอาจจะยังไม่รู้จักเขาเลยแม้แต่นิดเดียว HELLO! มีบทสัมภาษณ์มันๆ กับ 10 คำถามที่คุณจะเข้าใจตัวตนของเขาได้ทันที!

HELLO!: ความยากของการเป็น 'หมู อาซาว่า' คือ?
เราไม่รู้สึกว่ายาก แต่มันท้าทายมากกว่า งานที่ทำอยู่มันคือธรรมชาติ คือชีวิตของเรา ความยากจะมาในเชิงของชั่วโมงการทำงาน และวินัยในการใช้ชีวิต แต่สุดท้าย ถ้ามองว่ามันเป็นคุณสมบัติ เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีอะไรได้มาง่ายหรือไม่พยายาม ยิ่งเติบโต ทุกอย่างมันก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น ฉะนั้นเมื่อเรามองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ก็จะทำให้เราไม่ท้อ

H: อะไรคือความคิดที่เปลี่ยนไปจากเด็กจนถึงวันนี้?
ตอนที่เราเป็นเด็กแล้วฝัน เราจะเห็นแต่เฉพาะความสวยงามเบื้องหน้าเวที เมื่อก่อนเวลาเราอ่านหนังสือเราจะเห็นคำว่า 'กุมบังเหียน' แล้วรู้สึกเท่จังเลย ดูยิ่งใหญ่มาก เมื่อเราเข้ามารับบทบาทนั้น ก็รู้ว่ามันยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะภาระหน้าที่มันใหญ่ มีคนจำนวนมากที่เราต้องอยู่ร่วมกับเขาอย่างมีความสุข และเขาจำเป็นต้องมองเห็นถึงคุณค่าในสิ่งที่ทำ เป็นการใช้พลังที่มหาศาล ต้องถ่ายทอดความฝันของเราให้เป็นความฝันของเขา และช่วยกันสร้างให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาร่วมกัน

H: รูปแบบการทำงานของคุณหมูคือ?
สุดท้ายแล้วอาชีพที่มันเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เราอาจจะต้องการวินัยมากกว่าอาชีพอื่นๆ ด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครมาบอกเราว่าถึงเวลาต้องทำแบบนั้น และเมื่อไหร่จะทำอะไร เพราะฉะนั้นอาชีพอย่างเราจำเป็นต้องมีวินัยมากกว่าคนอื่น ต้องมีการสร้างแรงจูงใจในการทำงานมากกว่าคนอื่น เพราะมันไม่มีเรื่องของการตอกบัตรหรือบังคับเวลา ตัวเราจำเป็นต้องมีนาฬิกาธรรมชาติที่ดี ที่จะบ่งบอกตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่ต้องทำอะไร

H: Turning point ของคุณหมูคือตอนไหน?
ตั้งแต่อายุ 15 เป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เรียนรู้ มีหลายเหตุการในชีวิตที่ทำให้เราต้องตั้งสติ สะกิดให้เราได้คิด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางธุรกิจ เราเริ่มต้นมาจากบริษัทที่มีแค่ 20 คนทำเสื้อเดือนละ 20 ตัว จนเราเคยทำเสื้อเป็นหมื่นตัวต่อเดือน จากเราไม่เคยมีสต็อกเลย วันหนึ่งเรากลับมีผ้าเก็บไว้มูลค่า 40-50 ล้านบาท ก็เป็นภาระที่เราจำเป็นต้องตั้งสติว่าจะอยู่ต่ออย่างไรในอาชีพนี้ไปอีกนานๆ

H: ท้อบ่อยมั้ย?
พี่เป็นคนไม่เคยท้อ (หัวเราะ) เป็นคนไม่เคยท้อเลย! ข้อดีคือพี่เป็นคนอึดและดื้อ ดื้อต่อทุกสิ่ง พี่มีวิธีคิดของพี่เอง มีความฝันของพี่เอง รู้ว่าอยากทำอะไร เป็นอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร อยากให้คนรู้สึกกับพี่ยังไง ฉะนั้นพี่จะค่อนข้างต่อสู้ให้ได้มาจากสิ่งที่คิด ล้มแล้วไม่ค่อยเจ็บ ไม่เคยคิดถึงความล้มเหลวซึ่งมันเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ไม่ต้องเก็บมาคิด มองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการเดินไปข้างหน้า ฝึกฝนตัวเองให้เดินเร็วและแข็งแกร่งขึ้น เหมือนเป็นซาดิสม์เบาๆ ทดลองว่าตัวเองจะเดินไปได้ไกลถึงไหน รู้สึกแค่ว่าถ้าจะไปถึงฝันต้องทำงานหนักกว่านี้

H: หาแรงบันดาลสร้างแต่ละคอลเลกชั่นมาจากไหน?
เคยคุยกับ 'พี่ต้อม-เป็นเอก' ว่า 'แรงบันดาลใจ' และ 'แพสชั่น' เป็นวาทกรรม เป็นสิ่งที่ทุกคนพูดแล้วดูเท่ หรูหรา fashionable มาก แต่ในชีวิตจริงมันคือวินัยในการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ก็เหมือนทุกอย่างในชีวิตที่เราต้องฝึก คิดทุกวัน สร้างสรรค์ทุกวัน ลองมองสิ่งรอบตัวดูว่าจะเปลี่ยนเป็นงานได้ยังไง คนชอบหรือไม่ชอบเราบังคับเขาไม่ได้ สุดท้ายแล้วเราต้องตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่เราควรทำและต้องทำ ไม่ต้องเพอร์เฟ็คท์ ทำที่ทำได้ เรียนรู้จากสิ่งที่ทำ แล้วจะเกิดกระบวนการเรียนรู้เองว่าอะไรที่ถูกหรือผิด และต้องต่อยอดความชำนาญไปในเชิงอื่นอีก แล้วก็กลับมาที่เดิมว่าต้องฝึกคิด สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นวินัยในการใช้ชีวิตทั้งสิ้น

H: เชื่อในเรื่องเทรนด์มั้ย?
พี่ไม่เชื่อ แต่พี่ดู พี่ไม่ใช่คนเทรนดี้ เสื้อผ้าของเราก็ไม่ได้วิ่งตามกระแส แต่มันก็คงเป็นเรื่องเขลาที่จะบอกว่าเราจะทำเสื้อตกเทรนด์ เพราะผู้บริโภคของเรา ก็เป็นผู้บริโภคข่าวสารที่มีเทรนด์ เป็นแกนในการนำเสนอ ฉะนั้นเราก็เอามาปรับให้เกี่ยวโยงกับจิตวิญญาณของแบรนด์ แต่สุดท้ายแล้วแบรนด์จะอยู่ได้เพราะมีจิตวิญญาณที่มั่นคง ซึ่งไม่เกี่ยวกับสังคมไม่ได้ เราจะทำให้ไงให้ย่อยสลายเทรนด์เข้ากับตัวตนของเรา ทำให้น่าเชื่อ เราไม่ได้ฝืน ความจริงใจของแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคจะมองเห็นในที่สุด จะสัมผัสได้ถึงความไม่ฉาบฉวยของแบรนด์

H: แบรนด์แฟชั่นไทยในตอนนี้?
พี่เติบโตมาในยุคปลายกราฟของยุคขาขึ้น มันก็มียุคสมัยที่เฟื่องฟูกว่านี้ต้องยอมรับ ตอนนี้อาจจะหล่นลงมานิดยนึงแต่ก็ดีกว่าเมื่อ 10-20 ปีก่อน มีคุณภาพมากขึ้นทั้งความคิด คอนเซ็ปต์ และวิธีการตัดเย็บ เป็นสากลมากยิ่งขึ้น

H: ก้าวต่อไปของคุณหมูจะเป็นยังไง?
เรามองเห็นแล้วว่าการก้าวเดินไปอย่างมีคุณค่าอย่างมีความสุข ทั้งลูกค้า คนในองค์กร และคนรอบข้าง ตัวเราเองต้องศรัทธาในสิ่งที่เราทำ ทุกวันนี้เราไม่ได้ทำงานเพื่อลูกค้า แต่กำลังส่งข้อความอะไรบางอย่างออกไป แม้จะไม่ได้ซื้อเสื้อของเราไปใส่ก็ตาม ให้เขารู้ทันทีว่า Asava อยากสื่อความหมายอะไร แปลว่าอะไร มันจะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะวิ่งเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักทิศทางไม่ได้แล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่ทดลองสิ่งใหม่

H: คุณหมูเรียนรู้อะไรบ้างจาก 10 ปีที่ผ่านมา?
10 ปีที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ยึดติดกับแม่บทความสำเร็จของตัวเอง ไม่ยึดติดกับวิธีทำเสื้อที่ลูกค้าชอบ เราอาจจะต้องมองหากระบวนการทำงานแบบใหม่ วิธีคิดแบบใหม่ ต่อยอดตัวเองตลอดเวลา ถ้าเราอยากจะยืนได้อย่างยาวๆ เราไม่อยากให้แบรนด์แก่ ตัวเองแก่ได้แต่แบรนด์ห้ามแก่ วิธีตวัดความคิดของเรา ซึ่งอาจจะอายุน้อยกว่าเรา การเปิดโลกของเรา เปิดหูเปิดตาม การยอมรับ ทิ้งอัตตา พร้อมที่จะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ