วาริน เตชะวิเชียร เซเลบริตี้หนุ่มรักษ์โลก ผู้เสาะหาความลงตัวของชีวิต
วาริน เตชะวิเชียร เซเลบริตี้หนุ่มรักษ์โลก ผู้เสาะหาความลงตัวของชีวิต
Exclusive Interviews

วาริน เตชะวิเชียร เซเลบริตี้หนุ่มรักษ์โลก ผู้เสาะหาความลงตัวของชีวิต

‘คุณบอส - วาริน เตชะวิเชียร’ ผู้ใช้ชีวิตตามใจและชัดเจนในเป้าหมายชีวิตมาตั้งแต่เด็ก และประสบความสำเร็จด้วยการคิดต่าง

เพราะ ‘ความแน่นอน’ คือ ‘ความไม่แน่นอน’ และ ‘ความไม่แน่นอน’ อาจเปลี่ยนกลับมาเป็น ‘ความแน่นอน’ อีกครั้งก็ได้ นี่แหละสัจธรรมของมนุษย์ที่หลายคนอาจต้องประสบพบเจอ เช่นเดียวกับ ‘คุณบอส - วาริน เตชะวิเชียร’ เซเลบริตี้หนุ่มวัย 24 ปี ทายาทเจ้าของโรงพิมพ์ Greenlife Printing House ผู้ใช้ชีวิตตามใจและชัดเจนในเป้าหมายชีวิตมาตั้งแต่เด็ก จนสิ่งที่ไม่คาดคิดมาเยือนอย่างไม่ทันได้ตระเตรียมใจ HELLO! จะพาไปเจาะเรื่องราวของเขาค่ะ

“ตอนผมสอบเข้าคณะวิศวะอุตสาหการของจุฬาฯ ได้ตั้งแต่เรียนอยู่ ม. 5 ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมาก ครอบครัวก็แฮปปี้ พอเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็เลยชิลล์ๆ ตามประสาวัยรุ่น และยอมรับว่าไม่ใช่เด็กที่ตั้งใจเรียนเลย ออกจะตามใจตัวเองด้วยซ้ำ วิชาไหนสนุกก็เรียน วิชาไหนไม่สนุกก็ไม่เรียน กระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่นึกไม่ฝันขึ้น เมื่อคุณพ่อ (คุณกำชัย เตชะวิเชียร) ถูกเพื่อนสนิทที่ไว้ใจมากโกง ท่านต้องมาทำธุรกิจโรงพิมพ์ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานด้านนี้มาก่อนเลย เราเห็นคุณพ่อเครียดและทำงานหนักมาก เวลาผ่านไปแค่ปีเดียว ผมก็ขาวโพลนไปทั้งหัวเลย ผมจึงบอกกับตัวเองว่า ถ้าเรียนจบเมื่อไหร่จะรีบเข้าไปช่วยคุณพ่อทำงาน”

วาริน เตชะวิเชียร

 

แค่ต้อง ‘คิด’ ให้ ‘ต่าง’

แม้ความตั้งใจจะสวนกระแสของธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่อยู่ในช่วงขาลง แต่คุณบอสก็สู้ไม่ถอย “ก่อนจะเข้ามาช่วยงานที่บ้าน ผมไปฝึกงานด้านฝ่ายขายที่บริษัท เอสซีจี (ปูนซีเมนต์ไทย) ซึ่งต้องขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่สอนผมให้รู้ว่า ‘เมื่อเราจะลงมือทำอะไร เราต้องเข้าใจพื้นฐานสิ่งนั้นก่อน’” การเป็นเซลล์ของ Greenlife Printing House วันแรก เขาจึงต้องไปเคาะกระจกเพื่อขอเข้าไปเสนอขายสินค้า “เกิดมาไม่เคยต้องทำอะไรแบบนี้ เขินมาก แต่วันนั้นผมปิดการขายได้นะ จากที่เก้ๆ กังๆ ทั้งเขินทั้งอายก็มาถึงจุดที่ผมเป็นเซลล์เต็มตัว ขับรถหาลูกค้าวันละ 5 - 6 ราย” เมื่อผลงานพิสูจน์ความสามารถ คุณบอสเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย แล้วก็เป็นไดเร็กเตอร์ดูแลฝ่ายมาร์เก็ตติ้งทั้งหมด

“หลายคนถามว่าทำโรงพิมพ์ไม่เจ๊งเหรอ เพราะสื่อปิดตัวไปเยอะ แต่เรามีกระดาษที่ลดต้นทุนได้ 25% ฉะนั้น ถ้าธุรกิจสิ่งพิมพ์ไม่ได้อยู่ช่วงขาลง ใครจะสนใจสินค้าผม วิกฤตินี้ก็เลยกลายเป็นโอกาสให้ลูกค้าสนใจและเทมาหาเรามากขึ้นเพราะต้องการลดต้นทุน ส่วนองค์กรใหญ่ๆ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เขาเลือกเรา เพราะเรามีการรับรองจากองค์การก๊าซเรือนกระจก พอเราประกาศชัดว่าใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลูกค้าก็หลากหลายขึ้น กลายเป็นกิจการเราสวนทางกับเจ้าอื่น”

หลังจากสองปีที่เข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัว คุณบอสทั้งวางระบบการทำงานและรีโนเวตโรงพิมพ์ให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน มีการปลูกต้นไม้ภายในตึก เพิ่มพื้นที่สีเขียว เติมความสดชื่นให้พนักงานได้สูดออกซิเจนเต็มปอด ทำให้ทุกคนมีความสุขในการทำงาน เขาเองก็มีความสุขที่ได้ต่อยอดงานของคุณพ่อ

ต้องไม่หยุด ‘ฝัน’

เมื่อภารกิจหน้าที่ของ ‘ลูก’ ลุล่วงด้วยดีแล้ว คุณบอสจึงขอสานฝันของด้วยการลงมือทำธุรกิจของตัวเอง คุณบอสออกตัวว่า เป็นคนทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันได้ ช่วงที่ช่วยกิจการโรงพิมพ์ของที่บ้าน เขากับเพื่อนๆ เปิดเพจรีวิวเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ทำกันสนุกๆ แต่ก็ฮอตฮิตติดอันดับ 1 ของประเทศในเพจสินค้าประเภทนี้ นั่นเพราะความครีเอตของคอนเทนต์ที่ใส่ไอเดียแปลกใหม่และแตกต่าง ทำให้คนชอบ และเมื่อมีคนติดตามหลักแสน ลูกค้าก็ตามมา “เรียกว่าทุกยี่ห้อเรามีคอนแทกต์หมด ทุกคนมาจ้างเราทำงาน เป็นการทำเพจที่สนุกมาก แต่ก็ไม่ได้ทำแล้ว เพราะผมมีสิ่งที่ผมฝันไว้และอยากทำให้เป็นจริงขึ้นมา”

คุณบอสหมายถึงธุรกิจส่วนตัวที่มาจากความชอบของตัวเองในด้านแฟชั่นกับเทคโนโลยี “ผมชื่นชมคนที่แต่งตัวดูดี เป็นการให้เกียรติตัวเอง เคารพสถานที่ต่างๆ และผมก็เชื่อมั่นในนวัตกรรมว่าสามารถเปลี่ยนโลกได้ ผมเลยอยากให้สองสิ่งที่ผมรักมาอยู่รวมกัน” ในทางปฏิบัติอาจฟังดูยากที่ดีไซน์กับการใช้งานจะไปด้วยกันได้ “คือทำยังไงให้สวยที่สุด แล้วเป็นที่ยอมรับกับความเป็นแฟชั่นที่มีฟังก์ชั่นการทำงานอันน่าทึ่ง”

ที่สุดคุณบอสก็สมใจกับการเปิดตัวแบรนด์เครื่องประดับอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้บริษัท เซส โกลบอล จำกัด ที่นำแฟชั่นมาผสานกับเทคโนโลยี ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเสียงตอบรับดีเกินคาด จนขยายสาขาไปกว่า 50 สาขาในเวลาระเวลาเพียงแค่ปีเดียว นอกจากนั้นเขายังมีกลยุทธ์ในการขาย สมทบทุนบริจาคเงินจากยอดขายสินค้าทุกชิ้นให้กับมูลนิธิต่างๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่แบรนด์น้องใหม่นี้จะประสบความสำเร็จในช่วงเวลาอันสั้น

วาริน เตชะวิเชียร

Zace แบรนด์เครื่องประดับอิเล็กทรอนิกส์ของคุณบอส

รู้จักที่จะ ‘ใช้’ ชีวิต

“24 ชั่วโมงในแต่ละวัน 8 ชั่วโมงแรกคือการพักผ่อน 8 ชั่วโมงต่อมาคือการทำงาน และ 8 ชั่วโมงสุดท้ายคือ ฟรีไทม์ แต่ถ้าอยากให้ชีวิตดี ต้องรู้จักใช้ 8 ชั่วโมงที่ว่างนี้ให้เกิดประโยชน์ที่สุดในการพัฒนาชีวิตตัวเอง เมื่อก่อนผมใช้ทำเพจ บางทีคนเชิญไปงาน ได้ไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต และยังได้คอนเน็กชั่นอีกด้วย ส่วนตัวผมเป็นคนสปอยล์ตัวเองเก่งด้วย เป็นการให้รางวัลตัวเองอยู่เสมอ บางวันก็ไปนั่งจิบค็อกเทล คุยกับบาร์เทนเดอร์ ชั่วขณะนั้นก็ทำให้ผมเครียดน้อยลงได้ แต่จริงๆ แล้วผมโชคดีที่ถึงเวลานอนก็หลับได้ ไม่เคยเครียดจนนอนไม่หลับ ซึ่งดีต่อสุขภาพ เพราะการพักผ่อนที่เพียงพออย่างมีคุณภาพทำให้สุขภาพดีและพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ในความรู้สึกของผม

“แต่ถ้ามีเวลาว่างสั้นๆ ก็จะไปไฮกิ้ง แต่ถ้าว่างยาวสักสองอาทิตย์ก็ไปเทรกกิ้งที่หิมาลัยเลย การได้อยู่กับตัวเองทำให้เราได้ทบทวนเป้าหมายของชีวิต ได้ตกตะกอนความคิด จนทำให้ผมรู้ว่า ความสุขของตัวเองคือการทำธุรกิจ แม้ผมอาจต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น เพราะต้องทำงานครอบครัวควบกับงานส่วนตัว แต่ผมเชื่อว่าบริษัทใหญ่ต้องเกิดมาจากบริษัทเล็ก และทุกบริษัทเล็กก็ต้องเริ่มจากศูนย์ การได้เริ่มก่อนคนอื่น เราก็ได้เรียนรู้ก่อน เคยคิดว่าวันนึงเราจะได้พักก่อน เพราะมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว แต่ผมคิดว่าการที่เราชอบคิด ชอบทำโน่นทำนี่ แล้ววันนึงต้องอยู่เฉยๆ คงเบื่อน่าดู ผมว่าสิ่งที่ผมเสาะหาคือความลงตัวในการใช้ชีวิตให้มีความสุข และอนาคตคงมีเรื่องครอบครัวเติมเข้ามาด้วย”

 

Cr. Pictures from HELLO! Magazine Thailand , Instagram : zace_official