สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงเจริญพระชนมพรรษา 37 พรรษา
สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงเจริญพระชนมพรรษา 37 พรรษา
View Gallery
Royalty

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงเจริญพระชนมพรรษา 37 พรรษา

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน และสถิตเป็นมิ่งขวัญของชาวภูฏานตราบนานเท่านาน

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ถัดจากสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ซึ่งเป็นพระราชบิดา พระราชมารดาคือ สมเด็จพระราชินีอาชิ เชอริง ยางดน วังชุก สมเด็จพระราชินีพระองค์ที่ 3 ในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ขณะที่ทรงเจริญวัยขึ้นนั้นได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสหราชอาณาจักร ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้านการทูตและด้านวิชาการจากวิทยาลัยแม็กดาเลน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุกฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับพระราชบิดา หพระราชมารดา สมเด็จพระราชินีเจตซุต เพมา และพระบรมวงศานุวงศ์ ในโอกาสที่เจ้าชายน้อยเสด็จเยือนตรงซา ซอง ครั้งแรก ซึ่งเป็นซอง หรือป้อมขนาดใหญ่ที่สุดในภูฏาน

พระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก และ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์นัมเกล วังชุก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 2008

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์นัมเกล วังชุก และเจ้าชายจิกมี พระราชโอรส

ขณะที่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ได้เสด็จฯ ไปทรงเป็นผู้แทนพระองค์เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในและนอกประเทศ ทำให้ทรงมีโอกาสเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมประเพณี การศึกษา และองค์ความรู้จากองค์กรต่างๆ มากมาย เพื่อทรงเตรียมพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 แห่งราชอาณาจักรภูฏาน และตั้งพระราชหฤทัยจะทรงเปลี่ยนการปกครองของภููฏานจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีการวางรากฐานมาตั้งแต่สมัยพระราชบิดาในพระองค์แล้ว

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์นัมเกล วังชุก เสด็จฯมาถวายสักการะและถวายพวงมาลา พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรภูฏานและราชอาณาจักรไทยในยุคของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก นั้นเริ่มมาตั้งแต่ยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร โดยเสด็จฯ มาในพระราชพิธีพัชราภิเษกครองราชย์ครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็ดำเนินมาด้วยดี ในวันที่ชาวไทยหัวใจสลายเพราะการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ถัดมาอีกเพียง 2 วัน สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏานได้เสด็จฯ มาถวายบังคมพระบรมศพ โดยวันที่ 16 ตุลาคม เสด็จฯ ไปทรงวางพวงมาลาและถวายราชสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นพระราชวงศ์จากต่างแดนพระองค์แรกที่เสด็จฯ มาทรงร่วมในความทุกข์โศกกับประชาชนชาวไทยครั้งนี้

ในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน และสถิตเป็นมิ่งขวัญของชาวภูฏานตราบนานเท่านาน

.

.....................................................................................................................................................

CREDIT PHOTOS : ROYAL OFFICE FOR MEDIA , KINGDOM OF BHUTAN , GETTY IMAGES

TAGS: