ครั้งหนึ่งในชีวิต รวบย่อใน 4 นาที พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในแผ่นดินรัชกาลที่ 10

Hello! Thailand  รวบรวมรวบย่อในคลิปวีดีโอ 4นาที เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งในชีวิต พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องกลาง ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา และเราจะอัพเดทพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลายซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือนนี้ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2562 ที่ใกล้จะถึงนี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญ ครั้งหนึ่งในชีวิตของคนไทยเรา

 

อันที่จริงแล้ว กำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในช่วงวันที่ 4– 6 พฤษภาคม 2562 นั้นเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องกลาง โดย

พิธีพระบรมราชาภิเษกเบื้องต้น

เริ่มขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ของปีนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562 โดยเวลา 11.52-12.38 น. มีพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์พร้อมกันทั่วประเทศ โดยผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดเป็นประธาน ส่วนพิธีพลีกรรมตักน้ำสำหรับจัดทำน้ำสรงพระมุรธาภิเษก กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้ผู้บริหาร คือ ปลัดกระทรวง และรองปลัดกระทรวง เป็นประธาน ต่อมาวันที่ 8 เมษายน เวลา 17.10-22.00 น. พิธีทำน้ำอภิเษก ณ พระอารามหลวงประจำจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ส่วนพิธีจัดทำน้ำสรงพระมุรธาภิเษกใน 6 จังหวัด กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้ผู้บริหาร คือ ปลัดกระทรวง และรองปลัดกระทรวง เป็นประธาน

ในวันที่ 9 เมษายน เวลา 12.00 น. มีกิจกรรมเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก ณ พระอารามหลวงประจำจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ต่อมาวันที่ 10 เมษายน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชิญคนโทน้ำอภิเษกจากแต่ละจังหวัดไปเก็บรักษาที่กระทรวงมหาดไทย และวันที่18 เมษายน เวลา 10.00 น. ได้มีขบวนแห่เชิญน้ำอภิเษกเริ่มเคลื่อนขบวนจากกระทรวงมหาดไทยไปยังวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ผู้ที่อยู่ในขบวนแห่ประกอบด้วย ขบวนดุริยางค์กองทัพบก ขบวนธงชาติ รถแห่น้ำอภิเษก คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้เชิญคนโท ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการทุกจังหวัด รถตำรวจนำขบวนและปิดท้ายขบวน โดยเวลา 17.19-21.30 น. ทำพิธีเสกน้ำอภิเษกรวม ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ในวันที่ 19 เมษายน เวลา 07.30 น. ริ้วขบวนแห่เชิญคนโทน้ำอภิเษก จำนวน 86 ใบ จากวัดสุทัศนเทพวรารามฯ ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ริ้วขบวนแห่ประกอบด้วย ขบวนดุริยางค์กองทัพเรือ ขบวนธงชาติ ผู้เชิญพานดอกไม้ธูปเทียนแพ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ผู้เชิญพุ่มทอง-พุ่มเงิน พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด รถแห่น้ำอภิเษก คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้เชิญคนโท ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจกระทรวงมหาดไทย ขบวนดุริยางค์กองทัพอากาศ

และท้ายสุดของเดือน คือวันที่ 22-23 เมษายน พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ จารึกดวงพระบรมราชสมภพ แกะพระราชลัญจกร และจารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมวงศ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นการเตรียมริ้วขบวน และทำพิธีการเตรียมน้ำอภิเษก และน้ำสรงพระมุรธาภิเษก วันที่ 22-23 เมษายน มีพิธีการจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ แกะพระราชลัญจกร และจารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมวงศ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากนั้นจึงเข้าสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องกลาง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องกลาง

เริ่มเมื่อวันที่ 4-6 พฤษภาคม ก่อนหน้านั้น วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินีสุทิดา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงได้รับการสถาปนา ทรงดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศ ฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรเสด็จพระราชดำเนินถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ พระลานพระราชวังดุสิต ปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า และเสด็จพระราชดำเนินบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์

วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 มรการประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในเวลา 10.00 น. เชิญพระสุพรรณบัฏ ดวงพระราชสมภพและพระราชลัญจกร ไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ จากนั้นในช่วงเย็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร นมัสการพระรัตนตรัย ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ และจุดเทียนชัย หลังจากนั้นพระสงฆ์ประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเจริญพระพุทธมนต์

วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภก ถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ สดับปกรณ์ และเฉลิมพระราชมณเฑียร โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล ทรงสรงมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระที่นั่งจักพรรดิพิมาน และทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ และทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงเป็น "พระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์" หลังเข้าพิธีสรงพระมุรธาภิเษก ทรงรับน้ำอภิเษก และทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ ในวันนี้ โดยทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" ต่อมา เวลา 14.00 น. ทรงเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย หลังจากนั้น เวลา 16.00 น. ทรงเสด็จฯ โดยขบวนราบใหญ่ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ปราสาทพระเทพบิดร และพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เจ้าพนักงานเวียนเทียนสมโภช ณ หมู่พระมหามณเฑียร เฉลิมพระราชมณเฑียร เถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 เป็นพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย สถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ และเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค โดยพิธีเริ่มตั้งแต่ 9.00 น. ตามเวลา มีการประกอบพระราชพิธี เฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์เลี้ยงพระเทศน์ ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย

ในเย็นวันนั้น เวลา 16.30 น. เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค โดยเสด็จจากพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี ไปตามถนนราชดำเนินใน ถนนราชดำเนินกลาง เลี้ยวซ้ายเข้าถนนตะนาวไปยังวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร จากนั้นออกจากวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เลี้ยวขวาไปยังถนนพระสุเมรุ เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำเนิน เลี้ยวซ้ายถนนอัษฎางค์ที่แยกคอกวัว ตรงไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ออกจากวัดราชบพิธฯ เลี้ยวขวาเข้าถนนเจริญกรุง ตรงไปยังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ออกจากวัดพระเชตุพนฯ เลี้ยวขวาเข้าถนนมหาราช เลี้ยวเข้าไปยังพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะทางเสด็จ 6.77 กม. ซึ่งเปิดให้ประชาชนเฝ้ารับเสด็จตลอดเส้นทาง

วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ตามเวลา 16.30 น.ให้ประชาชนเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นเวลา17.30 น. เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ให้คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล โดยทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบขอบใจคนไทยทั้งชาติว่า "ข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกยินดีและปลื้มใจมากที่ได้เห็นประชาชนทั้งหลายมีไมตรีจิตพร้อมเพรียงกันมาร่วมแสดงความปรารถนาดีในวาระบรมราชาภิเษกของข้าพเจ้าครั้งนี้ ความพร้อมเพรียงของท่านทั้งหลาย ในการแสดงไมตรีจิตแก่ข้าพเจ้าในครั้งนี้ จงเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทุกคนทุกฝ่ายจะพร้อมกันบำเพ็ญกรณียกิจ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติของเราต่อไป ขอขอบใจในคำอวยพรซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ในนามทุกคน และขอสนองพรให้ทุกท่านมีความผาสุกสวัสดี พร้อมทั้งความสำเร็จในสิ่งอันพึงปรารถนาโดยทั่วกัน"

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย

หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องกลาง จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย ซึ่งจะเป็นการโดยเสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งพระกรุณาโปรดเกล้าฯ โดยจะจัดขึ้นในช่วงการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม วันที่ 12 ธันวาคม 2562 ถือเป็นประเพณีอันงดงาม และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของไทยที่สืบทอดมายาวนานจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลจากเว็บไซต์คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระบุว่า ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค หมายถึง ริ้วขบวนเรือพระราชพิธีที่จัดขึ้นสำหรับพระเจ้าอยู่หัว และ เรือพระราชพิธี คือ เรือพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่ประทับในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยสืบทอดต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน และ เรียกอย่างเป็นทางการว่า "กระบวนพยุหยาตราชลมารค"

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีการจัดริ้วกระบวนโดยแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ ขบวนพยุหยาตราใหญ่ และขบวนพยุหยาตราน้อย ซึ่งเรือพระที่นั่งจะแวดล้อมไปด้วยริ้วขบวนเรือของขุนนาง และทหารในกองกรมต่าง ๆ ที่เรียกว่าเรือหลวง โดยการจัดเรียงลำดับเรือต่าง ๆ เป็นไปตามแบบแผนของการจัดทัพที่มีมาแต่โบราณ แบ่งออกเป็น 5 ตอน คือ ขบวนนอกหน้า ขบวนในหน้า ขบวนเรือพระราชยาน ขบวนในหลัง และขบวนนอกหลัง เต็มไปด้วยความสวยงาม ความโอ่อ่าตระการตา และความมีระเบียบสมกับเป็นประเพณีของชาติ ที่มีอารยธรรมอันสูงส่งมาแต่โบราณกาล ระยะห่างจากการจัดพระราชพิธีดังกล่าวครั้งสุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2469 จึงห่างจากพระราชพิธีนี้ในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ ถึง 93 ปีด้วยกัน

โดยจัดรูปขบวนเรือตามแบบโบราณราชประเพณีเช่นเดียวกับของปี พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นการจัดขบวนเรือในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี แบ่งการจัดริ้วขบวนเป็น 5 ริ้ว 3 สาย เสมือนดั่งธงชาติไทย ประกอบไปด้วย เรือพระราชพิธี 52 ลำ โดยใช้กำลังพลจากกองทัพเรือกว่า 2,200 นาย เข้าประจำเรือพระราชพิธี โดยมีเส้นทางจากท่าวาสุกรี ถึงท่าราชวรดิฐ โดยริ้วสายกลาง เป็นเรือสายสำคัญ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ นอกจากนี้มี เรืออีเหลือง (เรือกลองนอก) เรือแตงโม (เรือกลองใน) ซึ่งเป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือ พร้อมด้วยเรือตำรวจ 3 ลำ และเรือแซง 1 ลำ และเรืออื่น ๆ เช่น เรือรูปสัตว์ เรือแซง เรือดั้งฯ

โปรดติดตามพิธีบรมราชาภิเษกการเสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่ใกล้จะถึงนี้ โดยHello Thailand! จะรวบรวมไฮไลท์เหตุการณ์สำคัญมานำเสนอ

หมายเหตุ
1. ข้อมูลจากเว็ปไซต์ https://phralan.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออกสีหบัญชรท่ามกลางเสียงประชาชนเปล่งเสียงดัง “ทรงพระเจริญ”

วินาทีที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ และพระบรมวงศ์ศานุวงศ์เสด็จออกสีหบัญชรท่ามกลางประชาชนเปล่งเสียงดัง “ทรงพระเจริญ” อย่างกึกก้อง!!!

ฉั่ว ซิ่ว ซาน ทูตที่อยู่ประเทศไทยนานที่สุด กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล

พิเศษสุด! ฉั่ว ซิ่ว ซาน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย คณบดีคณะทูตที่พำนักที่ประเทศไทยนานถึง 7 ปี กราบบังคมทูลเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปถวายราชสักการะพระพุทธรูปประจำวัดสำคัญ

เผยที่มาความสำคัญของ 3 พระอารามหลวง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปถวายราชสักการะพระพุทธรูปประจำวัด ในการเสด็จเลียบพระนคร

รัชกาลที่ ๑๐ โปรดเกล้าสถาปนาพระนามใหม่ของสมาชิกราชวงศ์ไทย

เช้าวันนี้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๑๐) มีพระบรมราชโองการเฉลิมพระนามาภิไธยใหม่แก่เหล่าสมาชิกราชวงศ์ไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระปรมาภิไธยพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ ๙)  ขึ้นเป็น 'พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร'

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙  ขึ้นเป็น 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาและเฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นเป็น 'สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพิรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี'

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาและเฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ขึ้นเป็น 'สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี'

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาและเฉลิมพระนาม พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ขึ้นเป็น 'สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนธิราเทพยวดี'

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ขึ้นเป็น 'สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา'

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ขึ้นเป็น 'สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร'

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ขึ้นเป็น 'พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ'

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเฉลิมพระเกียรติยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ ขึ้นเป็น 'พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์'

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเฉลิมพระเกียรติยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิตติคุณ ขึ้นเป็น 'พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ'

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงประกาศเป็นพุทธศาสนูปถัมภก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ โดยขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ที่ประกอบไปด้วยเครื่องประกอบต่างๆ ชุดที่สูงที่สุด ไปทรงประกาศเป็นพุทธศาสนูปถัมภก

พระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯ ทรงพระสิริโฉมในฉลองพระองค์ไทยบรมพิมานปักลายดอกพิกุล

ทรงพระสิริโฉมมาก! พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานปักประดับลายดอกพิกุลสีเหลืองอย่างประณีต