สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งมหานคร’ดูไบ’ กับซูเปอร์คาร์ ‘Ferrari’
Travel

สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งมหานคร’ดูไบ’ กับซูเปอร์คาร์ ‘Ferrari’

ประสบการณ์ม้าลำพองกับการเดินทางสู่เทือกเขาสูงเสียดฟ้า Jebel Jais ผ่านซูเปอร์คาร์สายเลือดอิตาลี "Ferrari"

หลังจากการเฉลิมฉลองม้าลำพองซุปเปอร์ลักซ์ชัวร์รี่คาร์ระดับตำนานแบรนด์ เฟอร์รารี่ ในโอกาสครบรอบ 70 ปี ที่เมืองต้นกำเนิดนาราเนลโล ประเทศอิตาลีไปหมาดๆ ล่าสุดทางทีมงาน Hello ก็ได้รับเกียรติ จาก Middle East Ferrari ให้ร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟอีกครั้ง พาไปสัมผัสรถสปอร์ตสมรรถนะสูงนี้ถึงเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates or UAE) กันเลยค่ะ

รถยนต์ Ferrari บนยอดเขา Jebal Jais ภูเขาที่สูงที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

Hello! เริ่มการเดินทางตั้งแต่เช้าเพื่อเดินทางไปยังโรงแรมสุดหรูระดับห้าดาว The Ritz Carlton Ras Al Khaimah ตั้งอยู่กลางทะเลทราย Al Wadi ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางและที่พักของเราในค่ำคืนนี้ เราออกจากโรงแรม Jumeirah Zaabeel Saray ที่ตั้งอยู่บริเวณ Palm Resort ซึ่งนับเป็นสัญลักษณ์ของดูไบ แล้วมุ่งหน้าสู่รัฐราสอัลไคมาห์ (Ras Al Khaimah) หนึ่งในรัฐทั้งเจ็ดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ นับเป็นเมืองเต็มที่ไปด้วยเสน่ห์แบบดั้งเดิมผสมผสานกับเอกลักษณ์วัฒนธรรมอาหรับ

รถยนต์ Ferrari รุ่น GTC 4 Lusso T และรุ่น 488 GTB

ทาง Middle East Ferrari ได้จัดเตรียมคาราวานเจ้าม้าลำพองสุดหรูไว้ให้ใช้เป็นพาหนะในการเดินทาง เพื่อเพิ่มประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นตลอดการเดินทาง เราได้ทดลองขับหลากหลายรุ่น สัมผัสได้ถึงสมรรถนะอันสุดยอดบนท้องถนน แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันไปในเรื่องแรงม้า รูปทรง และความเร็ว เราได้ลองขับทั้งรุ่น 812 Superfast, 488 GTB, GTC 4 Lusso และ GTC 4 Lusso T

รถยนต์ Ferrari รุ่น GTC 4 Lusso T

รถยนต์ Ferrari รุ่น GTC 4 Lusso T

ส่วน Hello! ขอเลือกแชร์ประสบการณ์การเดินทางในทริปนี้ด้วยรุ่น GTC 4 Lusso T ซุปเปอร์คาร์สไตล์แกรนด์ทัวริ่ง 4 ที่นั่ง ภายในดูโมเดิร์น กว้างขวาง เอนกประสงค์ ใส่ของได้จุใจ เป็นรถครอบครัวเหมาะกับแฟมิลี่ สามารถใช้ได้ทุกวัน ขณะเดียวกันก็เน้นการขับขี่แบบสปอร์ต เครื่องยนต์มาพร้อมขุมพลัง V8 เบนซินเทอร์โบ ให้กำลังความเร็วถึง 610 แรงม้า เมื่อได้ลองขับ เรารับรู้ได้ถึงการขับขี่ที่คล่องตัว สะดวกสบาย ไม่อึดอัด เครื่องแรง ขณะเดียวกันก็สามารถเข้าออกโค้งได้อย่างปลอดภัย เรียกว่าครบครันในคันเดียว จนคว้ารางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี “International Engine of the year award 2016” เราขับไปชิลๆ ริมชายหาด แล้วเข้าสู่ถนนหลวง Emirate Road ซึ่งเชื่อมต่อเข้าถนนแห่งทะเลทราย Umm Al Quawain

คุณพลอยดี จันทรสมบรูณ์ Social Director ของ HELLO! ทดลองขับด้วยตนเอง

พื้นที่ภายในห้องโดยสารของรถรุ่น GTC 4 Lusso T

หลังจากแวะพักรับประทานอาหารกลางวันกันจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราพร้อมออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ด้านความเร็วแรงและความดุดันของเจ้าม้าลำพองกันต่อ ซึ่งการเดินทางต่อจากนี้ถือเป็นไฮไลท์ของทริปเลยก็ว่าได้ เรามุ่งหน้าไปภูเขา Jebel Jais ถือเป็นจุดสูงสุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความสูงถึง 1,934 เมตร และเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาฮาจาร์ (Hajar mountains) อันมีจุดเริ่มต้นจากคาบสมุทร Musandam ถนนสายนี้เป็นเสมือนเส้นทางในฝันของนักขับขี่ผู้หลงใหลในความเร็ว เพราะเป็นถนนสายที่น่าขับรถมากที่สุดในดูไบ ถนนเส้นทางเรียบยาวสลับกับไดร์ฟโค้งคดเคี้ยวไปตามแนวภูเขา และทางขึ้นยังเต็มไปด้วยวิวภูมิประเทศแปลกตาและวิวหินภูเขา พร้อมจุดพักรถที่ได้ชมวิวทะเลแบบพานอราม่า นับเป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับนักขับรถซุปเปอร์คาร์ Ferrari อย่างแท้จริง

วิวระหว่างขึ้นภูเขา Jebal Jais ที่สูงที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ความตื่นเต้นยังไม่หมดแค่นี้ค่ะ เพราะ Middle East Ferrari จัดเต็ม! มอบประสบการณ์แบบมีเงินก็หาซื้อไม่ได้ เซอร์ไพร์สด้วยการพานักขับรถมืออาชีพของทีมมาโชว์ฝีมือการขับรถแบบ Superfast จากจุดชมวิวไปจนถึงยอดเขาด้วยความเร็วที่ 250 ดริฟท์ สร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้เราตื่นเต้นไปกับความเร็ว จังหวะการเข้าโค้ง และความแรงของเครื่องยนต์บวกกับฝีมือนักขับระดับพระกาฬ เรียกอะดีนาลีนให้กับผู้ร่วมทริปทุกคนได้อย่างน่าประทับใจ

The Ritz Carlton Ras  Al Khaimah รีสอร์ทหรูระดับห้าดาวที่พักของเราในค่ำคืนนี้

ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางที่ The Ritz Carlton Ras  Al Khaimah รีสอร์ทหรูระดับห้าดาวที่เป็นที่พักของเราในค่ำคืนนี้ โรงแรมตั้งอยู่ในเขตสงวนธรรมชาติ เราจึงได้เพลิดเพลินไปกับการเดินชมธรรมชาติ และสัมผัสสัตว์ป่านานาชนิดอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นอูฐ หรือ ม้า เป็นต้น ที่นี่ยังโอบล้อมไปด้วยทะเลทราย Al Wadi Desert ที่ทอดยาวแบบสุดลูกหูลูกตา นับเป็นการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมอาหรับที่ชวนให้เราได้ดื่มด่ำกับไลฟ์สไตล์แบบดั้งเดิมอย่างลงตัว ในส่วนของห้องพักเป็นแบบไพรเวทพูลวิลล่าที่โอ่อ่า ด้วยการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกระโจมที่มีกลิ่นอายอาหรับแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสะดวกสบาย พร้อมบริการระดับห้าดาวสุดประทับใจ ปิดท้ายโปรแกรมวันนี้กับดินเนอร์เอ็กซ์คลูซีฟสไตล์อาหรับบนเนินทราย พร้อมชมวิวยามเย็นของพระอาทิตย์ตกดิน ไปจนถึงยามค่ำคืนกับวิวของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ประกอบกับอุณหภูมิที่เย็นสบายในเดือนพฤศจิกายนของดูไบ และอาหารพื้นเมืองที่อาจจะไม่คุ้นลิ้น แต่รสชาติอร่อยถูกปาก ทำให้ดินเนอร์ในค่ำคืนนี้สมบูรณ์แบบจริงๆ

เสน่ห์แห่งเมืองอาหรับและนวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำของ Ferrari ช่างเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ทำให้การได้มาสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำของรถซุปเปอร์คาร์สายเลือดอิตาลีในเมืองดูไบครั้งนี้ ช่างเป็นความทรงจำที่สวยงาม ตื่นตาและน่าประทับใจไม่รู้ลืม

.........................................................................................................