Le Petit Chef พาไปชิมอาหารตามเส้นทางสายไหมตามรอยมาร์โคโปโล
Le Petit Chef พาไปชิมอาหารตามเส้นทางสายไหมตามรอยมาร์โคโปโล
Wine & Dine

Le Petit Chef พาไปชิมอาหารตามเส้นทางสายไหมตามรอยมาร์โคโปโล

อีกหนึ่งมื้ออาหารที่ล้ำมากและอร่อยสุดๆ

คำว่า ‘อาหาร’ และ ‘เทคโนโลยี’ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าเข้ากันได้ แต่เมื่อเราได้มีโอกาสไปสัมผัสกับสองสิ่งนี้พร้อมๆ กัน ในมื้ออาหารที่เราขอยกให้เป็นที่สุดแห่งความสร้างสรรค์ ซึ่งสร้างชื่อเสียงโด่่งดังมาแล้้วในดูไบและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่าง Le Petit Chef ก็ทำเราอดที่จะพูดคำว่า ‘ล้ำมาก’ ทุกๆ 2 นาทีไม่ได้ 

View this post on Instagram

มิติใหม่แห่งการกินอาหาร!! ห้อง Embassy Room โรงแรม Park Hyatt ร่วมกับ Dinner Time Story นำพาทุกท่านเข้าสู่การกินอาหารรูปแบบใหม่ตามการเดินทางของเส้นทางสายไหม ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมาร์โค โปโล ซึ่งมีตัวดำเนินเรื่องโดย Le Petit Chef เชฟตัวจิ๋วที่สร้างจากโปรแกรมแอนิเมชั่นสามมิติ พาทุกคนไปรู้จักวัตถุดิบที่มาของจานต่างๆ ผ่านการฉายโปรเจกเตอร์ พอรู้เรื่องราวของแต่ละจานเสร็จก็เสิร์ฟอาหารหน้าตาน่ารับประทานแถมพรีเซนเทชั่นที่ตื่นตาตื่นใจ! ใครสนใจเปิดจองแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม - 31 กรกฎาคม 2562 งานนี้เหล่าฟูดดี้ไม่ควรพลาดนะคะ!!#HELLOMagazineThailand #HELLOThUpdate #Dining #LePetitChef #DinnerTimeStory

A post shared by HELLO! Magazine Thailand (@helloth_official) on

Le Petit Chef คือเชฟตัวจิ๋วที่สร้างมาจากเทคโนโลยี 3D  เป็นตัวดำเนินเรื่องราวทั้งหมดพร้อมพาทุกคนไปสัมผัสมื้ออาหารสุดพิเศษ ซึ่งทางโรงแรม  Park Hyatt กับ Dinner Time Story ร่วมกันจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ณ ห้องอาหารส่วนตัว Embassy Room โดยจะพาเหล่าฟูดดี้เดินตามรอยมาร์โคโปโลไปตามเส้นทางสายไหม (The Silk Road) ตั้งแต่มาร์กเซย จนถึงอาราเบีย อินเดีย เทือกเขาหิมาลัย จนถึงปราสาทจีน ซึ่งแต่ละเส้นทางประกอบไปด้วย 5 คอร์ส

le petit chef

le petit chef

ก่อนที่มื้อนี้จะเริ่มขึ้น บนโต๊ะของแต่ละที่นั่งจะวางสมุดเล่มหนาไว้ด้านหน้าพอได้เวลา เชฟตัวจิ๋วจะออกมาเล่าเรื่องราวการเดินทางของอาหารให้ฟังที่สมุดของแต่ละคน

The Dishes

le petit chef

อาหารฝรั่งเศสเรียกน้ำย่อยคือ Amuse Bouche เสิร์ฟมาเพียง 2 คำ คือ Duck foie gras & ginger bread, quince paste ฟรัวกราส์ที่วางซ้อนมากันกับขนมปังขิง เหยอะ Quince paste ลงไปด้านบน ส่วนอีกคำที่วางข้างๆ กันคือ Black Truffle & celeriac gougere, aged Comte chesse ขนมปังชูวส์สอดไส้แบล็กทรัฟเฟิลและชีสคอมเต หอมกลิ่นทรัฟเฟิลเข้ากับชีสละมุนๆ

ต่อด้วยการเดินทางไปยัง Arabia อาหารอาหรับเสิร์ฟมาด้วยกัน 3 ถ้วยน้อยๆ  จานแรกเป็นมะเขือยาวเผาโรยสมุนไพรและเมล็ดทับทิม  ถัดมาเป็นเคบับเนื้อแกะเสียบไม้ และกุ้งสดแกะเปลือกย่างราดน้ำสลัดรสเปรี้ยวที่เข้ากันอย่างดี

เดินทางไปต่อที่อาหาร India ที่เราขอยกให้เป็น The Best เสิร์ฟมา 3 ดิช ในถ้วยเล็กๆ พอดีคำพร้อมแป้งนาน ซึ่งก็มีทั้ง แกงกะหรี่หอยเชลล์โรยคาเวียร์ ซุปถั่วเลนทิลบด และแกง Butter Chicken ที่คล้ายๆ แกงกะหรี่แต่ใส่เนยเยอะหน่อย ขอบอกเลยว่าอร่อยมากกกกก

พักของคาวกันสักพักแล้วมาชิม ‘ซอร์เบทสับปะรดและขิง’ อีกหนึ่งจานที่พรีเซนเทชั่นเก๋มากๆ คือเสิร์ฟซอร์เบทมาในถ้วยแก้วเล็กๆ แล้ววางในชามใหญ่ เทเนโตรเจนเหลวลงไปเกิดเป็นควันคุ้ง เสิร์ฟพร้อมวอดกา อ้อวิธีกินก็สนุกสนานไปอีก อาจจะเทวอดกาครึ่งหนึ่ง แล้วเก็บครึ่งหนึ่ง เราจะได้รสของความเปรี้ยวและขมเข้ากันอย่างดี

และแล้วเราก็เดินทางมาที่ประเทศจีน ที่เสิร์ฟเมนูปลากะพงนึ่งราดซีอิ๊ว ขนมจีบล็อบสเตอร์ และข้าวสวยก่อนจะปิดท้ายด้วยอาหารฝรั่งเศส แครมบรูเลใส่หญ้าฝรั่น เนื้อนุ่มๆ ละมุนปาก และซอร์เบทกุหลาบ

Dinner Time Story x Park Hyatt จะจัด Le Petit Chef เป็นเวลา 4 เดือนเท่านั้น โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2562  ใครที่มาทางสายกิน (อาหาร) ควรค่าแก่การไปลองสุดๆ

Le Petit Chef
สถานที่: ห้อง Embassy Room โรงแรม Park Hyatt Bangkok
จอง: lepetitchef.asia/parkhyattbangkok