Home > Lifestyle > Travel > ต้องมนต์ MOROCCO เส้นทางประทับใจของ ‘วิชดา สีตกะลิน’

   “ตอนที่เพื่อนเสนอแพลนไปโมร็อกโกที่ต้องใช้เวลาถึงสิบวันด้วยกัน ดาวบอกกลับไปในตอนนั้นว่าถ้ารวมวันที่เราต้องไปทำงานที่ฝรั่งเศสอีกห้าวันแล้ว มันนานมากจริงๆ หากต้องออกจากบ้านไปถึงสองอาทิตย์ แต่เหตุผลต่างๆ นานาที่เพื่อนบอกว่าเราจะพลาดหากไม่ได้ไป! ทำให้ดาวโอนอ่อนตาม ทั้งที่ใจ ก็ยังกังวลอยู่ กระทั่งใกล้วันที่เราจะต้องออกจากฝรั่งเศสแล้วนั่งเครื่องต่อไปโมร็อกโก ดาวก็ยังลังเลจนถึงนาทีสุดท้าย ทั้งห่วงลูก และห่วงงานอีก สุดท้ายก็ต้องขอสารภาพเอาไว้ตรงนี้ว่า เมื่อดาวได้ไปอยู่ในโมร็อกโกแล้ว สิบวันที่นั่นผ่านไปเร็วมาก และช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่น พวกเราสนุกกันทุกวันจริงๆ!” ความรู้สึกของคุณ ‘ดาว- ‘วิชดา สีตกะลิน’ อินทีเรีย สไตลิสต์ชื่อดังของเมืองไทย ที่กำลังเริ่มเล่าเรื่องทริปโมร็อกโกให้ HELLO! ได้ฟังอย่างออกรส บอกได้ทั้งความสนุก  ประทับใจ และคิดถึง ผ่านตัวหนังสือและรูปภาพเก็บเป็นความทรงสำคัญ และแชร์ประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวสายอาร์ตได้ลองไปเยือนแบบเธอบ้าง

“อันที่จริงโมร็อกโกเป็นประเทศที่ดาวอยากไปมาก เรียกว่าเป็น ‘Dream Destination’ ที่ตั้งเอาไว้ในใจมานานแล้ว ในความเห็นของดาว โมร็อกโกเป็นประเทศที่มีเสน่ห์มาก ทั้งในเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม และงานดีไซน์ ซึ่งตรงกับความชอบความสนใจของเรา แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าโมร็อกโกอาจไม่ใช่ประเทศที่จะถูกใจสำหรับทุกคน เพราะอาจจะต้องมีความลุยๆ อยู่บ้าง แต่หากเป็นคนที่ชอบการท่องเที่ยวเพื่อซึมซับศิลปวัฒนธรรมที่เก่าแก่แล้ว โมร็อกโกคือ ใช่เลย”

“หลังจากเสร็จภารกิจที่งาน Maison et Objet ที่ปารีส ซึ่งดาวไปดูงานให้กับ Quattro Design ดาวกับเพื่อนสนิทและน้องอีกคนที่บินมาจากอเมริกาก็บินต่อไปยังโมร็อกโก เพื่อนในคณะคนหนึ่งซึ่งทำงานด้านโรงแรมด้วยกันต้องไปทำงานที่ มาร์ราเกชทุกปีเป็นเวลาสี่ห้าปีติดกันแล้ว จึงทำให้เขาค่อนข้างเชี่ยวชาญโมร็อกโกอยู่พอสมควร และเขาก็มีเพื่อนเป็นคนโมร็อกโกอยู่ที่นั่น ที่มาพาเราเที่ยวแบบเจาะลึกได้ และข้อดีที่มีเพื่อนคนนี้มาอยู่กับเราก็คือ เขาสามารถช่วยสื่อสารกับคนท้องถิ่น ซึ่งทำให้ทุกอย่างราบรื่นมาก เราเริ่มทำความรู้จักโมร็อกโกกันที่เมืองมาร์ราเกช ความที่เพื่อนซึ่งทำงานด้านโรงแรมคนนี้ค่อนข้างจะ รู้ใจเพราะเราชอบอะไรคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะเรื่องการชอบดูศิลปะและโรงแรมสวยๆ เขาจึงจองโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งเอาไว้ให้ และเป็นโรงแรมที่ถูกใจดาวอย่างมาก เพราะเป็นโรงแรมไม่ใหญ่มาก มีอยู่แค่สิบกว่าห้อง เป็นอาคารที่เรียกว่าริยาด (Riad) ซึ่งเป็นบ้านหรือวังแบบโมร็อกโกโบราณ ที่มีคอร์ตยาร์ดอยู่ ตรงกลาง โรงแรมที่เราพักในมาร์ราเกช ชื่อว่า ‘ริยาด 72’ (Riad 72) ตั้งอยู่ในเมดินาหรือย่านเมืองเก่า ซึ่งเป็นย่านที่มีอาณาเขตเป็นรั้วกั้นที่รถเข้าไปไม่ได้ เราต้องเดินผ่านตรอกซอยเล็กๆ ที่ขนาบด้วยกำแพงสูงและหนา จนเราไม่มีทางรู้เลยว่ามีอะไรที่อยู่หลังกำแพงสูงท่วมตัว”

“การพักในย่านเก่าทำให้เราได้ออกไปเดินตลาดกันทุกวัน ได้สัมผัสชีวิตของคนท้องถิ่น ได้เห็นการใช้ชีวิต ได้เห็นอารยธรรมท้องถิ่นจริงๆ โดยมีโรงแรมที่เราพักเป็นเสมือนโอเอซิสที่อยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คน ข้างนอก เมื่อเราจะเข้าโรงแรม ทุกคนจะต้องเดินผ่านตลาดเก่า บ้านเรือนผู้คน สุเหร่า ร้านค้า พิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกมาก ตลาดในเมดินาเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและขายทุกอย่างตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ตะกร้า ของกิน เราต้องคอยเดินหลบรถเข็น รถขายถ่าน รถผลไม้ที่ชุลมุนอยู่ในทางเดินแคบๆ แต่ในความวุ่นวายนั้นก็มีเสน่ห์เหลือเกิน พ้นจากตลาดเรา ก็ต้องเดินไปบนถนนหินขรุขระ เป็นการทดสอบล้อกระเป๋าลากของเราว่าดีจริงหรือไม่ เพราะเราต้องทั้งลากขึ้นบันไดและลากลงบันได เพื่อจะไปเจอโอเอซิสในโรงแรมกับดีไซน์ที่มีความเป็นโมเดิร์นโมร็อกกััน เห็นงานศิลปหัตถกรรมอยู่ในรายละเอียด งานตกแต่ง ทั้งหลายเป็นงานที่ร่วมสมัย และจัดแต่งห้องได้อยู่สบายเอามากๆ ความที่ชาวโมร็อกโกเป็นประเทศที่มีเชื้อสายอาหรับ เราจึงได้เห็นศิลปะอารบิกปรากฏอยู่ในทุกหนแห่ง บวกกับครั้งหนึ่งโมร็อกโกเคยตกอยู่ในอาณานิคมของฝรั่งเศส ดังนั้นจึงได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสอยู่พอสมควร ทั้งยังเป็นประเทศที่มีสถาปนิก ดีไซเนอร์ หรืออินทีเรีย ดีไซเนอร์ดังๆ เข้าไปสร้างผลงานดีๆ เอาไว้มากมาย ทำให้โมร็อกโกกลายเป็นเมืองที่รุ่มรวยไปด้วยศิลปะและดีไซน์ที่ร่วมสมัย”

“อีฟ แซงต์ โลรองต์ เป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ที่เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ในมาร์ราเกช บ้านหลังหนึ่งของเขาอยู่ที่เมืองแห่งนี้ เป็นบ้านสีน้ำเงินสดปรี๊ดตัดกับสีเหลือง โดดเด่นและมีความเปรี้ยวเหนือกาลเวลา ชื่อว่า Jardin Majorelle ใครไปมาร์ราเกชก็มักจะเข้าไปชม เป็นสวนทะเลทรายที่เต็มไปด้วยต้นปาล์มและต้นกระบองเพชรขนาดใหญ่หลากชนิด และมีผลงานภาพวาดของอีฟ แซงต์ โลรองต์ จัดแสดงอยู่”

“โมร็อกโกเป็นเมืองของศิลปิน เมื่อเดินออกไป นอกโรงแรม สิ่งที่เราจะได้เห็นคืองานฝีมือของคนทำกระเบื้องมุงหลังคา คนทำเซรามิก คนทำทองแดง คนแกะสลักไม้ คนทำงานจักสาน ทุกอย่างรวมอยู่ในตลาดทั้งหมด มีร้านอาหารเก๋ๆ อยู่มากมาย อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสนุกกับมาร์ราเกช คือการหลงทาง ที่เชื่อว่าหากไม่ใช่คนท้องที่ ไม่ว่าใครไปก็เป็นต้องหลง เพราะระหว่างซอกตึกนั้นหน้าตาเหมือนกันหมด เป็นเหมือนเขาวงกต และมีทางเชื่อมทะลุเหมือนกัน ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้าย วนขวา ก็หน้าตาเหมือนกัน ดังนั้นในการออกไปกินอาหารค่ำ ก็ต้องอาศัยคนจากโรงแรมเดินไปส่ง หรือมีคนจากร้านอาหารเดินมารับ”

“เราอยู่แทนเจียร์สองคืน ก็ได้เวลานั่งรถลุยไปอีกสามถึงสี่ชั่วโมงเพื่อไปที่เชฟชวน (Chefchaouen) เป็นเมืองสีฟ้าที่มองเห็นอาคารบ้านเรือนเกาะอยู่ตาม ไหล่เขาและหน้าผา มองไปทางไหนก็สวยไปหมด เหมือนเมืองในสวรรค์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนใช้ชีวิตอยู่กันในนั้นจริงๆ แต่พอย้ายจากเมืองเชฟชวนไปยังเมืองเฟส (Fez) เราก็ได้เห็นความพิเศษที่แตกต่างกันไปอีกของโมร็อกโก เฟสเป็นเมืองที่เก่าแก่เสียยิ่งกว่ามาร์ราเกช โรงแรมที่เราพักชื่อ Dar Seffarine ปรับปรุงมาจากอาคารเก่าแก่กว่า 600 ปี มีสถาปนิกชาวอิรัก สัญชาตินอร์เวย์เป็นเจ้าของ เขาเอารูปสมัยที่เขามาเจอบ้านหลังนี้ให้เราดู ก็เห็นว่าไม่มีอะไรที่จะบ่งบอกได้ว่าจะกลายมาเป็น โรงแรมสวยๆ อย่างวันนี้ได้เลย เพราะมองไม่เห็นแม้แต่โมเสกสักชิ้นในนั้น เขาใช้เวลาสี่ปีกับภรรยาที่เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ชาวนอร์เวย์ ในการบูรณะมันขึ้นมาใหม่ จากเดิมที่ความเก่ากลบจนมองไม่เห็นความสวยงามอะไร เขาล้างทำความสะอาดผนังจนได้เจอโมเสกที่สวยงามมากๆ แล้วแกะโมเสกทุกเม็ดออกมาล้างทำความสะอาดก่อนติดตั้งกลับเข้าไปที่เดิม”

“ช่วงที่เราอยู่โมร็อกโกนั้นเป็นเดือนกันยายน ที่ตอนกลางวันอุณหภูมิสามารถสูงขึ้นไปถึงสี่สิบกว่าองศาเซลเซียส แต่เรากลับไม่รู้สึกร้อนจนทนไม่ได้ อาจจะด้วยในความที่แดดจัดชนิดที่ท้องฟ้าไม่มีเมฆสักก้อนนั้นก็ยังมีลมพัดโชยตลอดเวลาจึงไม่รู้สึกอึดอัดอะไร และท้องฟ้าสีจัดทุกวันนั้นทำให้รูปที่ถ่ายออกมาสวยสดทุกรูป ”

“สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของโมร็อกโก ก็คือความเก่าแก่ของเมืองทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งแต่ละเมืองก็ให้อารมณ์ที่ต่างกัน ยิ่งเป็นเมืองเก่าแก่โดยเฉพาะเมืองเฟส เราได้เห็นความเคร่งครัดของวัฒนธรรมประเพณีที่เข้มข้นยิ่งกว่า มาร์ราเกช แต่ในเมืองที่ได้รับอิทธิพลของยุโรปมา ก็จะมีความทันสมัยแทรกซึมอยู่ในวิถีของพวกเขา เราได้สัมผัสความน่ารักของผู้คน เช่นในวันหนึ่งที่แทนเจียร์ ขณะที่เดินอยู่ในเมดินาผ่านบ้านหลังหนึ่ง ก็ได้พบกับนักดนตรีสูงวัยที่รวมตัวเล่นดนตรีกันอยู่ ในห้องเล็กๆ ที่ใช้เป็นที่รับแขกและนั่งฟังดนตรีของ พวกเขา เขาเชิญชวนให้เราเข้าไปนั่งในห้องนั้น และต้อนรับเราด้วยการชงชาให้ดื่ม  ทุกๆ วันที่อยู่ใน เมดินา จะได้ยินเสียงสวดมนต์ดังกระหึ่มวันละสามเวลา คือตีห้า เที่ยงวัน และตอนเย็น สะท้อนส่งกันไปทั้งเมือง เป็นความขลังที่ยิ่งทำให้ต้องเราต้องมนต์เสน่ห์ของโมร็อกโกได้อย่างสุดตัวสุดใจ”

Tags
travel