ตะลุยส่องสัตว์ในแทนซาเนีย กับทริปโนแมนติกของ ‘ตุ๊ย-ทิพนันท์ ไกรฤกษ์ ศรีเฟื่องฟุ้ง’ ที่งานนี้มีเซอร์ไพรส์!
ตะลุยส่องสัตว์ในแทนซาเนีย กับทริปโนแมนติกของ ‘ตุ๊ย-ทิพนันท์ ไกรฤกษ์ ศรีเฟื่องฟุ้ง’ ที่งานนี้มีเซอร์ไพรส์!
View Gallery
Travel

ตะลุยส่องสัตว์ในแทนซาเนีย กับทริปโนแมนติกของ ‘ตุ๊ย-ทิพนันท์ ไกรฤกษ์ ศรีเฟื่องฟุ้ง’ ที่งานนี้มีเซอร์ไพรส์!

10 วันในถิ่นอัฟริกา กับทริปสุดไพรเวท นั่งเครื่องบินส่วนตัวลงแทนซาเนีย ตะลุยทุ่งหญ้าสุดมัน พร้อมเซอร์ไพรส์วันเกิดสามีสุดที่รัก!

ตุ๊ยกับคุณคอรี่ (ธาวิน ศรีเฟื่องฟุ้ง) นั่งเครื่องบินเล็กส่วนตัวลำจากสนามบินเมืองคิลิมันจาโรในแทนซาเนีย มาถึงที่อุทยานพร้อมกระเป๋าเดินที่มีแต่เสื้อผ้าสีเอิร์ธโทนตามคำแนะนำ เพราะหากเป็นสีดำก็จะร้อนและเรียกแมลง หากเป็นสีสดก็จะทำสัตว์ตกใจเอาได้ หลังเครื่องบินจอด พนักงานจัดโต๊ะให้นั่งเพื่อพักจิบชาและของว่างกันครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนมาขึ้นรถเพื่อเข้าไปยังแคมป์ที่พัก และเดินทางย้ายแคมป์กันด้วยเครื่องบินเล็กและต่อรถทั้งสี่แคมป์ตลอดเวลาสิบวันที่ท่องอยู่ในซาฟารี

รุ่งเช้าเราออกจาก Klein’s Camp เพื่อไปดูสัตว์โดยใช้รถจี๊ปที่เปิดโล่งทุกด้าน ไม่มีกระจก ในรถจะมีพัดที่ทำจากหางสัตว์เป็นตัวช่วยไล่แมลง ทุกนาทีของการอยู่ที่นี่คือการอยู่เพื่อดูสัตว์จริงๆ แต่ละฤดูก็จะมีความต่างกัน เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดหากต้องการดูสัตว์อพยพย้ายถิ่นครั้งใหญ่ ของวิลเดอร์บีสต์ ม้าลาย อิมพาล่า ส่วนเดือนสิงหาคมฝูงวิลเดอร์บีสต์ จะเริ่มข้ามจากฝั่งแทนซาเนียไปมาไซมาร่าในเคนย่า และช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนก็จะอพยพกลับมาฝั่งแทนซาเนียอีกครั้ง โดยทั้งสองครั้งจะต้องข้ามแม่น้ำมาร่าที่มีฝูงจระเข้คอยจ้องจะงับอยู่ เป็นความตื่นเต้นที่หลายคนรอดูและนิยมไปเที่ยวในช่วงนี้ ส่วนเราซึ่งไปช่วงปลายปีจะเห็นฝูงวิลเดอร์บีสต์นับล้าน และสัตวอื่นๆ อีกมากมายกำลังเดินทางอพยพกันลงมาทางตอนใต้ของแทนซาเนีย

เสียงเพลงต้อนรับจากชาวท้องถิ่นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรถจี๊ปได้เข้าใกล้แคมป์ที่โงรนโกโร่ (Ngorongoro) เป็นบริเวณของปล่องภูเขาไฟที่เคยปะทุและยุบตัวลงไปเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ อุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งอาหารของสัตว์มากมายหลายชนิด ทุกเย็นแขกของที่นี่จะมารวมตัวกันในห้องนั่งเล่นบรรยากาศโรแมนติก พวกเราจะนั่งคุยกัน เล่าเหตุการณ์ที่ได้พบเจอมาในแต่ละวัน ก่อนที่จะไปทานข้าวเย็นด้วยกัน เช้าวันรุ่งขึ้นเราออกไปทานอาหารเช้าข้างๆ บ่อฮิปโปและรอดูพระอาทิตย์ขึ้น สัตว์ที่นี่หลากหลายและมีจำนวนเยอะ เพราะเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์

เราย้ายไปยังเลคมันยารา (Lake Manyara) เป็นที่พักที่สาม ที่พักเป็นบ้านบนต้นไม้ มันยาราเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ มีฝูงช้างจำนวนมหาศาล ฮิปโป ฟลามิงโกลิง และสัตว์อื่นๆ อาศัยอยู่โดยรอบ ที่นี่คนมักมามองหาสิงโตที่อยู่บนต้นไม้ มาถึงตั้งแต่วันแรกมองทางไหนก็มีแต่ช้างละลานตาไปหมด แต่ตัวสำคัญที่ทำเอาเราขำและแอบกังวลเล็กๆ คือต้องรีบอาบน้ำก่อนพระอาทิตย์ตกเพราะห้องอาบน้ำอยู่เอ๊าต์ดอร์ และบนต้นไม้มีลิงบาบูนอาศัยอยู่เยอะไปหมด เวลาอาบน้ำจะรู้สึกว่าอยู่ท่ามกลางสายตาของลิงบาบูนที่มองลงมา ก็ต้องคอยลุ้นเอาว่าจะกระโดดลงมาหาเรามั้ย

เรียกได้ว่าเราอยู่อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติจริงๆ เพราะมันคือการอยู่กลางป่าซึ่งเป็นบ้านของสัตว์หลายสายพันธุ์ การจะเดินออกจากที่พักจึงต้องมีเจ้าหน้าที่คอยถืออาวุธที่เป็นไม้ไว้ตามประกบเพื่อช่วยให้เราอุ่นใจ กลางคืนเราจึงได้รับคำแนะนำว่าอย่าออกจากห้องพักเพราะอาจจะมีควายป่า กวางหรือสัตว์อื่นที่หากินตอนกลางคืนออกมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ห้องหับจึงต้องปิดให้สนิทมิดชิด การได้ยินเสียงสัตว์ส่งเสียงในยามดึกจึงไม่ใช่เรื่องต้องตกใจ แถมในบางเช้าเราก็ตื่นมาเจอคราบงูที่เข้ามาลอกคราบทิ้งไว้ตรงระเบียงที่เลคมันยารา 

ตุ๊ยอยากเจอบิ๊กไฟว์ให้ครบ แล้วก็เจอจนครบทั้งสิงโต เสือดาว ช้าง แรด ควายป่า แต่กว่าจะได้เจอครบ บางครั้งก็ต้องมีการซุ่มรอ เช่นแรดดำ ซึ่งเราเจอที่โงรนโกโร่ เขาอยู่ไกลในพุ่มไม้ มองผ่านกล้องส่องทางไกลเห็นแค่หลังหรือนอที่โผล่ขึ้นมาแล้วไม่ยอมขยับตัวออกมาเสียที เมื่ออยากเห็นทั้งตัวก็ต้องรออย่างอดทน สักพักพอเดินออกมามี เบบี้แรดเดินตามออกมาด้วย หรืออย่างช้างบางทีเราเห็นเขาเดินออกมาไม่กี่ตัว แต่จริงๆ ทั้งโขลงกำลังเดินตามกันออกมาเป็นกองทัพ ส่วนเสือดาวตอนที่เราเจอนั้นเขากำลังนอนหลับอยู่บนต้นไม้ เราซึ่งอยากเห็นเขาตื่นก็ต้องเฝ้าอยู่นาน เพราะไม่มีใครจะไปกระตุ้นให้เขาทำอะไรตามใจได้ ที่นั่นสัตว์ป่าคือพลเมืองชั้นหนึ่งที่เราเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์

แคมป์สุดท้ายที่เราพักมีชื่อว่า เซเรนเกตี้ อันเดอร์ แคนวาส เป็นโมบายล์แคมป์ที่จะย้ายไปตามการย้ายถิ่นของฝูงสัตว์ ดังนั้นจึงเป็นที่พักชั่วคราวตามสัตว์อพยพตลอดปี แต่ก็สะดวกสบายไม่ผิดกับแคมป์อื่นๆ เพราะเรามีแม้กระทั่งน้ำร้อนสำหรับอาบ บัตเลอร์จะทำน้ำอุ่นใส่ถุงมาไว้ให้เพื่อเปิดผ่านฝักบัว ที่นี่เราได้ขึ้นบอลลูนเพื่อดูสัตว์ในตอนเช้าด้วย

เราต้องออกจากแคมป์ตอนตี่สี่ แต่ก่อนจะได้ขึ้นบอลลูนเราต้องเซ็นรับรองความสมัครใจก่อนขึ้นว่าหากเกิดอะไรขึ้นก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง แล้วเข้าคลาสร่วมกับคนอื่นเพื่อเรียนรู้วิธีการต่างๆ ในการอยู่ในบอลลูนเพื่อความปลอดภัย จากนั้นค่อยพาเราขึ้นไปยังตะกร้าบอลลูน และค่อยๆ ลอยขึ้นๆ จนได้ระดับ มองลงมาเห็นฝูงสัตว์อยู่ด้านล่าง เราใช้เวลาอยู่ในบอลลูนราวชั่วโมงครึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งที่น่ารักมากที่เกิดขึ้นกับเราทุกวัน คือเซอร์ไพรส์ที่แต่ละแคมป์พยายามจัดให้เรา เพราะตอนที่เราติดต่อเรื่องทริปกันนั้น ตุ๊ยแจ้งไปว่าทริปนี้ต้องการมาฉลองวันเกิดให้สามี ทุกที่จึงจัดเซอร์ไพรส์ให้เราเต็มที่แม้จะไม่ใช่เดือนเกิดของเขาแล้วก็ตาม ถึงจะได้รับการเซอร์ไพรส์ไม่หยุดหย่อนทุกวัน แต่เราก็ยังรู้สึกเซอร์ไพรส์อยู่ดีกับสิ่งที่เขาทำให้เราแต่ละครั้ง

ระหว่างที่ตุ๊ยเปิดภาพทริปนนี้ขึ้นมาดูทีละภาพ ความรู้สึกซึ่งเวียนกลับมาคือความสนุกที่แสนคิดถึงในทริปนั้น เป็นสิบวันที่เต็มอิ่มกับครั้งหนึ่งในชีวิตที่นอนหลับตาและตื่นขึ้นมากลางซาฟารีที่มีฝูงสัตว์อยู่รายรอบ บรรยากาศที่โรแมนติกตลอดทริปและความใส่ใจในรายละเอียดของพนักงานทุกคน ทำให้ตุ๊ยและสามีรู้สึกถึงความพิเศษ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับเราสองคนอย่างไม่มีวันลืม