Home > Watches & Jewellery > Jewellery > พาชม Cartier บูติกแฟล็กชิพโฉมใหม่ ที่อบอวลไปด้วยความเป็นไทยในทุกมุม

Cartier (คาร์เทียร์) และประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน หากถามถึงจุดเริ่มต้นแล้วคงจะต้องย้อนกลับไปยังสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งที่เสด็จเยือนบูติกคาร์เทียร์ ณ อาคารเลขที่ 13 ถนน rue de la Paix กรุงปารีส เป็นครั้งแรก ซึ่งพระองค์ยังทรงซื้อเครื่องประดับชั้นสูงให้แก่พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกด้วย และในปีนี้ที่ครบรอบ 115 ปีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและคาร์เทียร์ บูติกแฟล็กชิพสาขาสยามพารากอนที่เปิดมานานกว่าทศวรรษจึงถือโอกาสปรับโฉมใหม่เพื่อเฉลิมฉลองให้วาระพิเศษนี้นั่นเอง

ภายในบูติกแฟล็กชิพของ Cartier สยามพารากอน

คาร์เทียร์บูติกแฟล็กชิพ ณ ชั้น M สยามพารากอน เผยโฉมใหม่โดดเด่นด้วยการผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมไทยเข้ากับความเป็นคาร์เทียร์อย่างลงตัว โดยนำสถาปัตยกรรมไทยสอดแทรกไว้อย่างแยบยลตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณเหยียบย่างเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น Façade ที่เน้นความโปร่งด้วยการใช้กระจก หินอ่อน และลายดิ้นทองสะท้อนลายผนังของบ้านทรงไทยเดิม

ถัดเข้ามายังโถงรับรองส่วนกลางก็นำ งานประติมากรรมนูนต่ำ ลวดลายทัศนียภาพของวัดวาอารามในกรุงเทพมหานครมาใช้ตกแต่ง และยังคงเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์อย่างรูปเสือแพนเตอร์ไว้ด้วยเช่นกัน เรียกว่าคาร์เทียร์ใส่ใจและสอดแทรกความเป็นไทยลงในทุกรายละเอียดจริงๆ เพราะแต่ละห้องล้วนเชื่อมต่อด้วยประตูโค้งทำจากไม้ ผนังภายในห้อง Prestige ที่นำแรงบันดาลใจจากวัดไทยมาใช้กระเบื้องโมเสกตกแต่ง ไปจนถึงเครื่องเรือนต่างๆ ล้วนใช้ผ้าไหมไทยบุทั้งสิ้น

ประตูไม้โค้งและเครื่องเรือนบุผ้าไหมไทย ภายในบูติกแฟล็กชิพ Cartier สยามพารากอน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ แชนเดอเลียร์ สุดงดงามที่ระย้าลงมาคล้ายหยาดน้ำฝน สะท้อนถึงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีความร้อนชื้น โดยแชนเดอเลียร์ชิ้นนี้สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษเพียงชิ้นเดียวสำหรับบูติกแฟล็กชิพ ณ สยามพารากอน ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่คาร์เทียร์ผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับแบรนด์เป็นครั้งแรก และทำออกมาได้ทันสมัย สง่างาม และลงตัวเป็นที่สุด

แชนเดอเลียร์ระย้าทรงหยาดน้ำฝนที่ Cartier สั่งทำเป็นพิเศษเพื่อบูติกแฟล็กชิพสยามพารากอนโดยเฉพาะ

และในวาระพิเศษเช่นนี้ คาร์เทียร์จึงถือโอกาสเผยโฉม ‘นาฬิกาแทงก์ อะซีเมทรีค สยาม ลิมิเต็ด อิดิชั่น’ (Tank Asymétrique Siam Limited Edition) ซึ่งผลิตออกมาอย่างจำกัดเพียง 55 เรือนเท่านั้น ใช้การรังสรรค์ต่อยอดมาจากตระกูลแทงก์ อะซีเมทรีคอันโด่งดัง เนื่องจากรุ่นนี้มีความโดดเด่นตรงตัวเรือนที่ดีไซน์ออกมาในรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอสมมาตร

สำหรับรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่ออกแบบขึ้นเพื่อประเทศไทยโดยเฉพาะนี้ คาร์เทียร์ได้เลือกใช้เม็ดมะยมทับทิม หน้าปัดประดับด้วยตัวเลขไทย สายหนังจระเข้สีแดงทับทิมสยาม และฝาหลังสลักข้อความ “สยาม” พร้อมลำดับการผลิต มาพร้อมกล่องสะสมลายเสือแพนเตอร์บนฉากหลังวัดวาอารามสุดวิจิตร

ภายในบูติกแฟล็กชิพของ Cartier สยามพารากอน

ปิดท้ายความพิเศษสุดด้วยการนำคอลเลกชั่นประวัติศาสตร์ ‘Cartier Collection’ ซึ่งรวบรวมเอาเครื่องประดับชิ้นหายากทรงคุณค่ามาจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็น สร้อยพระศอคาร์เทียร์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แด่พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป , เข็มกลัดเพชรทรงระย้า (Garland Style) อันเป็นเทคนิคการออกแบบที่ราชวงศ์ทั่วโลกให้ความนิยม , คอลเลกชั่นเครื่องประดับเพชรบนตัวเรือนแพลตตินัม ที่ หลุยส์ คาร์เทียร์ เป็นผู้บุกเบิกริเริ่มการรังสรรค์นี้ และยังมีเครื่องประดับชิ้นสำคัญอีกมากมายที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านเส้นสายลายโครงการออกแบบของคาร์เทียร์ในแต่ละยุคสมัย

ใครที่อยากชมบูติกแฟล็กชิพโฉมใหม่ของคาร์เทียร์ สามารถไปรับชมได้ที่บูติกแฟล็กชิพ ณ ชั้น M สยามพารากอน ตั้งแต่วันนี้ – 18 พฤศจิกายน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด

Courtesy of Cartier