Home > Lifestyle > Auto & Yachts

‘ผมหยุดขับรถซูเปอร์คาร์ไปพักใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรู้สึกว่า อายุเยอะ ใกล้จะ 50 แล้ว อีกทั้งสังคมซูเปอร์คาร์ดูไม่ค่อยเข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองเท่าไหร่ แต่ด้วยเพราะเป็นคนชอบขับรถ สนุกกับการขับรถ ประกอบกับเพื่อนสนิทชักชวน เลยลองเปิดใจ ทำให้กลับมาขับรถซูเปอร์คาร์อีกครั้งเมื่อปลายปี 2562 ที่ผ่านมานี่เอง’ ความในใจของ ‘คุณแบงค์-ภัคคณวัฒน์ เหมะธนานันท์’ President and CEO of Brother Global พ่อมดทางการตลาด ผู้บริหารนักปั้นแบรนด์หนุ่มมาดอบอุ่น เปิดฉากสนทนากับเราในมุมมองของการเล่นรถซูเปอร์คาร์แบบฉบับของตัวเอง

ปลุกหัวใจสปอร์ตกลับมาอีกครั้ง

“ความสนุก ความสุข ไม่ใช่แค่การขับรถแรงที่ตัวเองชอบ ทำความเร็วตามที่ใจต้องการ หลงใหลในกลิ่นน้ำมัน และเสียงคำรามของเครื่องยนต์ เหมือนกับที่ผ่านมา การกลับมาครั้งนี้ ได้มีเพื่อน พี่ น้อง มันคือการ Enjoy Company เป็น Driving Experience ที่ยากจะหาได้ เป็นการเปิดโลกแห่งมิตรภาพที่แท้จริงให้กับผม

“ทำไมหรือครับ เพราะว่าหลังจากที่เลือกใช้งานรถค่ายกระทิงเปลี่ยว ลัมโบร์กินี ซึ่งซื้อมาแล้ว 2 คัน ทั้งลัมโบร์กินี อะเวนทาดอร์ เอสวีเจ (Lamborghini Aventador SVJ) และ ลัมโบร์กินี อะเวนทาดอร์ เอส (Lamborghini Aventador S) ได้พบว่าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้ดูแลผมเป็นอย่างดี ไม่ได้ดูแค่ว่าผมเป็นลูกค้า โดยเฉพาะคุณนัท (อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด) ผู้บริหารระดับสูงให้คำแนะนำกับผมในแบบเพื่อน พี่น้อง จริงใจ ไม่ใช่มุ่งแต่ธุรกิจหรือจะแค่ขายของ ขนาดที่ว่าผมอยากจะซื้อรุ่น Urus เป็น Super SUV ราคาประมาณ 30 ล้านบาท หลังจากทดลองขับไปพัทยาแล้วประทับใจมากทั้งผมและภรรยา ขับสนุก ตอบสนองไวตามที่ใจต้องการ แต่มีความสะดวกสบายมาก เหมือนกับรถใน Segment Luxury SUV ต่างๆ

“แต่คุณนัทรู้ว่าผมมีรถในแบบเดียวกันของค่ายอื่นอยู่แล้ว จึงยังไม่ยอมขายให้ รอจนกว่าผมจะขายรถคันเก่าก่อน เพราะว่าไม่อยากให้ใช้รถที่มีลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อนกันเกินความจำเป็น ซึ่งแบบนี้ก็มีด้วย เขามีแต่จะรีบขายเพื่อให้ได้เงิน ได้กำไร ยอมรับเลยว่าใจ      คุณนัทไม่ธรรมดาจริงๆ ตั้งแต่คุยกันวันนั้นร่วมครึ่งปีแล้ว จนถึงตอนนี้ยังไม่ยอมขายให้ผมเลย สงสัยงานนี้ต้องรีบขายคันเก่าเสียแล้ว” คุณแบงค์กล่าวพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

ประสบการณ์กับลัมโบร์กินี

“ลัมโบร์กินีทั้งสองคันที่ใช้อยู่เป็นตัวท็อปสุดในไลน์ ผมเลือกออปชั่นเต็ม อย่างเจ้า ลัมโบร์กินี อะเวนทาดอร์ เอสวีเจ เป็นรุ่นพิเศษผลิตจำนวนจำกัด แต่คันนี้เป็นคันเดียวในโลกที่ใส่เบาะหนังและปรับไฟฟ้า เพราะรุ่นมาตรฐานเป็นเบาะหนังอัลคันทารา (Alcantara) แน่นอนว่าหรูหรา และให้อารมณ์สปอร์ตมากกว่า แต่ผมชอบกินขนมในรถ เบาะหนังดูแลรักษาง่ายกว่า”

โรงงานลัมโบร์กินีถึงกับต้องอีเมลกลับมาถามตัวแทนจำหน่ายว่าลูกค้าต้องการแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม เพื่อเป็นการยืนยันพร้อมทั้งแต่งเคฟล่าเต็มทั้งคัน สีแดงพิเศษ Rosso Bia คันเดียวในเอเชีย เฉพาะอุปกรณ์ที่เพิ่มมาทะลุ 13 ล้านบาท ทำให้คันนี้ราคารวมอยู่ที่ 62.4 ล้านบาท

“ขณะที่สมรรถนะ เครื่องยนต์ V12 เรียกม้ามาใช้งานได้สูงสุด 770 ตัว แบบที่ไม่ต้องมีเทอร์โบเข้ามาช่วย (เป็นเครื่อง NA ตัวสุดท้ายของลัมโบร์กินี) ต้องเรียกว่าเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงสุด ที่ลัมโบร์กินีสามารถรีดกำลังจากเครื่องยนต์มาได้มากขนาดนี้ จังหวะออกตัวกระโจนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แบบที่เรียกว่ากระชากวิญญาณกันเลยทีเดียว ใส่นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ พวงมาลัยคมกริบ ควบคุมตัวรถได้ง่าย เพิ่มความมั่นใจ เหมือนกับเราเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ

“ส่วนเจ้า ลัมโบร์กินี อะเวนทาดอร์ เอส แม้จะมีกำลังน้อยกว่า อยู่ที่ 740 แรงม้า แต่สมรรถนะทุกอย่างไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ผมเคยทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 340 กม.ต่อชม. ซึ่งในสเป็กระบุไว้ว่ารถคันนี้ทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 350 กม.ต่อชม. เรียกว่าทำได้เกือบเต็มประสิทธิภาพ โดยที่ยังสามารถควบคุมตัวรถไว้ได้อย่างสบายๆ สมรรถนะเครื่องยนต์ของเจ้า อะเวนทาดอร์ เอส นี่ไม่ธรรมดา คือเราคิดว่าสุดแล้ว แต่พอเติมคันเร่งยังไปได้อีกแบบไม่มีหมด”

สรุปว่าประทับใจกับค่ายนี้มาก

“ยอมรับครับว่าผมไม่ได้เป็นแค่ลูกค้า แต่ผมเป็น ‘Big Fan’ ทั้งกับตัวรถและผู้แทนจำหน่าย วันนี้การซื้อรถของผมไม่ใช่ดูแค่เรื่องดีไซน์ สมรรถนะ แต่ต้องมีองค์ประกอบโดยรวมที่ดี ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเรา ปกติแล้วคนส่วนใหญ่มองว่าคนที่เล่นซูเปอร์คาร์ต้องเป็นพวกแก๊งสเตอร์ แต่คุณรู้ไหมว่ากิจกรรมที่ทำให้กับลูกค้าของค่ายนี้เขาสุดยอดมาก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมฟังธรรมะในโชว์รูม หรือคาราวานไปทำบุญ ช่วยเหลือสังคมในหลากหลายรูปแบบ เป็นประสบการณ์ที่ยากจะหาได้จากที่อื่น ทำให้ผมเข้าใจคำว่า ‘ดี กับ ดีกว่า’ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจมันได้อย่างแท้จริง”

Cr.Photos : Bank Pakanawat’s instagram