Home > Watches & Jewellery > Watches > เจาะความงามของนาฬิกาแบรนด์ดัง เปลี่ยนหน้าปัดเรือนเวลาให้กลายเป็นงานศิลปะ

การประดิษฐ์นาฬิกาขึ้นมาสักเรือนก็ไม่ต่างอะไรจากการรังสรรค์งานศิลปะ ทว่าหลากหลายแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาก็ขอยกระดับเครื่องบอกเวลาขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนหน้าปัดเรือนเวลาให้กลายเป็นเหมือนผืนผ้าใบสำหรับจินตนาการและงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นสายอาร์ตหรือเหล่านักสะสมนาฬิกาเป็นต้องตื่นเต้นเมื่อได้รู้จักกับ 4 นาฬิกาแบรนด์ดัง ที่โดดเด่นด้วยงานศิลป์บนหน้าปัดนี้อย่างแน่นอน

Slim d’HERMÈS La Source de Pégase

‘สลิม เดอ แอร์เมส’ นาฬิกาที่ประกอบขึ้นจากความเรียบง่ายแต่โดดเด่นด้วยศิลปะการวาดภาพจุลจิตรกรรม เทคนิคการตัดต่อด้วยฟางข้าว และการแกะสลัก เล่าเรื่องราวของม้าเพกาซัสมีปีกขณะเปล่งประกายอยู่ในจักรวาลแฟนตาซีสนุกสนาน ซึ่งในปี 2015 ได้รับการสร้างสรรค์ออกมาเป็นครั้งแรกในโทนสีเหลือง ประดับเพชรทรงบาแก็ตต์ 52 เม็ด ผสานงานเคลือบสีลงยาด้วยเทคนิค Grand Feu (กรองด์เฟอ) และเทคนิคตัดต่อลายด้วยฟางข้าวไรย์

ขณะที่รุ่นที่สองนั้น ได้รับการตีความใหม่ในเฉดสีของท้องฟ้า โดดเด่นด้วยภาพแกะสลักของเพกาซัส โดยปีกจะทอสีทองตัดกับพื้นหน้าปัดที่ทำจากเปลือกหอยมุกซึ่งลงสีอย่างประณีต นอกจากนี้ยังเพิ่มความวิจิตรงดงามด้วยการสร้างมิติขนปีกของเพกาซัสให้สมจริง ด้วยการประกอบแผ่นทองคำซ้อนกันเป็นชั้น ก่อนระบายทับด้วยสีสันสดใส นอกจากทั้งสองรุ่นนี้จะสวยเลอค่าอย่างที่สุดแล้ว ยังจำกัดจำนวนผลิตอยู่ที่รุ่นละ 12 เรือนเท่านั้นอีกด้วย

Hermès Arceau Space Derby

‘นาฬิกาอาร์โซ’ เรือนเวลาสุดโดดเด่นอีกรุ่นจาก Hermès ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากเทคนิค Miniature Painting (มินิเอเจอร์ เพ้นติ้ง) บนอเวนเจอรีนสีเข้ม (Aventurine) และพื้นหลังสีชมพูโอพาลิน (Pink Opaline) หน้าปัดทรงกลมบรรจุฉากของสนามแข่งม้าอันน่าตื่นเต้นและทันสมัยจากฝีมือของนักวาดภาพประกอบ อูโก เบียงเวอนู ให้สีเหลือบสดใสแวววาว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากซูเปอร์ฮีโร่ในหนังสือการ์ตูนอเมริกันช่วงศตวรรษที่ 20

ภาพวาดจุลจิตรกรรมบนพื้นหน้าปัดขนาดเล็ก ต้องการทั้งความใส่ใจและความแม่นยำสูงสุด เพื่อจัดองค์ประกอบให้ออกมามีชีวิตชีวา การไล่เรียงโทนสีเข้มอ่อนอย่างพิถีพิถันช่วยส่งให้จ็อกกี้และรถม้าดูราวกับกำลังพุ่งทะยานไปในอวกาศอย่างแท้จริง โดยทั้งสองรุ่นผลิตขึ้นอย่างจำกัด พื้นหน้าปัดสีชมพูโอพาลินมีเพียง 24 เรือน ขณะที่พื้นหน้าปัดอเวนเจอรีนมีเพียง 12 เรือนเท่านั้น

Lady Arpels Poème Tulipe Watch

ใครที่หลงใหลในงานศิลปะอันละเอียดลออ ให้ความหรูหราและอ่อนหวานในเวลาเดียวกัน ต้องไม่พลาดที่จะมีเครื่องประดับหรือนาฬิกาจาก Van Cleef & Arpels ติดตู้ไว้อย่างแน่นอน ซึ่งแทบทุกคอลเลกชั่นของเมซงก็รังสรรค์ออกมาได้วิจิตรงดงามจนแทบลืมหายใจไปเลยทีเดียว สำหรับคอลเลกชั่น Extraordinary Dials นั้น หนึ่งในชิ้นไฮไลต์ที่ตราตรึงใจจนต้องขอหยิบยกมาพูดถึงคือ ‘Lady Arpels Poème Tulipe Watch’ นาฬิกาหน้าปัดทรงกลมขนาด 41 มม. สายรัดสีเขียวแก่ตัดกับกลีบทิวลิปสีเหลืองสดใสอย่างลงตัว

นาฬิกาเรือนนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทกวีฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งกล่าวถึงความรักและดอกทิวลิป โดยเมซงได้สลักบทกวีดังกล่าวไว้ที่ฝาหลังอย่างงดงาม ขณะที่หน้าปัดเปล่งประกายไปด้วยการประดับเพชรแทรกไปกับเยลโลว์แซฟไฟร์ เพิ่มมิติด้วยการเล่นระดับของก้าน ใบ และกลีบดอก โอบล้อมงานศิลป์ทั้งหมดไว้ด้วยตัวเรือนทองคำขาวอีกที

Lady Féerie Watch

ปิดท้ายกันด้วยอีกหนึ่งเรือนเวลาไฮไลต์จากเมซง ‘Lady Féerie Watch’ ในคอลเลกชั่น Poetic Complications ด้วยขนาดตัวเรือนเพียง 33 มม. ภายในหน้าปัดรองรับฉากแห่งความตระการตาสุดละเมียดละไมของนางฟ้าบอกเวลาขณะร่ายคทากลางหมู่ดาว เริ่มจากใบหน้าของเทพธิดาองค์น้อยที่รังสรรค์ขึ้นจากเพชรเดี่ยว ลำตัวประดับด้วยการฝังเพชรเม็ดเล็กเปล่งประกายสุกใส และปีกโปร่งแสงที่ใช้เทคนิคหัตถศิลป์สุดประณีตลงบนแผ่นโมทิฟชิ้นเดียว

ก้อนเมฆที่รองรับร่างของนางฟ้าประกอบขึ้นจากแผ่นแม่มุกมาร์เธอร์-ออฟ-เพิร์ลสีขาวเหลือบระยับ และจุดไฮไลต์ที่ดึงดูดจนละสายตาไม่ได้เห็นจะเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืน ที่ไล่โทนสีตั้งแต่อ่อนจนถึงน้ำเงิน ใช้เทคนิคลงยาเคลือบสี กรีซายล์ (Grisaille) ลงบนแผ่นแม่มุก พร้อมใช้ เทคนิคกวิโญเช (Guilloche) สลักลายร่องบากให้เป็นหยักคลื่นรัศมี นับได้ว่าเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่ได้รับการย่อให้มีขนาดพอเหมาะกับข้อมือเลยก็ว่าได้

Courtesy of Hermès and Van Cleef & Arpels