Home > Lifestyle > Travel > ท่องซาฟารี ในวิถีธรรมชาติ กับครอบครัวของเซเลบริตี้ ‘นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง’ ในดินแดน ZAMBIA

มันก็น่าแปลกใจอยู่หน่อยๆ เมื่อเห็นเซเลบริตี้คนเก่งผู้คร่ำหวอดในวงการความสวยความงาน เครื่องหอมต่างๆอย่าง ‘คุณเอ๋-นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง’ ในลุคแบบดิบๆลุยๆ ในดินแดน ZAMBIA ท่องซาฟารี ในวิถีธรรมชาติ เพราะนี่เป็นเช้าที่ตื่นมาด้วยความรู้สึกพิเศษ ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าเพราะมีลูกๆ ซึ่งปิดเทอมอยู่กับเราด้วย กับครอบครัวของเพื่อนสนิทที่เรียนมาด้วยกันสมัยมหาวิทยาลัยที่อังกฤษก็พาลูกๆ มาด้วย พวกเราสามครอบครัวมานอนค้างกลางซาฟารีในแอฟริกา

โดยเน้นการอยู่ในซาฟารีแบบรับผิดชอบต่อสัตว์ป่าและให้ความสำคัญกับคำว่าอนุรักษ์ด้วย เป็นการเที่ยวแบบที่มีคำเรียกกันว่า ‘Responsibility Tourism’ ที่กำลังถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอยู่ในตอนนี้ 

บริษัทที่จัดทริปให้เราทำได้สมบูรณ์แบบอย่างที่เราตั้งโจทย์ไว้ เขาวางแผนให้เราเริ่มต้นทำความรู้จักแอฟริกากันที่ตอนกลางของทวีป ซึ่งมีชายแดนสามประเทศเชื่อมกันคือแซมเบีย ซิมบับเว และบอตสวานา บริเวณนั้นมีแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์และสวยงามมากคือแม่น้ำแซมเบซีในเขตแซมเบีย การเริ่มจากตรงนี้เราจะได้เห็นความเป็นธรรมชาติริมน้ำก่อน และง่ายต่อการปรับตัวของพวกเราเอง สัตว์แถบนี้ก็จะเป็นสัตว์กลุ่มหนึ่ง เมื่อย้ายแคมป์ไปยังจุดใหม่ เราก็จะได้เห็นบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง 

แต่แค่เพียงแคมป์แรก เราก็ได้เห็นมากกว่าบิ๊กไฟว์ผู้เลื่องลือ เราถูกปลุกให้ตื่นตอนเช้าด้วยเสียงคำรามของฮิปโปที่เดินเข้ามาถึงหน้าที่พัก เรื่องถูกปลุกด้วยสัตว์ต่างๆ นี้ไม่เป็นปัญหา เพราะทุกวันเราจะต้องตื่นแต่เช้าอยู่แล้ว เราใช้เวลาตามการเดินทางของพระอาทิตย์ ที่เมื่อสว่างก็ออกผจญภัย สัก 11 โมงกลับที่พัก แล้วก็ออกไปใหม่ บางวันกลับมากินอะไรที่แคมป์ บางวันก็ปิกนิกในป่า พลบค่ำก็เข้าที่พัก เพราะเส้นทางที่ออกไปจะอยู่ในรัศมีที่ไม่ไกลจากแคมป์นัก

รถที่เราใช้เดินทางในซาฟารีเป็นรถแบบเปิดโล่ง สำหรับผู้ใหญ่หนึ่งคันและเด็กหนึ่งคัน อากาศที่นั่น หนาวจัดตลอดกลางคืน ถึงแม้อุณหภูมิประมาณ 5 องศาเซลเซียส แต่เย็นเหมือนน้ำแข็ง เพราะที่พักไม่มีที่ป้องกันความเย็นจากป่าภายนอก แต่เวลานอนในเตียงจะอุ่นสบายเพราะมีกระเป๋าน้ำร้อน 6 ถึง 7 ใบกลิ้งไปมาเพื่อลดความเย็นในเตียง พอเช้าก็ยังหนาวจัด เราจึงต้องสวมเสื้อคลุมหนาราวกับไปสกี จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้นอากาศก็จะค่อยๆ อุ่นขึ้น จนเราต้องค่อยๆ ถอดเสื้อคลุมออกทีละชิ้นๆ ถึง 10 โมงเราก็เหลือแค่เสื้อยืดกับแว่นตา ทำให้รูปถ่ายตอนเช้ากับตอนกลางวันของเราราวกับเป็นคนละทริป

ทุกเวลาที่นั่งรถออกไปซาฟารี ความรู้สึกของเราเหมือนกำลังเข้าสวนสนุกแล้วได้เล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ ถนนดินปนทรายทำให้รถมีแรงสะเทือน การเริ่มหรือหยุดรถในแต่ละครั้งเป็นสัญญาณว่าเรากำลังจะเจอการเซอร์ไพรส์จากสัตว์ป่า ใจลุ้นว่าเมื่อจอดรถเราจะเจอกับอะไร ไกด์ท้องถิ่นซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าจะหูไวตาไวมาก เมื่อหูได้ยิน ตาเขาจะเห็นทันที เราจึงจดจ่อกับท่าทีของไกด์ เมื่อเขาสั่งให้รถหยุดปุ๊บ ก็เห็นช้างโผล่ออกมาจากป่า หนึ่งตัว สองตัว สามตัว จนเป็นสิบตัว ทั้งฝูงเดินผ่านหน้าเราไปอย่างไม่สนใจไยดีเราเพราะนั่นเป็นอาณาจักรของเขา บางทีก็มีการขยับหูขยับหน้าเหมือนจะหันมาทัก หรือแสดงท่าทางขยับหัว โยกตัวต่างๆ ซึ่งได้เรียนรู้ว่าเป็นสัญญาณการสื่อสารและบอกระดับอารมณ์ทั้งสิ้น หลังจากพวกเขาพ้นไปแล้ว ไกด์จะอธิบายต่อว่าเมื่อกี้ที่เราเห็นนั้นช้างทำอะไรและมีอารมณ์อย่างไร จนวันต่อๆ มาก็จับอารมณ์เขาได้ว่า เขาไม่พอใจที่เรามาขวางทาง หรือเขาปกป้องลูกที่กำลังพาเดินไปอาบน้ำด้วยการให้เดินอยู่ใต้ท้อง

บางครั้งที่รถหยุด สายตาเรามัวแต่จับจ้องไปข้างหน้า หารู้ไม่ว่าข้างๆ รถเรานั้นมีสิงโตกำลังนอนอยู่ เราได้เห็นยีราฟตอนกำลังวิ่งที่พอมาดูจากภาพถ่ายถึงได้เห็นว่าขาของเขาทั้งซ้ายขวาสัมพันธ์กันเป๊ะ ได้เห็นอิมพาลายืนกินยอดไม้อย่างสง่างาม เห็นม้าลายต่อสู้กัน ที่เราเห็นว่าม้าลายน่ารักตัวกลมท้องป่องนั้นเพราะตัวเมียจะตั้งท้องเกือบตลอดปี ว่างประมาณสองเดือนเท่านั้น ส่วนตัวผู้หุ่นดีก็จะคอยปกป้องตัวเมียในตอนกินอาหารหรือตอนจะคลอด ครั้งหนึ่งเราเจอสิงโตตัวผู้กับตัวเมียสองตัวอยู่ด้วยกัน ไกด์บอกว่าถ้าโชคดีเราจะเจอกับซีนหายาก แล้วก็กลายเป็นว่าเราเจอซีนที่ว่านั้นเกือบทุกวันเพราะช่วงเดือนกรกฎาคมที่เราไปนั้นเป็นฤดูผสมพันธุ์ วันหนึ่งตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตก เราได้เห็นภาพและเสียงของเจ้าป่าที่เพิ่งผสมพันธุ์กันเสร็จ เป็นเสียงคำรามแบบซิมโฟนีของสิงโตตัวผู้กับตัวเมียที่มีตัวผู้อีกตัวหนึ่งมาประสานด้วย เสียงประกาศตัวของเจ้าป่านั้นก้องดังทั่วทิศจนตะลึงลืมกดปุ่มบันทึกวิดีโอทั้งที่ตั้งใจเอาไว้อย่างดี โชคดีที่เพื่อนร่วมเดินทางมีสติ กดชัตเตอร์ไว้ทัน 

แต่ละวันเราจะเจอความงามให้เก็บภาพได้ไม่ซ้ำ บางวันเราเปลี่ยนไปลงเรือ เห็นช้างอาบน้ำ เห็นฮิปโปตัวใหญ่ที่โผล่หัวออกมาเหมือนแช่อ่างอาบน้ำ ถ้าน้ำแห้งเราจะเห็นว่าเขาขุดหลุมเป็นบ่อแล้วนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ในหลุมของตัวเอง การแช่น้ำตลอดเวลาของฮิปโปเป็นเพราะผิวบึกบึนของเขานั้นไวต่อแสงแดดมาก มีอยู่ตัวหนึ่งที่เราเห็นอายุมากแล้ว นอนผิวกรังอยู่ริมน้ำ สักพักก็เสียชีวิตเพราะไม่ได้แช่น้ำ สักพักคนดูแลอุทยานก็มาเก็บร่างไป 

หรือวันที่ออกไปแคนูที่พวกเราแยกกันต่อคนต่อลำโดยมีไกด์นั่งประกบ สักพักเห็นฮิปโปโผล่ตาขึ้นมาข้างๆ เต็มไปหมด อีกฝั่งเป็นจระเข้ตัวใหญ่ยักษ์ที่นอนนิ่ง พอเริ่มร้อนก็เดินลงน้ำ เรารีบเก็บภาพนั้นอย่างลืมกลัว เพราะ ณ จุดนั้นเราเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับบรรยากาศ และสิ่งที่พบคือความงาม จนเกินกว่าจะรู้สึกกลัวไปแล้ว ทุกที่ที่ไปนอกจากเห็นสัตว์ป่าแล้ว เพื่อนเราที่เป็น bird-nerd ส่องดูความสวยงามของนกพันธุ์ต่างๆ ที่หาได้ที่นี่เท่านั้น ทำให้ภาพที่เห็นนั้นช่างสมบูรณ์ดั่งนิทานดิสนีย์ 

ทุกๆ สามวันเราจะย้ายแคมป์เพื่อเลื่อนจุดการดูสัตว์ให้กว้างออกไป ต้องอาศัยเครื่องบินเล็กขนาด 8 – 15 ที่นั่งในการเดินทางระหว่างแคมป์ แต่ละแคมป์จะห่างกันราว 1 ชั่วโมงของการบิน ในป่านั้นจะมีลานดินซึ่งเป็นลานจอดที่เรียกว่า ‘airstrip’ อยู่เยอะมาก เพราะการเดินทางด้วยรถจะลำบากและใช้เวลานาน จากบนเครื่องบินเล็กทำให้เรามองเห็นภาพด้านล่างซึ่งเซอร์ไพรส์ตัวเองพอสมควร เพราะทั้งที่เคยเรียนภูมิศาสตร์ แต่เราก็อาจลืมไปแล้วว่าทะเลทรายคาลาฮารีในบอตสวานาคือทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากบนนั้นมองลงมาเห็นแต่ทะเลทรายจรดขอบฟ้า สิ่งที่จะบังสายตามีเพียงกิ่งไม้และเงาต้นไม้เท่านั้น  

เราข้ามไปบอตสวานาเพื่อไปยังลีฟวิ่งสโตน เมืองประวัติศาสตร์ที่ตั้งชื่อตามเดวิด ลีฟวิ่งสโตน คนอังกฤษที่บุกเบิกเมืองนี้ขึ้นมา น้ำตกวิกตอเรียเป็นจุดที่เราจะพลาดเสียไม่ได้เพราะเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และมีความสำคัญซึ่งตั้งชื่อเพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษ เราเริ่มเห็นแรดแอฟริกาสีขาวก็ที่นี่ เราใช้เวลาในเมืองนี้สองวันแล้วก็นั่งเครื่องบินต่อไปโอคาวังโก เดลต้า ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในทะเลทรายที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งที่สัตว์ป่าจะวนเวียนเข้าไปอาศัยอยู่กิน จุดนี้จะเป็นใจกลางของทะเลทรายคาลาฮารี ที่เต็มไปด้วยป่าไม้ยาวสุดสายตาด้วยต้นโมพานี ยีราฟ แอนทีโลป เสือดาว และโขลงช้างที่ใหญ่จนน่าตกใจ 

การออกมาดื่มน้ำเป็นเรื่องใหญ่ของสัตว์ป่าจำพวกกวาง พวกเขาจะต้องดูจนมั่นใจว่าไม่มีเสือผู้ล่ารออยู่ กวางอิมพาลาจะนำออกมาก่อน สำรวจแล้วค่อยๆ เดินออกมากินน้ำ ที่กวางนำทัพออกมาก่อนเพราะว่าสัญชาตญาณจะไวมากหากมีเสือมา เราซุ่มดูอยู่ตรงแหล่งน้ำนั้นเป็นชั่วโมง จนกวางมา ม้าลายมา พวกเขาจุ่มหัวลงน้ำกันอย่างพร้อมเพรียง ภาพตรงหน้านั้นสวยสะกดใจแบบเกินธรรมดาอย่างมาก

ป่าแอฟริกาจะมีป่าโมพานีที่ช้างจะชอบเข้าไปกินยอดอ่อน เราได้เห็นอิริยาบถที่น่ารักทั้งการเดินเป็นแถวโดยให้ลูกช้างอยู่ด้านในเพื่อป้องกันเสือและสิงโตไม่ให้มาทำร้าย ได้เห็นจังหวะย่อขาแล้วยกงวงไปกินยอดอ่อนของโมพานี ท่าแบบนี้เราเคยเห็นแต่ช้างที่ทำตามคำสั่ง ไม่นึกว่าเขาจะทำได้เองตามธรรมชาติ เมื่อกินเสร็จก็พากันออกจากป่าไปแช่โคลนเพื่อไล่แมลงที่เกาะหลังมาจากป่า เมื่อลงโคลนแมลงจะตายหมด เป็นวิธีการทำความสะอาดของช้าง ภาพที่ช้างเอางวงอาบน้ำให้กัน ช้างตัวเล็กตกโคลนขึ้นฝั่งไม่ได้ต้องให้ช้างอาวุโสเอางวงดันขึ้นมาแล้วเดินต่อ คือภาพที่ดูแล้วอิ่มใจ

ที่เดลต้าเราได้เรียนรู้การเดินป่าจากไกด์ เราแยกทีมเดินออกเป็นสองทีม เดินตัดกันเหมือนงูโค้งไปโค้งมา หัวหน้าไกด์สอนให้เราดูรอยเท้าของสัตว์ที่เพิ่งผ่านไป จากการได้เรียนรู้จากเขาทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงหาบิ๊กไฟว์ให้เราได้เจอตลอด นั่นเพราะเขาฟังจากนก หากนกคุยกันซุบซิบเสียงดังแสดงว่ามีสัตว์ใหญ่ แล้วลิงบาบูนซุบซิบส่งข่าวต่อเป็นทอด เราก็ขับรถตามเสียงไป ทำให้เราได้เจอภาพที่รอคอยของวันนั้นจริงๆ และอีกหลายๆ เรื่องราวที่บอกกับเราว่า คนที่นี่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับป่าและสัตว์ป่าได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน เช่นเดียวกับความรู้สึกของเราที่เมื่ออยู่ที่นี่ ความกลัวกลับหายไป มีแต่ความเชื่อใจที่เรามอบให้กับธรรมชาติอย่างไม่ระแวงสงสัย

ป่าแอฟริกาช่างกว้างใหญ่ หากวางป่าทั้งผืนกางลงไป ตัวเราเป็นเพียงแค่จุดเล็กนิดเดียว 

‘คุณเอ๋-นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง’

Where to Stay

ทริปนี้เรามีบริษัทจัดโปรแกรมการเดินทางเฉพาะกลุ่มให้โดย The Luxury Safari Company by Rose Hipwood เป็นการพักแคมป์ในซาฟารี ชื่อ Sausage Tree Camp, Thorntree River Lodge, Private Mobile Safari by John & James และ Kings Pool ดูรายละเอียดได้ที่ www.theluxurysafaricompany.com, www.barclaystenner.com

แม้จะอยู่กลางซาฟารี แต่การบริการไม่มีสิ่งใดที่ติดขัด ทั้งที่พัก อาหาร และเครื่องดื่ม บางวันจัดให้จิบชายามบ่ายในป่า ดินเนอร์กลางป่า ที่นี่สงบมาก เห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าทุกวัน 

ทุกแคมป์มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่น่าประทับใจมาก เช่น การออกแบบที่พักให้อยู่ร่วมกับป่าโดยไม่รบกวนสภาพแวดล้อมเดิม และใช้วัสดุที่กลืมกลืนกับธรรมชาติ เช่น สร้างที่พักขึ้นด้วยไม้ ผนังเป็นผ้าแคนวาส พร้อมเก็บได้ มีหลังคามุงจาก เน้นการอนุรักษ์พลังงานทั้งการใช้น้ำและไฟ งดการใช้พลาสติก