นายกสมาคมเทควันโด ‘พิมล ศรีวิกรม์’ เปิดบ้านหรู พร้อมสมาชิกครอบครัวสุดอบอุ่น
Exclusive Interviews

นายกสมาคมเทควันโด ‘พิมล ศรีวิกรม์’ เปิดบ้านหรู พร้อมสมาชิกครอบครัวสุดอบอุ่น

HELLO! พามาเปิดมุมอบอุ่นของคุณเอ-พิมล และครอบครัวศรีวิกรม์ ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นของบ้านหลังงามที่เขาใหญ่

ภาพที่สังคมคุ้นตาคือการเป็นนักธุรกิจใส่สูทผูกไท นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะในห้องประชุม หรือเป็นนายกสมาคมเทควันโดสีหน้าจริงจังทุกแมตช์การแข่งขัน ในแวดวงธุรกิจ ‘คุณเอ-พิมล ศรีวิกรม์’ คือผู้กุมบังเหียนบริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด (มหาชน)  TCMC เจเนอเรชั่นที่ 2 ต่อจากคุณพ่อเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ผู้ล่วงลับ และพิสูจน์ความสามารถของตัวเองในฐานะประธานกรรมการคนใหม่ โดยมีคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ ผู้เป็นแม่เป็นที่ปรึกษาใกล้ชิด คุณเอต่อยอดธุรกิจและบริหารกิจการให้เจริญรุ่งเรืองด้วยการเทกโอเวอร์บริษัทชั้นนำในต่างประเทศ และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ทีซีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น ที่มีผลประกอบการโตแบบก้าวกระโดดได้อย่างน่าชื่นชม

จากสองบทบาทหลักนี้นำมาซึ่งหน้าที่และความรับผิดชอบไม่น้อย แต่คุณเอก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน วันนี้ HELLO! จึงขอพามาเปิดมุมอบอุ่นของคุณเอ และครอบครัวศรีวิกรม์ ท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นของบ้านหลังงามที่เขาใหญ่


“การกลับบ้านจะไม่ยากถ้าบ้านมีความน่าให้กลับ เพราะกลับมาแล้ว ภรรยาก็รออยู่ที่บ้าน เข้าครัวทำอาหารให้กิน ได้กินข้าวพร้อมลูก กินเสร็จก็มีเวลาดูละครบุพเพสันนิวาสอีกด้วย (หัวเราะ) ละครเรื่องนี้เป็นกระแสดังเหลือเกินจนผมต้องขอดูหน่อยเถอะว่า ทำไมถึงฮิตกันทั้งบ้านทั้งเมืองขนาดนี้ ทุกอย่างชวนให้ผมอยากกลับบ้าน แต่ถ้ากลับมาเจอภรรยาจู้จี้ขี้บ่น หรือกลับมาแล้วไม่เจอทั้งภรรยาและลูก หิ้วท้องกลับบ้านก็ไม่มีอะไรให้กิน เป็นอย่างนี้คงไม่มีใครอยากกลับบ้าน”

คุณแม็กซี่ ที่นั่งหน้านิ่งฟังสามีชมทางอ้อม พูดถึงบทบาทหน้าที่ของตัวเองบ้าง

“หลายคนคิดว่าการเป็นแม่บ้านเป็นงานง่ายๆ สบายๆ วันๆ อยู่บ้านไม่ต้องทำอะไร จริงๆ แล้ว การเป็นแม่บ้านคือการทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ วันละ 24 ชั่วโมง ขอลาออกก็ไม่ได้ แต่ก็ภูมิใจในหน้าที่นี้นะคะ” ก่อนเล่าต่อคุณแม็กซี่หันไปมองสามีเล็กน้อย “พี่เอพูดกับลูกตลอดว่า ‘จริงๆ แม่ไปทำงานก็ได้ แต่แม่เสียสละที่จะออกมาเลี้ยงลูกและดูแลงานบ้าน’ การเป็นแม่บ้านควรต้องมีสภาพจิตใจที่พร้อม อาจไม่ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ทางธุรกิจ แต่ถ้าลูกมีเรื่องมาปรึกษา เราเป็นแม่ต้องให้คำตอบลูกได้ทุกสถานการณ์ ไม่ใช่คำสั่งให้ลูกต้องทำแต่เป็นคำแนะนำที่ช่วยให้ลูกได้ความกระจ่างในปัญหาของเขา ส่วนสามี เมื่อพี่เอตั้งใจกลับบ้าน เราเป็นภรรยาก็ต้องอยู่บ้านรอ เพราะการที่เขาออกไปทำงาน ต่อให้งานราบรื่นไม่มีปัญหาอะไร ยังไงเขาก็ต้องเหนื่อยและล้าจากการทำงานอยู่ดี เพราะงานดีย่อมเกิดจากการทุ่มเท ฉะนั้น ถึงจะนัดกันล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะออกไปไหน ทำอะไร แต่ถ้าพี่เอเหนื่อย ซี่ก็จะยกเลิกโปรแกรมนั้นทันที หรือเลื่อนออกไปก่อน ถึงเราจะอยากไป แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่พร้อม ต่อไห้ไปด้วยกัน เขาคงไม่มีความสุข คิดอย่างนี้ก็ไม่อยากไปไหนแล้วค่ะ”

“เรื่องอาหารการกินเขาเป็นเลิศอยู่แล้ว เขารู้ว่าผมชอบกินอะไร อาหารที่บ้านเลยไม่จำเป็นต้องวิลิศมาหราแต่เป็นอาหารที่ถูกปากมากกว่า” นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณเอหิ้วท้องกลับมากินมื้อเย็นที่บ้านทุกวัน

“พี่เอเป็นคนกินเมนูซ้ำๆ ได้ค่ะ แต่ต้องเป็นของที่เขาชอบนะคะ อย่างแกงส้ม แกงไก่ใส่หน่อไม้ ต้มยำหัวปลา ไข่พะโล้ ไก่กะเพรา ทำสลับไปมา คือขอแค่มีเมนูโปรดของเขายืนพื้นไว้ก่อน แล้วเราจะคิดทำเมนูอื่นก็เสริมเข้าไป อย่างน้อยให้เขาอุ่นใจว่า ทุกมื้อที่บ้านเขาอิ่มอร่อยแน่ๆ ถ้าวันไหนพี่เอติดธุระ ไม่กลับมากินข้าวที่บ้าน เราแม่ลูกก็จะมีเมนูใหม่ๆ สุดครีเอทบนโต๊ะอาหารกันได้เต็มที่ค่ะ” (หัวเราะ)

พูดถึงเรื่องการทำอาหาร คุณเอจึงถือโอกาสเผยเบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทยที่หลายคนอาจไม่เคยทราบ

“ถ้าเป็นแมตช์ที่แข่งในต่างประเทศซึ่งต้องอยู่นานหลายวัน นักกีฬาจะไม่ถูกปากกับอาหารท้องถิ่น ยิ่งเทควันโดเป็นกีฬาที่ต้องใช้แรง อาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ ก็ได้ภรรยาผมนี่แหละเอาหม้อไฟฟ้าไปหุงข้าวทำอาหารไทยให้นักกีฬาได้กินเติมพลังทุกมื้อ การเดินทางของเราจึงไม่ได้สนุกเที่ยวเล่นอย่างเดียว โชคดีที่ภรรยาผมเป็นคนอยู่ง่าย ผมไม่ต้องพะวงว่าเขาจะเบื่อหรือเหงาหรือเปล่า เพราะเขาดูแลตัวเองได้ดี ถ้าต้องอยู่โรงแรมคนเดียว เขาก็เตรียมหนังสือหรือหาหนังมาดูได้ ไม่เคยเรียกร้องให้ต้องพาไปนั่นไปนี่ หรือต้องไปช้อปปิ้งที่ไหน เขาจึงเป็นแบ็กอัพที่ดีให้ผม สนับสนุนทุกอย่างที่ผมทำ”

นอกจากภรรยาที่น่ารักแล้ว คุณเอยังมีลูกชายอีก 2 คน อีกหนึ่งความสุขที่ทำให้ครอบครัวสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันคุณพิพ ลูกชายคนโตวัย 19 ปี กำลังศึกษาปริญญาตรีด้านธุรกิจที่ University of Pennsylvania ส่วนคุณที ลูกชายคนเล็กวัย 15 ปี ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ (Shrewbury International School)

“กฎประจำบ้านเราคือลูกจะไปไหนต้องมาขออนุญาตพ่อแม่ก่อน ผมย้ำว่าขออนุญาตไม่ใช่การแจ้งให้ทราบ โดยเฉพาะถ้าจะไปไหนมาไหนตอนกลางคืน เราจะว่ากันตามเหตุผลและความเหมาะสม เพราะเราเลี้ยงลูกเหมือนเป็นเพื่อนเขา เพื่อให้เขาสบายใจและกล้าเปิดใจในการปรึกษาเราได้ทุกเรื่อง โดยเราจะไม่ตัดสินหรือบังคับให้ลูกต้องทำในสิ่งที่เราต้องการ แต่จะเป็นฝ่ายรับฟังปัญหาเขามากกว่า อาจเสนอทางแก้ให้บ้าง แต่เขาต้องตัดสินใจเอง แต่ในความเป็นเพื่อนกับลูก เขาก็ยังต้องเคารพนับถือเราในฐานะพ่อแม่ด้วยนะครับ นี่คือสิ่งที่คุณแม่ผม (คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์) เลี้ยงดูผมกับน้องมา และผมก็นำมาใช้ต่อกับลูกครับ”

คุณเอยังกล่าวเสริมอีกว่า “ลูกไปเรียนเมืองนอกคนนึง ก็ทำใจว่าตอนนี้เราเหลือลูกอยู่กับเราอีกคนนะ แต่ก็ต้องเตรียมใจล่วงหน้า เพราะวันหนึ่งน้องทีก็ต้องไปเรียนเมืองนอกเหมือนพี่ เราก็จะเหลือกันสองคน ก็คุยกันว่าจะหาอะไรทำกันดี ผมแพลนจะทำงานให้น้อยลง เดินทางท่องเที่ยวให้มากขึ้น”

คุณแม็กซี่อมยิ้มน้อยๆ กับคำชมของสามี “พ่อแม่หลายคนมักทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้ลูก โดยลืมใส่ใจดูแลกันและกัน พอลูกโตแล้วแยกย้ายไปมีชีวิตของเขาเอง ถ้าไม่ฝึกให้ชินกับการอยู่กันสองคน เราจะเป็นที่ลำบากใจของลูก หรือไม่ก็มีปัญหากันเองได้ แต่คู่เราตกลงกันตั้งแต่แต่งงานแล้วว่า ต่อให้เรามีลูก ก็ยังต้องมีเวลาส่วนตัวให้กัน

เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกไม่ต่างจาก HELLO! ว่าครอบครัวนี้ช่างเป็นบ้านที่อบอุ่นและมีความสุขจนน่าอิจฉา คุณเอจึงอธิบายว่า “ความทุกข์เราก็มีครับ แต่ต้องพยายามปล่อยวาง ผมบอกตัวเองเสมอว่าปัญหามีไว้แก้ไม่ได้มีไว้กลุ้ม เมื่อไหร่ที่ทุกข์ให้มองว่าชีวิตเรามีสิ่งดีๆ ตั้งเยอะ จะมีทุกข์บ้างก็ไม่เป็นไร ความสุขของผมคือครอบครัว แค่เมื่อคืนที่ได้กินข้าวกันพร้อมหน้า เพราะเป็นช่วงที่พิพปิดเทอมกลับบ้านพอดี เห็นพี่น้องเล่นกัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ผมจะทุกข์มากเลยถ้าพี่น้องสองคนชิงชังหรืออิจฉากัน”

“หลายคนชอบพูดว่า ซี่โชคดี สามีดี ลูกดี ครอบครัวอบอุ่น ต้องบอกว่าจริงๆ แล้วคนใกล้ชิดจะรู้ว่า ทุกอย่างไม่ใช่ได้มาโดยไม่ต้องทำอะไรเลย เราทุกคนในครอบครัวต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ความสุขที่เรียบง่ายและราบรื่นของครอบครัวต้องมีที่มาข้างหลัง ทุกอย่างไม่ได้เกิดเอง ต้องมีการบริหารจัดการกว่าจะมีวันนี้”

 

......................................................................................................................................................

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ในนิตยสาร HELLO! ปีที่ 13 ฉบับที่ 14 ประจำวันที่ 15 กรกฎาคม 2561

หรือดาว์นโหลดฉบับดิจิตอลได้ที่  www.ookbee.com www.shop.burdathailand.com