[bttseo_breadcrumb]

ในโลกใบนี้มีสถานที่สร้างฝันให้มนุษย์อยู่มากมาย บางที่แค่เห็นจากรูปก็มีแรงบันดาลใจในการพาตัวเองไปยืนอยู่บนที่แห่งนั้นในสักวันหนึ่ง เช่นในครั้งนี้ HELLO! ได้มาเยือน “อิตาลี” ประเทศแห่งสถาปัตยกรรมที่จุดประกายไอเดียในการทำงานให้เราเสมอ รูปแบบการเดินทางครั้งนี้สุดพิเศษ ตั้งแต่การเดินทาง ที่พัก เพื่อนร่วมทาง และที่เดินสำรวจประวัติศาสตร์ศิลป์ เชื่อว่าเรื่องราวต่อไปนี้จะทำให้กลับมาคิดถึงประเทศสุดโรแมนติกแห่งนี้ เนิ่นนานกว่าครั้งไหน ๆ

Day 1

เมื่อเราเดินทางแบบExclusive ย่อมต้องได้อะไรพิเศษๆ มาเสมอ เริ่มจากก้าวเข้าเครื่องบิน AirbusA350 XWB อันมีชื่อในเรื่องการประกอบด้วยวัสดุโลหะน้ำหนักเบา และทนต่อแรงต่างๆ ขณะทำการบินผนวกกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ Rolls-Royce รุ่น Trent XWB ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเผาผลาญเชื้อเพลิง ได้อย่างคุ้มค่า นุ่มนวล ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ได้ถึง25%ถือว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี

ห้องโดยสารด้วยแนวคิดแบบไทยร่วมสมัยสร้างบรรยากาศอบอุ่นที่คุ้นเคยในการเดินทาง ระบบแสงแบบ Moon Lighting ที่นั่งชั้นธุรกิจ Royal Silk Class ได้ออกแบบเพื่อปรับเอนนอนราบได้180 องศา มีเมนูอาหารสุดหรูให้เลือกตลอดสายการบิน ส่วนที่นั่งชั้นประหยัด Economy Class พื้นที่ถูกขยายและปรับเพื่อลดความอึดอัด ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลายตลอดการเดินทาง และในทุกที่นั่ง ของชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัด สามารถเชื่อมต่อ Inflight entertainment ให้เลือกมากมายรวมถึงบริการ Wi-fi ผ่านอุปกรณ์สื่อสารของตนเอง และปลั๊กไฟสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารอย่างถ่องแท้

น้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain)

คุณศรีริต้า เจนเซ่น โยนเหรียญขอพรให้ได้กลับมาเยือนน้ำพุเทรวี่อีกครั้ง

ในช่วงเช้าบน flight TG944 กัปตันประกาศว่าเรามาถึงกรุงโรม เป็นสัญญาณห่งการเริ่มต้นผจญภัยในดินแดนที่คิดถึงอีกครั้ง น้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain) คือสถานที่แรกของทริปนี้ การมาในช่วงเช้าถือว่าได้รับการต้อนรับอย่างน่าประทับใจเพราะเราจะได้เห็นความอลังการของน้ำพุที่โด่งดังที่สุดในโลกโดยไม่มีวิวคนหนาตารบกวนรายละเอียดของสถาปัตยกรรม ชื่อเทรวี่ หมายถึงจุดพบกันของถนนสามสาย ตรงกลางเป็นอนุสรณ์สถานสไตล์บาโรค ออกแบบก่อสร้างโดยนิโดลา ซาลวี่ ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาครีเมนต์ที่12 ได้มอบหมายให้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1732 แต่ยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ไปก่อนในปี ค.ศ.1740 จากนั้นการก่อสร้างดำเนินเรื่อยมาได้ครึ่งหนึ่งซาลวี่ก็ได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1751 ส่งไม้ต่อการก่อสร้างมาที่โจวานนิ เปาโล ปานนินิ ดำเนินต่อมาจนแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1762 รวมเวลาทั้งสิ้น30ปี ส่วนทางระบบระบายน้ำเวอร์โก้บริเวณลานด้านหน้านั้นก่อสร้างมากว่า2000 ปี ครั้งสมัยโรมโบราณซึ่งปกครองโดยจักรพรรดิออกัสตัส ตรงกับเวลา19 ปีก่อนคริสต์ศักราช รูปปั้นแกะสลักที่หรูหราอลังการที่อวดโฉมให้ผู้ไปเยือนนั้น ได้แนวคิดจาก ความยิ่งใหญ่ ของเทพเจ้าเนปจูน “เทพเจ้าแห่งท้องทะเล” ว่ากันว่าถ้าเราอธิษฐานดีๆ แล้วโยนเหรียญจากมือขวาข้าม ไปไหลซ้ายจะได้กลับมาอีก

โคลอสเซียม (Colosseum)

เมื่อถ่ายรูปสวยกันหนำใจพวกเราไม่รี่รอ มุ่งไป จุดหมายที่สอง โคลอสเซียม (Colosseum) เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม สถานที่นี้เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเวียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีทรงวงรีเพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงอรรถรสและใกล้นักกีฬา มีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังเวลาฝนตกในสนาม

แนวคิดในการออกแบบโคลอสเซียมนี้ยังคงมีความสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบสนามกีฬาแทบทุกแห่งในโลกนับตั้งแต่นั้นมาต้องปฏิบัติตามแม่แบบดั้งเดิมของโคลอสเซียม


จุดหมายต่อไปของเราอีกแห่งที่พลาดไม่ได้คือ นครรัฐวาติกัน State of the Vatican City เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปาซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกในศูนย์กลางคือมหาวิหารนักบุญเปโตร St Peter’s Basilica โบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นแหล่งรวมศิลปะวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกซึ่งออกแบบโดย มีเกลันเจโล การปกครองที่นี่เป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราช อำนาจตกอยู่ที่สมเด็จพระสันตะปาปาเพียงผู้เดียว จะหมดวาระก็ต่อเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ โดยสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน คือสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 2013

คนเชื้อชาติวาติกันไม่มีในโลก มีแต่พลเมืองสัญชาติวาติกัน นครรัฐวาติกันมีพลเมืองประมาณน้อยกว่า 1,500 คน ในส่วนนี้สตรีน้อยกว่า 300 คน ในที่นี้มีทหารสวิสเป็นองครักษ์ของสมเด็จพระสันตะปาปาประมาณ 100 นาย สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับทหารสวิส คือพวกเขาเป็นกองทหารเดียวที่จงรักภักดี มีสัญชาติสวิส และนับถือคาทอลิกเท่านั้น นอกจากนี้เหล่าทหารต้องมีส่วนสูงอย่างน้อย 5.8 ฟุต เคยผ่านการเกณฑ์ทหารของสวิส อายุไม่เกิน 30 และโสด พวกเขาจะมีเวลาประจำการชั่วคราวราว 2 ปี ทุกนายจะถือหอกโบราณเป็นอาวุธประดับเกียรติเหมือนตั้งแต่สมัย ค.ศ.1506 ซึ่งยังไม่มีเปลียนแปลง

ว่ากันว่าเครื่องแบบทหารออกแบบโดย มีเกลันเจโล แต่ก็ยังมีการถกเถียงจากเหล่านักวิชาการว่าแท้จริงแล้ว ราฟาเอลคือบุคคลที่พัฒนาชุด ตามอิทธิพลทางศิลปะ สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาและภาพเขียนของเขา ถึงแม้กองทหารจะมีจำนวนน้อย แต่ความแกร่ง กล้าหาญไม่มีที่เทียม พลเมืองวาติกันเหล่านี้จะมีสัญชาติวาติกันเฉพาะในขณะดำรงตำแหน่ง หรือเป็นภรรยาของพลเมืองวาติกัน หรือเป็นบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ของพลเมืองวาติกัน บุตรคนใดอายุถึง 25 ปี ต้องกลับคืนสัญชาติเดิม ส่วนทหารผู้ถือสัญชาติวาติกันเมื่อพ้นตำแหน่งก็ต้องคืนสู่สัญชาติเดิมของตน พร้อมด้วยบุคคลทุกคนในครอบครัวที่ถือสัญชาติวาติกันอยู่ หากชาติเดิมของตนไม่ยอมรับให้ขอสัญชาติอิตาลีแทน

…………………………………………………………..

ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวอิตาลีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ได้อีกในสัปดาห์หน้า

Tags
travel